เมื่ออาจารย์สุชาดา ซึ่งเป็นเพื่อนนักเรียนตั้งแต่สมัยเรียนที่โรงเรียนเซ็นต์ฟรังค์มาชวนไปสอนกฎหมายธุรกิจที่บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร ดิฉันก็ตอบรับ ทั้งที่มีงานเต็มมือ จนล้นมือ ยังถามตัวเองจนถึงปัจจุบันว่า หลงตอบรับได้อย่างไร ด้วยว่า โดยสถานการณ์ของเรื่อง น่าจะปฏิเสธ

          แต่เมื่อคิดทบทวนย้อนหลัง คำตอบ ก็ดูจะโผล่ขึ้นมาไม่อยากนัก พิจารณาดูแล้ว ก็พบว่า เหตุผลนั้น น่าจะมีอยู่สัก ๓ ประการใหญ่ๆ

          ในประการแรก ดิฉันมีความอยากที่จะบอกผู้สอนกฎหมายธุรกิจในประเทศไทยว่า การสอนกฎหมายธุรกิจ ก็คือ การสอนกฎหมายทั้งระบบที่มีผลบังคับต่อธุรกิจ ดังนั้น การสอนเพียงกฎหมายเอกชนที่เกี่ยวกับธุรกิจ ก็น่าจะไม่ครบถ้วน และในหลายห้องเรียนนั้น ก็นำเอาเรื่องของเอกเทศสัญญาในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาสอนเท่านั้น ก็ยิ่งจะไม่ถูกต้อง ดังนั้น การบอกที่เป็นรูปธรรม ก็น่าจะเป็นการสร้าง "ห้องเรียนกฎหมายธุรกิจต้นแบบ" ขึ้นมา สักห้องเรียน  ดังนั้น โอกาสที่จะทำกิจกรรมนี้ ก็คือ โอกาสที่อาจารย์สุชาดามาชักชวนนั่นเอง

         ส่วนเหตุผลในประการที่สองที่ทำให้ยอมรับทำห้องเรียนกฎหมายธุรกิจที่บัณฑิตวิทยาลัยให้มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร ก็คือ ความอยากที่จะร่วมทำงานกับนักกฎหมายหลายๆ ท่านที่มีความเชี่ยวชาญในกฎหมายธุรกิจเฉพาะเรื่อง และเขียนหนังสือสักเล่มเกี่ยวกับกฎหมายธุรกิจ ดังนั้น ห้องเรียนกฎหมายธุรกิจต้นแบบที่ว่า ก็เป็นโอกาสที่จะทำงานร่วมกับบุคคลดังกล่าว  แนวคิดดังกล่าวเริ่มมีสีสรรสดใส เอาก็เอากัน โทรไปหาใคร...... เขาก็รับลูก จนฝันเห็นหน้าปกหนังสือทีเดียว.......

        ในประการสุดท้าย ฝันสองฝันแรกทำให้ฝันต่อได้ว่า จะมีนักศึกษากฎหมายธุรกิจอีกสักกลุ่มหนึ่งที่ถูกปลูกฝังให้รู้จักใช้ "กฎหมาย" ในการสร้างความปลอดภัยทางสังคมให้แก่ธุรกิจ   เกิดแนวคิด "ธุรกิจเพื่อสังคม" ขึ้นในคนรุ่นทำงานธุรกิจสักกลุ่มหนึ่ง

           โอย......คิดได้ครบถ้วนแล้ว ก็เลยสอนวิชากฎหมายธุรกิจให้แก่นักศึกษาปริญญาโทในหลักสูตรบริหารธุรกิจมหาบัณฑิตมาแล้วหลายรุ่นอยู่ ๒ หรือ ๓ แล้วล่ะ จำไม่ได้แน่นอน......

         แต่หนังสือที่ว่า ก็ไม่ออกมาสักที ......

         แถมดูว่า นักศึกษาที่หวังว่าจะเป็นกลุ่มความคิดที่แข็งแข็งของคนทำงานธุรกิจก็ดูจะไม่สนใจอะไรนักกับ "ธุรกิจเพื่อสังคม" สายสัมพันธ์ระหว่างผู้สอนกับผู้เรียนดูจะจบลงในห้องเรียนและกับเกรดที่นักศึกษาได้รับ

        สรุป อกหัก........

        ปีนี้ จึงแก้เกม โดย (๑) จะปรับปรุงเค้าโครงการสอนใหม่ (๒) หา teacher assistant (TA) มาดูแลนักศึกษาอย่างใกล้ชิด และทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมระหว่างผู้เรียนและผู้สอน และ  (๓)  TA คนที่หามานี้แหละที่จะมาทำหน้าที่ "บรรณาธิการ" สำหรับการรวบรวม "คำสอน" ที่ทำกันที่ห้องเรียนกฎหมายธุรกิจต้นแบบของเรา

        บันทึกนี้มีความมุ่งหมายในประการแรก ที่จะเขียนให้ อาจารย์ชลฤทัย แก้วรุ่งเรือง ซึ่งจะมาทำหน้าที่ TA ได้อ่านและได้ทราบถึงความในใจของ อ.แหวว

          และนอกจากนั้น ความมุ่งหมายประการที่สอง ก็คือ การเขียนให้นักศึกษาที่ลงทะเบียนเรียนในห้องเรียนนี้อ่าน และทราบถึงความฝันของผู้สอน ซึ่งถ้าเห็นด้วย ก็มาช่วยกันสร้างฝันดีไหมคะ

          ในวันนี้ ห้องเรียนกฎหมายธุรกิจเพื่อสังคมไทยที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานครทำกันในวันเสาร์ตอนบ่าย ๑๓.๓๐ - ๑๖.๓๐ น. ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร อาคารวานิช ตั้งแต่วันที่ ๒ กันยายน พ.ศ.๒๕๔๙ ใช้เวลา ๑๖ ครั้ง  แต่สำหรับห้องเรียนบน e-society นั้น ปรากฏ ๒๔ ชั่วโมง โดยไม่มีกำหนดปิดถึง ๓ ห้องเรียนย่อย

(๑) แนวคิดในการจัดการเรียนและการสอนปรากฏใน http://www.archanwell.org/autopage/show_all.php?t=50&s_id=26&d_id=26

(๒) ปรัชญาการเรียนของอาจารย์ และ ผลงานการศึกษาค้นคว้าของนักศึกษาที่ลงทะเบียนเรียนในวิชานี้ เพื่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างนักศึกษาในห้องเรียนเดียวกัน http://gotoknow.org/planet/classroom-for-business-law-at-MUT

(๓) ผลงานการค้นคว้าของนักศึกษาปริญญาโทในวิชากฎหมายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประจำปี ๒๕๔๙ เพื่อเป็นตัวอย่างในการเรียนรู้ของนักศึกษาในระดับบัณฑิตวิทยาลัย http://gotoknow.org/planet/classroom-for-Free-and-Fair-Market-in-Thailand-at-TU