ที่สำคัญคือข้าพเจ้าได้กลายเป็นตัวอย่างของคนที่เรียนแล้วช่วยตัวเองได้ ช่วยคนอื่นได้ เรียนแล้วอยู่อย่างมีศักดิ์ศรีและมีกินในท้องถิ่นของตนเอง

ข้าพเจ้าชื่อนางอุทิศ แย้มลังกา เกิดวันพฤหัสบดีที่ 13 เมษายน พ.ศ.2515 ปัจจุบันอายุ 40 ปี มีอาชีพทำสวนปาล์ม เป็นแม่บ้าน อยู่บ้านเลขที่ 32 หมู่ที่ 1 บ้านสามไกร ต.หงษ์เจริญ อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร บิดาชื่อนายถนอม รูปสังข์ เสียชีวิตตั้งแต่ข้าพเจ้าอายุ 8 ปี มารดาชื่อนางบุญเนื่อง ขำขาว เสียชีวิตเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม พ.ศ.2551 ด้วยโรคมะเร็งปากมดลูก ท่านมีอายุได้ 75 ปี

สามีชื่อนายสิงห์ แย้มลังกา อายุ 44 ปี มีอาชีพทำสวนปาล์มและรับจ้างตัดหญ้ากับรถไถคูโบต้า สามีตาข้างซ้ายบอดสาเหตุมาจากตัดหญ้ากับเครื่องตัดหญ้าแบบเครื่องสะพายข้างไม่ได้สวมแว่นตา ทำให้ก้านใบปาล์มที่พุก ๆ มาปักลูกตาดำข้างซ้ายทำให้ตาบอด เมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2549 เขาเสียใจและน้อยใจต้องเป็นคนพิการ ข้าพเจ้าคอยปลอบใจและให้กำลังใจ

มีบุตร 2 คน คนโตชื่อนายสุพัฒน์พงศ์ แย้มลังกาอายุ 20 ปี เรียนอยู่ที่วิทยาลัยเทคนิคชุมพร ปวส.2 แผนกช่างไฟฟ้ากำลัง คนเล็กชื่อนายกฤตยชญ์ แย้มลังกาอายุ 16 ปี เรียนชั้น ปวช.1 แผนกช่างไฟฟ้ากำลัง ที่เดียวกัน

ข้าพเจ้าได้ทราบข่าวการเปิดรับสมัครเรียนมหาวิทยาลัยชีวิตจากอาจารย์กฤษณา ภาษยะวรรณ์จากการเข้าร่วมประชุมประจำเดือนของอาสาสมัครสาธารณสุขที่สถานีอนามัยตำบลหงษ์เจริญ จึงได้ชวนเพื่อน ๆ ที่จบชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายอีก 8 คนมาสมัครเรียนที่โรงเรียนเทศบาล 1 บ้านท่าตะเภา เมื่อปี พ.ศ.2552 และได้เรียนหลักสูตรโครงการต้นกล้าอาชีพ ได้ฝึกทำน้ำยาล้างจานและรวมกลุ่มหงษ์เจริญทำปุ๋ยหมักชีวภาพจากทะลายปาล์ม ได้เงินจากโครงการต้นกล้าอาชีพประมาณ 2,400 บาท ได้มาลงทะเบียนเรียนสาขาวิชาการจัดการสุขภาพชุมชน

การเรียนที่มหาวิทยาลัยชีวิตทำให้ชีวิตของข้าพเจ้าเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น จากเป็นคนที่ไม่ค่อยกล้าพูด กล้าแสดงออก ไม่กล้าพูดกับไมโครโฟน ทำให้ข้าพเจ้ามีความมั่นใจ กล้าพูด กล้าแสดงออก เวลาจับไมโครโฟนแล้วไม่สั่น ไม่ประหม่า การเรียนที่นี่เขาให้ทำโครงงานข้าพเจ้าทำโครงงานเรื่อง “เปิดใจรับฟังเพื่อหยั่งให้ถึงความรู้สึก” ทำให้ชีวิตครอบครัวของข้าพเจ้ามีความสุขมากขึ้น เข้าใจซึ่งกันและกัน ยอมรับฟังความคิดของสามีและลูก คนรอบข้างมากขึ้น ไม่เอาความคิดของตนเองเป็นใหญ่ โครงงานการทำน้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์ 100% และอื่น ๆ ซึ่งได้ผล เพราะการเรียนมหาวิทยาลัยชีวิต เรียนโดยเอาชีวิตเป็นตัวตั้ง ไม่ได้เอาวิชาเป็นตัวตั้ง ข้าพเจ้าได้เรียนวิชาการวางเป้าหมายและวางแผนจัดการชีวิตของตนเอง เรียนค้นคว้าหารากเหง้า ค้นหาภูมิปัญญาท้องถิ่น และอื่น ๆ

ข้าพเจ้าเรียนวิชาภาษาไทยเพื่อการสื่อสารและการเรียนรู้ สอนให้ข้าพเจ้าได้รู้จักฝึกพูดในโอกาสต่าง ๆ ฝึกการฟังที่ดี การอ่าน การเขียนในชีวิตประจำวัน จนข้าพเจ้าเริ่มได้รับความเชื่อมั่นที่หายไปกลับคืนมา จากเดิมที่ไม่ค่อยกล้าแสดงออก ไม่กล้าพูด ก็ค่อย ๆ ดีขึ้น ไม่ขัดเขินหรืออายเพื่อนร่วมชั้น ซึ่งมีทั้งผู้ใหญ่บ้าน ส.อบต. ผู้นำชุมชน เหมือนตอนเริ่มเรียนใหม่ ๆ อีกต่อไป

การเรียนในระดับอุดมศึกษาในโครงการมหาวิทยาลัยชีวิตทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกว่า ทุกคนมีความเสมอภาคเท่าเทียมกัน ไม่แบ่งชนชั้น ยศ หรือตำแหน่งหน้าที่การงานของแต่ละบุคคล การศึกษาทำให้ข้าพเจ้ามีความรู้ความเข้าใจในชุมชน สังคม สิ่งต่าง ๆ รอบตัวอะไรที่ข้าพเจ้าไม่เคยได้เห็นไม่เคยรับรู้มาก่อนก็ได้เรียน ได้รู้ ได้เข้าใจ

ข้าพเจ้าเริ่มปรับตัวจากการเป็นคนขี้อาย กล้าพูด กล้าทำ กล้าแสดงออก รู้จักเปิดใจรับฟังความคิดของผู้อื่นไม่เอาความคิดตัวเองเป็นใหญ่ จัดการชีวิตตัวเองให้คืนสู่ความสมดุล ปัจจุบันข้าพเจ้าเป็นประธานชมรมสร้างสุขภาพของตำบลหงษ์เจริญ เป็นเลขาฯกลุ่มออมทรัพย์บ้านสามไกร ได้นำประสบการณ์จากการเรียนรู้ที่มหาวิทยาลัยชีวิตมาพัฒนาตนเอง และพัฒนางานของกลุ่มได้มาก

ที่สำคัญคือข้าพเจ้าได้กลายเป็นตัวอย่างของคนที่เรียนแล้วช่วยตัวเองได้ ช่วยคนอื่นได้ เรียนแล้วอยู่อย่างมีศักดิ์ศรีและมีกินในท้องถิ่นของตนเอง เพราะข้าพเจ้าได้สอนและแนะนำเพื่อน ๆ อสม. และชาวบ้านในตำบลหงษ์เจริญได้รู้จักวิธีการออกกำลังกายหมุนฮุลาฮูบเป็น แนะนำวิธีการลดความอ้วน งดอาหารหวานจัด เค็มจัด และของมัน ๆ เพื่อดูแลสุขภาพให้ห่างจากโรคภัยไข้เจ็บ ทำฮุลาฮูบจากท่อ PE จำหน่ายในราคาถูกเพื่อประชาชนส่วนใหญ่ได้ออกกำลังกายเองที่บ้าน เพราะบางคนไม่มีเวลามาออกกำลังกายเต้นแอร์โรบิคที่ชมรมสร้างสุขภาพในชุมชน ข้าพเจ้าภูมิใจที่ได้เป็นแกนนำให้ชาวบ้านได้ออกกำลังกายเพื่อเสริมสร้างสุขภาพให้สมบูรณ์ แข็งแรง มีความสุขกาย สุขใจ ทั่วทุกคน.