วันนี้ผมไปจ่ายตลาด (สด) ที่ตลาดรถไฟ (พิษณุโลก)  ซื้อของมาทำกับข้าว และมาทานหลายอย่าง พอดีมองไปเห็นแม่ค้าขาย "ขนมใส่ไส้" ดูน่าทานดี สนนราคาอยู่ที่ 5 ห่อ 10 บาท (หรือห่อละ 2 บาท) เลยซื้อมาทาน 1 พวง (5 ห่อ)

    ทานรวดเดียว 3 ห่อ (เหลือมาฝากคนที่บ้าน 2 ห่อ) ระหว่างขับรถ (ตอนรถหยุด) พอทานเสร็จก็นึกได้ว่าควรเขียนเกี่ยวกับเรื่อง "ขนมไทยและใบตอง" เพราะชื่อมันคล้องจองกันทีเดียว (จะตั้งชื่อ "ใบตองกับขนมไทย" ชื่อมันก็ไม่คล้องจองกัน)

   ขนมที่ทานเข้าไป เป็นไส้มะพร้าว ปรุงรสกลมกล่อม ไม่หวานเกินไป และแป้งกับกะทิด้านนอกก็ไม่เค็ม รสชาติกำลังดีทีเดียว

    เดี๋ยวนี้ขนมไทยหาทานยากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ค่อยมีคนนิยมทำ เพราะว่า "ทำยากแต่ได้กำไรน้อย" (แต่ถ้าทำเป็นล่ำเป็นสัน รายได้ดีทีเดียวแหละ) สู้ไปทำ bakery ดีกว่า ขนมปังใส่ไส้ชิ้นละ 5 บาท หรือ 2 ชิ้น 10 บาท เมื่อเทียบกับขนมใส่ไส้แล้วราคาดีกว่ากันเยอะเลยครับ (ลงทุนสูง พวกอุปกรณ์การทำ แต่ว่าได้กำไรดี)

   ผมค้นรูปมาฝากก่อน 2 ภาพครับ

 

ขนม Bakery ขนมใส่ไส้

ขนม Bakery
ภาพจาก : http://www.marketofchoice.com/
bakery.cfm

ขนมใส่ไส้
ภาพจาก : http://www.thaitambon.com/
thailand/Pathumthani/
130705/01625185043/
130705-A01.JPG

  

     คราวนี้มาดูภาพที่ผมถ่ายมาฝากดีกว่า เป็นภาพขนมใส่ไส้ ก่อนที่จะลงไปสู่ท้องของพรีเซนเตอร์

 

ขนมใส่ไส้ ถ่ายภาพโดย beeman

ภาพขนมใส่ไส้ภายในห่อใบตอง

   

    พูดถึงขนมไทยหลายอย่าง เช่น ขนมกล้วย ขนมตาล ขนมใส่ไส้ ขนมแตง พวกนี้ล้วนห่อด้วยใบตอง ซึ่งเป็นใบของกล้วยน้ำว้าที่ปลูกกันอยู่ตามบ้านสมัยก่อน

    ใบตองนี้ เมื่อเราทานขนมเสร็จแล้วเราก็ทิ้งไว้ในถังขยะ หรืออาจจะทิ้งไว้ตามโคนต้นกล้วยก็ได้ เพราะว่ามันเป็นวัสดุจากธรรมชาติ ที่สามารถย่อยสลาย (โดยเชื้อจุลินทรีย์) เองได้ตามธรรมชาติ (ฝรั่งเรียกว่า Biodegradable = ที่สามารถย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ)

   นับว่าเป็นภูมิปัญญาไทย ที่คนสมัยก่อนสามารถมองเห็นและนำสิ่งที่อยู่รอบตัวมาใช้ประโยชน์ได้อย่างกลมกลืนและไม่เกิด "มลภาวะ" ต่อสิ่งแวดล้อมครับ

   ตามโรงเรียนต่างๆ ของชนบท หรือเมือง น่าจะเชิญชาวบ้าน (ในท้องถิ่น) ที่ทำขนมไทยเก่งๆ มาสอนนักเรียน (ชั้นประถม) ให้หัดทำขนมไทยบ้าง เพื่อการอนุรักษ์ขนมไทย ไม่ให้สูญหายไป...ครับ