การศึกษาวิวัฒนาการของการจัดการปัญหาคนที่มีปัญหาสิทธิในการรับรองสถานะบุคคลตามกฎหมาย เราจะพบว่า “คนที่มีปัญหาความไร้รัฐ” ในสังคมไทยอยู่ ๓ ลักษณะ กล่าวคือ (๑) เราพบว่า ปรากฏมีคนไร้รัฐโดยสิ้นเชิง (Totally Stateless Person) อันได้แก่ คนที่ไม่ได้รับการบันทึกในทะเบียนราษฎรของรัฐใดเลยบนโลก พวกเขาประสบปัญหาทั้งไร้รัฐไร้สัญชาติ (๒) เราพบว่า มนุษย์ในสังคมไทยอาจประสบปัญหาความไร้การรับรองในสถานะคนชาติหรือคนสัญชาติ ซึ่งเราน่าจะเรียกพวกเขาว่า “คนไร้สัญชาติแท้ (Real Nationality – less Person) ปัญหาความไร้สัญชาติแท้ ย่อมเกิดขึ้นแก่คนที่ไร้รัฐรับรองในทะเบียนราษฎรโดยสิ้นเชิง (Totally Stateless Person) ซึ่งย่อมมิได้รับการรับรองในสถานะคนชาติหรือคนสัญชาติ และยังอาจเกิดแก่คนที่มีรัฐใดรัฐหนึ่งรับรองในทะเบียนราษฎร แต่ไม่มีรัฐใดเลยที่รับรองในสถานะคนชาติหรือคนสัญชาติ คนในสถานการณ์ที่สองเป็น “คนมีรัฐ” ไม่ไร้รัฐ กล่าวคือ มีชื่อในทะเบียนราษฎรของรัฐ แต่ยังไร้สัญชาติ กล่าวคือไร้การรับรองจากรัฐในสถานะคนสัญชาติ จึงมีสถานะเป็นคนต่างด้าวในทุกประเทศบนโลก และ (๓) เราพบว่า ปรากฏมี “คนเสมือนไร้สัญชาติ (Virtual Nationality – less Person)” ในสังคมไทย คนในสถานการณ์นี้ ก็คือ คนที่มีรัฐรับรองในทะเบียนราษฎรในสถานะคนชาติหรือคนสัญชาติ แต่พวกเขาไม่ได้อาศัยในประเทศที่ตนมีสัญชาติ พวกเขาย่อมมีสถานะเป็นคนต่างด้าวในประเทศที่อาศัยอยู่ พวกเขาย่อมสิ้นโอกาสในการพัฒนาคุณภาพชีวิตในสถานะคนชาติในประเทศที่อาศัยอยู่อย่างกลมกลืน

มี ๗ สถานการณ์สำคัญเกี่ยวกับคนไร้รัฐในประเทศไทยที่ควรสนใจ สรุป และติดตามต่อไปดังนี้

สถานการณ์สำคัญแรกด้านคนไร้รัฐไร้สัญชาติ ก็คือ รัฐสภาไทยยอมรับกฎหมายเพื่อคืนสัญชาติไทยโดยหลักสืบสายโลหิตแก่ “คนไทยพลัดถิ่น” ซึ่งเป็นคนไร้สัญชาติที่มีเชื้อสายไทย

ขอให้ตระหนักว่า คนไทยพลัดถิ่นคือบุตรหลานของคนสัญชาติไทยในดินแดนที่รัฐไทยเสียไปในปลายสมัยรัชกาลที่ ๕ ซึ่งการเสียดินแดนทำให้พวกเขาเสียสัญชาติไทย แต่พวกเขาก็ไม่ได้รับการบันทึกในทะเบียนราษฎรพม่าในสถานะคนสัญชาติพม่า และเมื่อมีความไม่สงบในกัมพูชาและพม่าในราว พ.ศ.๒๕๑๙  พวกเขาก็เริ่มต้นอพยพกลับมาอาศัยในประเทศไทย ตั้งแต่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์/พังงา/ระนอง/ภูเก็ต จากคนไร้สัญชาติในกัมพูชาและพม่า มาสู่คนไร้สัญชาติในประเทศไทย ยังมีงานอีกมากเพื่อบังคับใช้กฎหมายนี้ให้เป็นจริง

สถานการณ์สำคัญที่สองด้านคนไร้รัฐไร้สัญชาติ ก็คือ รัฐบาลพม่าเริ่มมีท่าทียอมรับสถานะคนสัญชาติพม่าของชนกลุ่มน้อยในพม่าที่เคยมีความขัดแย้งกับรัฐบาลทหารพม่าในอดีต

คนชาติพันธ์ไทยใหญ่/กะเหรี่ยง/โรฮินยาซึ่งตกเป็นคนไร้รัฐไร้สัญชาติในพม่าจำนวนไม่น้อยอพยพเข้ามาอาศัยในประเทศไทย และยอมขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวตามกฎหมายไทยเพื่อมีสิทธิอาศัยชั่วคราวและทำงานในประเทศไทย การขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวดังกล่าวตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๓๕ เป็นต้นมาทำให้มีคนไร้สัญชาติพม่าถูกบันทึกในทะเบียนราษฎรประเภท ท.ร.๓๘/๑ จำนวนกว่า ๒ ล้านคน การพิสูจน์สัญชาติพม่าให้แก่แรงงานจากพม่าที่ไม่คืบหน้านัก คงจะคืบหน้าดีขึ้น และการพิสูจน์สัญชาติพม่าให้แก่ผู้ติดตามแรงงานพม่าก็คงจะเริ่มต้นในไม่ช้าการขจัดปัญหาคนไร้สัญชาติจากพม่าก็คงแก้ไขได้โดยกฎหมายสัญชาติพม่าก่อนที่การเปิดประชาคมอาเซียนใน ค.ศ.๒๐๑๕

สถานการณ์สำคัญที่สามด้านคนไร้รัฐไร้สัญชาติ ก็คือ นักเรียนนักศึกษาไร้สัญชาติได้รับการรับรองสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานโดยรัฐบาลไทยอย่างชัดเจนมากขึ้น แต่ก็ยังมีอุปสรรคในหลายปัญหา

นับแต่ยุทธศาสตร์เพื่อการจัดการสถานะและสิทธิของบุคคลที่มีปัญหาสถานะบุคคลตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๑๘ มกราคม พ.ศ.๒๕๔๘ ถูกนำมาใช้ ความเป็นนักเรียนนักศึกษาทำให้การใช้สิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานของคนไร้รัฐไร้สัญชาติในประเทศไทยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

เราพบว่า มีอุปสรรคน้อยลงในเรื่อง (๑) สิทธิเข้าสู่การศึกษา (๒) สิทธิเข้าร่วมกิจกรรมการศึกษา (๓) สิทธิเดินทางเพื่อการศึกษาทั้งในและนอกประเทศ (๔) สิทธิในหลักประกันสุขภาพที่ยังต้องทำให้เกิดขึ้นจริง (ยังมีปัญหา) ก็คือ (๑) สิทธิในทุนการศึกษา (๒) สิทธิที่จะทำงานตามวุฒิการศึกษา (๓) สิทธิในสถานะคนต่างด้าวถูกกฎหมายหรือสิทธิในสัญชาติไทยเมื่อจบการศึกษา

สถานการณ์สำคัญที่สี่ด้านคนไร้รัฐไร้สัญชาติ ก็คือ สิทธิในครอบครัวตามกฎหมายและความเป็นเอกภาพของครอบครัวได้รับการยอมรับโดยภาคราชการไทยมากขึ้น จึงมีความเป็นจริงมากขึ้น 

แม้ศาลฎีกาไทยตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๐๕ ยืนยันในสิทธิของหญิงไร้สัญชาติเชื้อสายเวียดนามที่จะก่อตั้งครอบครัวตามกฎหมายไทย แต่ศาลปกครองสูงสุดใน พ.ศ.๒๕๕๐ ก็ยังต้องยืนยันในสิทธิของคนไร้สัญชาติเชื้อสายลาวที่จะก่อตั้งครอบครัวตามกฎหมายไทย อุปสรรคในการก่อตั้งครอบครัวตามกฎหมายไทยของคนไร้สัญชาติดูจะน้อยลง แต่อย่างไรก็ตาม ปัญหาก็ยังมีอยู่บ้าง โดยเฉพาะในเรื่องการรับเด็กและเยาวชนไร้สัญชาติเป็นบุตรบุญธรรมภายใต้กฎหมายไทย

ปัญหาคงไม่ร้ายแรง เพราะกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงมนุษย์ก็เริ่มต้นหารือภาควิชาการในเรื่องนี้

สถานการณ์สำคัญที่สี่ด้านคนไร้รัฐไร้สัญชาติ ก็คือ การจัดการคนหนีภัยความตายในค่ายพักพิงตามแนวชายแดนไทยพม่าเริ่มเป็นประเด็นที่หยิบยกกันมากขึ้น

เรื่องของค่ายพักพิงตามแนวชายแดนไทยพม่าดูจะเป็นปัญหาที่หนักมากสำหรับรัฐไทยมากว่า ๑๐ ปี แต่เมื่อสถานการณ์ความไม่สงบในพม่าเริ่มจะสิ้นสุดลง และการปรองดองเริ่มมีขึ้นระหว่างรัฐบาลพม่าและพรรคฝ่ายค้าน ตลอดจนกับชนกลุ่มน้อยที่สู้รบกันมากยาวนาน ความหวังที่จะขจัดปัญหาความไร้รัฐไร้สัญชาติให้แก่ผู้ลี้ภัยในค่ายให้มีสถานะสัญชาติที่มีประสิทธิภาพดูจะเป็นจริงได้มากขึ้น

สถานการณ์สำคัญที่ห้าด้านคนไร้รัฐไร้สัญชาติ ก็คือ การจัดการสิทธิในเสรีภาพของคนไร้รัฐไร้สัญชาติในห้องกักของสำนักตรวจคนเข้าเมืองไทยโดยกฎหมายคนเข้าเมืองเริ่มเป็นจริงได้ภายหลังจากเป็นเสื้อกระดาษมานาน

กฎหมายคนเข้าเมืองไทยมีบทบัญญัติที่ห้ามกักขังคนไร้รัฐไร้สัญชาติโดยไม่มีข้อจำกัดเวลา แต่ก็น่าแปลกที่ไม่มีความสนใจที่จะบังคับใช้บทบัญญัตินี้ แต่แล้วในเดือนมกราคม พ.ศ.๒๕๕๕ ก็มีความพยายามระหว่างฝ่ายที่เกี่ยวข้องที่จะผลักดันบทบัญญัตินี้ให้มีประสิทธิภาพ

เราจึงหวังที่จะเห็นบทบัญญัติปล่อยเหล่าคนไร้รัฐไร้สัญชาติที่ตกอยู่ในสูญญากาศของรัฐออกมาให้มีชีวิตของมนุษย์แบบปกติ

แต่อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้เพิ่งเริ่มต้น การประกันตัวออกมาเพิ่งเกิดแก่คนไม่กี่คน และการจัดการเชิงระบบยังไม่มีความชัดเจน  ยังมีอีกหลายคำถามที่ต้องทำให้ชัดเจน (๑) พวกเขาจะถูกบันทึกในทะเบียนราษฎรไทยหรือไม่ ? (๒) พวกเขาจะมีสิทธิทำงานในไทยหรือไม่ ? (๓) พวกเขาจะมีสิทธิในหลักประกันสุขภาพหรือไม่ ?  คำถามสำคัญที่สุด ชีวิตปกติของพวกเขาจะเริ่มต้นที่ไหน ? เมื่อไหร่ ?

สถานการณ์สำคัญที่หกด้านคนไร้รัฐไร้สัญชาติ ก็คือ การจัดการสิทธิอาศัยถาวรของคนไร้สัญชาติแท้หรือคนเสมือนไร้สัญชาติที่เกิดนอกไทยแต่มีความกลมกลืนกับสังคมไทยยังคงไร้วี่แววของความเป็นจริง

เราพบว่า คนเหล่านี้อาจจะไม่มีจุดเกาะเกี่ยวโดยการเกิดกับประเทศไทย แต่พวกเขามีความชัดเจนในจิตวิญญานที่จะอาศัยอยู่ในประเทศไทย พวกเขามีความปรารถนาที่จะมีสัญชาติไทยอย่างแน่นอน แต่การได้เพียงสิทธิอาศัยถาวรตามกฎหมายคนเข้าเมืองก็น่าจะเป็นสิ่งที่พวกเขายอมรับได้

แม้กฎหมายและนโยบายจะชัดเจนว่า รัฐบาลไทยควรจะยอมรับให้สิทธิอาศัยถาวรแก่คนที่มีจุดเกาะเกี่ยวอย่างแท้จริงแม้ภายหลังการเกิดกับประเทศไทย  แต่การบังคับการตามสิทธิที่พึ่งมีก็มิได้เกิดขึ้น การผลักดันเรื่องนี้จึงเป็นสิ่งที่ควรทำต่อไปและจริงจัง

สถานการณ์สำคัญที่หกด้านคนไร้รัฐไร้สัญชาติ ก็คือ รัฐบาลไทยเริ่มตระหนักในปัญหาการป้องกันและแก้ไขคนไร้รัฐไร้สัญชาติในต่างประเทศที่มีประเทศไทยเป็นรัฐต้นทาง

เป็นเรื่องราวที่รับรู้กันมายาวนาน แต่การจัดการอย่างเป็นระบบก็ยังไม่เกิดขึ้น

แต่อย่างไรก็ตาม เราพบว่า ใน พ.ศ.๒๕๔๗ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ผลักดันมติคณะรัฐมนตรีเพื่อให้สิทธิกลับเข้ามาในประเทศไทยของคนไร้สัญชาติที่มีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย และใน พ.ศ.๒๕๕๓ กรมการกงสุลเริ่มมีความสนใจที่จะออกกฎกระทรวงเพื่อจดทะเบียนคนเกิดให้แก่บุตรของราษฎรไทยทั้งที่เป็นคนสัญชาติไทยและคนต่างด้าว

และเราพบว่า เริ่มมีคนไร้สัญชาติจากประเทศไทยที่ได้รับสถานะคนต่างด้าวถูกกฎหมายโดยรัฐต่างประเทศและถือหนังสือเดินทางของรัฐดังกล่าวกลับเข้ามาในประเทศไทยเพื่อขอสิทธิบางประการจากรัฐไทย อาจแค่สิทธิอาศัยชั่วคราว หรือสิทธิในสัญชาติไทย

ภาควิชาการคงต้องตามศึกษาเพื่อเสนอแนะเจ้าของปัญหาและสังคมต่อไป