เคยเขียนบันทึก เมื่อผมหลงรักหนังสือ "รักคิดถึงกันไหม?" บทกวีหวานหวานของ "วาณิช จรุงกิจอนันต์" ไปครั้งหนึ่ง แต่เมื่อถึงเืดือนกุมภาพันธ์ เดือนแห่งความรักของใครหลาย ๆ คน หนังสือรวมกวีของท่าน "วาณิช จรุงกิจอนันต์" ผู้ล่วงลับ ก็อดจะนึกถึงกลอนแห่งความรักอีกครั้งหนึ่งไม่ได้
...
ถ้าเธอเคยมีความรัก...
เธอรู้จักจิตใจคนบ้างไหม
ลมพัดใบไม้ไหวกิ่งใบ
ก็เหมือนใจคนนั่นแหละเธอ...
...

ผมพลิกอ่านหนังสือ "รักคิดถึงกันไหม?" ไปทีละหน้า อีกรอบ
คำนำสำนักพิมพ์
รัก เป็นคำที่สั้นที่สุด
แต่เป็นคำที่กำหนดนิยามตายตัวไม่ได้
รักของคนหนึ่ง หมายถึง การให้
แต่รักของอีกคนหนึ่ง หมายถึง การครอบครอง
รักของอีกฝ่ายหนึ่ง หมายถึง การมีเหตุและผล
แต่ฝ่ายหนึ่ง อาจหมายถึง อิสระเสรี
ที่ไม่มีอะไรมาครอบงำความรักได้...
นิยามที่เปลี่ยนแปรไปตามใจของแต่ละคนนี่แหละ
ที่ทำให้ความรักเป็นสิ่งที่ทุกคนอยากค้นหา
และยิ่งเมื่อความรักถูกกวีอย่าง
วาณิช จรุงกิจอนันต์ ถอดเป็นคำกลอนไพเราะ
มีเอกลักษณ์ ก็เหมือนดอกไม้ที่ได้ปลูกบนดินดี
ความรักหลากสีจึงแข่งกันเบ่งบาน
สำหรับผมยิ่งอ่านก็ยิ่งคิดถึงความรักในแต่ละห้วงเวลา
และยิ่งอ่านก็ยิ่งคิดถึงคุณวาณิช
เพราะจะมีใครเขียนกลอนรักได้งดงามเช่นนี้ได้อีก?
ชัยลภัส จารุณาคร
......................................................................................................................................
ช่องไฟใต้บรรทัด
ผมคิดเหมือนคุณชัยลภัสตรงที่ว่า "ยิ่งอ่านก็ยิ่งคิดถึงความรักในแต่ละห้วงเวลา" สักวันหนึ่งบทกลอนที่ผมเขียนในบันทึกเอาไว้หลาย ๆ บทกลอนก็จะเป็นประวัติศาสตร์เช่นนั้นเหมือนกัน "อารมณ์หนึ่งในห้วงเวลานั้น"
......................................................................................................................................
นี่แหละกวีวาณิช
เสน่ห์กลอนวาณิชอยู่ที่ความไพเราะลื่นไหลอย่างสายน้ำในธารใส มีจังหวะจะโคนของสำเนียงอักษร อ่านแล้วรู้เลยว่านี่แหละกลอนวาณิช จรุงกิจอนันต์ นี่แหละ ใช่เลย กวีวาณิช ของจริง
กวีวาณิช ปรากฎในปลายยุค "สายลมแสงแดด" จึงเสมือนว่าวาณิชได้นำสายลมแสงแดดนั้นมาถักทอเป็นสายรุ้งงามที่เป็นดั่งสะพานเชื่อมทุกสมัยจากสายลมแสงแดด สู่ยุค "เพื่อชีวิต" อันรุ่งโรจน์นี้
ดีใจที่ได้อยู่ร่วมยุคกับ วาณิช จรุงกิจอนันต์.
เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์
จ.๒๘/๓/๒๕๕๔
......................................................................................................................................
ช่องไฟใต้บรรทัด
"่่เสน่ห์กลอนวาณิช" ของอาจารย์เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ อืมม มีเสน่ห์จริง ๆ หาตัวจับยาก มันลื่นไหล อ่านบทร้อยกรอง เหมือน อ่านร้อยแก้ว ผมคิดเช่นนั้นจริง ๆ
......................................................................................................................................
"รู้จักพี่วาณิชจากชื่อเสียงก่อน ในฐานะที่เราเป็นแฟนคลับติดตามงานบทกวีของเขาตั้งแต่เราอยู่ต่างจังหวัด พอมาเรียนกรุงเทพฯ ครั้งแรกที่เจอ เราอยู่ปี 1 แล้วมีแข่งกลอนวรรณศิลป์มหาวิทยาลัย รู้สึกเหมือนไปยืนเกาะขอบเวทีดูดาราเลย ความรู้สึกตอนนั้นเหมือนเขาเป็นต้นแบบของเรา แล้วเราก็ลอกบทกลอนของเขาด้วยลายมือใส่สมุดไว้เต็มเลย สมุดเล่มนั้นยังอยู่ คือมีต้นแบบของเราอยู่สองสามคน และวาณิช จรุงกิจอนันต์ เป็นหนึ่งในนั้น พี่วาณิชเขียนบทกวีให้เราสองสามชิ้น โดยเฉพาะตอนที่ออกจากป่ามามอบตัว พอเป็นข่าวหนังสือพิมพ์แกก็เขียนลงว่า "สวัสดีบินหลากลับมาบ้าน ค้างตำนานผกผินของบินหลา เมื่อมีโลกย่ำยีเบียนบีฑา จึงรู้ว่าต้องมีโลกการโบกบิน" ประทับใจมาก เขาเป็นไอดอลของเราคนหนึ่งในเชิงกวี"
จิระนันท์ พิตรปรีชา
......................................................................................................................................
ช่องไฟใต้บรรทัด
คุณจิระนันท์ เขียนให้เห็นถึงภาพของ "นักวรรณศิลป์" ตัวจริงเสียงจริงที่เป็นต้นแบบในเชิงกวีเอาไว้น่าฟังมาก ๆ ครับ จริงใจ เรียบง่าย และธรรมดา
......................................................................................................................................
คำนำ
บทกลอนของวาณิช จรุงกิจอนันต์ที่ตีพิมพ์อยู่หนังสือเล่มนี้ รวบรวมจากสมุดจดกลอนที่พี่วาเขียนสะสมไว้หลายเล่ม นำมาอ่านอีกครั้งหลังจากที่พี่วาจากไปแล้วเพื่อคัดเลือกมาทำหนังสือที่ระลึกความรู้สึกที่รุนแรงขณะอ่านคือความคิดถึง พี่วาเคยบอกว่ารักงานเขียนบทกลอนมากที่สุด ชอบเขียนมาตั้งแต่เด็ก พี่วาเคยเขียนไว้ในหนังสืออิมเมจว่า ... กลอนที่ผมเขียนต่อเนื่องมานานจนเข้าเรียนมหาวิทยาลัยก็ยังเขียนอยู่อย่างสม่ำเสมอ ผมเขียนกลอนรักเป็นหลักประเภท "เพียงสบตาลาจากกัน ฉันตื้นตันกับบุญที่ฉันมีแล้ว" เรียกกันว่าเป็นกลอนดอกไม้ สายลม แสงแดด...
พี่ว่าพูดเหมือนกับว่ากลอนที่เคยเขียนสมัยหนุ่มเป็นกลอนเพ้อฝัน แต่ในความเป็นจริงมันคือการบันทึกความรู้สึกนึกคิด ในช่วงเวลาหนึ่งของชีวิต ซึ่งถ้าไม่ได้บันทึกไว้ก็จะย้อนกลับไปเขียนอีกไม่ได้แล้ว
ใช่แล้วค่ะหนังสือเล่มนี้ได้รวบรวม ดอกไม้...สายลม...และแสงแดด...ของชายคนหนึ่งในช่วงชีวิตที่โรแมนติก อ่อนไหว และเขได้ถ่ายทอดออกมาเป็นบทกวี
ทอรุ้ง จรุงกิจอนันต์
......................................................................................................................................
ช่องไฟใต้บรรทัด
คำนำของคุณทอรุ้ง ทำให้ผมเข้าใจว่า ยุคดอกไม้ สายลม แสงแดด มันเป็นยังไง เพราะด้วยวัยของผมแล้ว ไม่น่าจะทันครับ อิ อิ
......................................................................................................................................
วาณิช จรุงกิจอนันต์
เกิดวันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ.2491 ที่อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี
จบปริญญาตรีคณะจิตรกรรมและประติมากรรม มหาวิทยาลัยศิลปากร
และเดินทางไปศึกษาต่อปริญญาโทที่ California State
University (Long Beach) สหรัฐอเมริกา
ได้รับรางวัลซีไรต์ สาขาเรื่องสั้นชื่อ "ซอยเดียวกัน" (2527)
รางวัลศิลปาธร สาขาวรรณศิลป์ (2547)
ตลอดเส้นทางการเป็นนักประพันธ์ได้เขียนหนังสือ
ทั้งนวนิยาย เรื่องสั้น บทละคร บทภาพยนตร์ สารคดี บทกวี
และเป็นคอลัมน์นิสต์ในนิตยสารชื่อดังต่าง ๆ เช่น ลลนา สตรีสาร
อิมเมจ มติชนสุดสัปดาห์ เดลินิวส์ และข่าวสด
ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ.2553
สิริรวมอายุได้ 61 ปี 9 เดือน 7 วัน
......................................................................................................................................
สำหรับ...ใครคนหนึ่ง
ฉันอาจเขียนกลอนรักอีกสักหน
มอบให้คนซึ่งเป็นผู้แรกรู้จัก
เป็นความดี ความงาม...ความน่ารัก
จากผู้ซึ่งอกหักมานักแล้ว
ฉันเป็นผู้อ่อนแอเคยแพ้พ่าย
เจ็บและอายใจร้าวราวเศษแก้ว
ชีวิตอันอาภัพดังดับแวว
และคลาดแคล้วจากวันเคยฝันดี
สวัสดี...วิมานแห่งลานฝัน
ฉันจากมันอย่างผู้รักหยิ่งศักดิ์ศรี
โลกใหม่อันมืดสนิทเป็นนิจนี้
ฉันอาจมีแสงสว่างกลางหัวใจ
ซึ้งสำหรับดวงกมลใครคนหนึ่ง
จากผู้ซึ่งเคยครองเสียงร้องไห้
ฉันหวังว่าวันหนึ่งซึ่งห่างไกล
จะมีในวันนั้นที่ฉันรอ
ก็นั่นแหละถ้าฝันของฉันพลาด
ฉันก็อาจเสียใจอีกหลายต่อ
แต่เพลงรักส่งสดับเสียงขับคลอ
ฉันกล้าพอที่จะรับเสี่ยงกับมัน
ฉันจะเขียนกลอนรักอีกสักหน
สำหรับคนคนใหม่ในความฝัน
เป็นความหวังหวานชื่นของคืนวัน
เป็นนิรันดร์แห่งกมลคนสุดท้าย
......................................................................................................................................
ช่องไฟใต้บรรทัดสุดท้าย
อ่านแล้วคิดถึงความรักในห้วงเวลาที่ผ่านมา
อ่านแล้วรู้้ว่า "เสน่ห์กลอนวาณิช" กลายเป็นไอดอลของผมอีกคน
ผมก็ยังยืนยันว่า หนังสือเล่มนี้ ราคาเีพียง ๑๓๙ บาท
แตุ่คุ้มค่าในความรู้สึกของคนที่รัก "ดอกไม้ สายลม แสงแดด" ทุกคนครับ
สุขสันต์เดือนกุมภาพันธ์ในวันที่เดียวดายของตัวเอง
...
คิดถึงเธออยากไปหา (ถ้าไปได้)
แต่ฉันคงได้ไปเพียงในฝัน
อยากได้ถามเทวีแห่งชีวัน
ว่าืลืมฉันผู้แสนซื่อแล้วหรือยัง?
...
บุญรักษา ทุกท่านนะครับ ;)
......................................................................................................................................
หนังสือกวีงาม
วาณิช จรุงกิจอนันต์. รักคิดถึงกันไหม?. กรุงเทพฯ : paeka publishing, 2554.
......................................................................................................................................

ที่สุด ของ ความคิดถึง....
สำหรับคนพิเศษ เพียง คนเดียว ในชีวิต (เน๊าะอาจารย์เทวดา)....^^
คนเดียว ณ ปัจจุบัน แต่ ... กัน ณ อนาคต
โอเคป่ะ นางฟ้า ชาดา ;)...
แบบว่า ขอมีส่วนร่วมด้วยครับ อิ อิ
อ.เป็นคนโรฯ มากๆเลยนะครับ
เป็นกำลังใจให้กับงานเขียน อของอ.นะครับ
มิได้ครับ คุณแสง แสงแห่งความดี โรแมนติกสู้ปรมาจารย์วาณิชไม่ได้สักกะผีกครับ
หากแต่น้อมรับกำลังใจและขอบคุณมากครับ ;)...
ว้าว ดอกไม้ สายลม แสงแดด ที่แผดเผา แต่ไม่เหงาใจ แล้วนะคะ เปิง ๆ กับวันนี้ วันดีๆ วันพื้นที่ชุ่มน้ำโลก ร่วมรักษ์ธรรมชาติ ขอบคุณค่ะอ. เสือโหย :)
ยินดีสำหรับการแบ่งปันความหวานครับ น้องอาจารย์ พิชชา ;)...
รับวันดี ๆ ไงครับ คุณ Poo อิ อิ
ขอบคุณมากครับ
อ่านเมื่อไรก็ซึ้งค่ะ
ต้องเทียบเชิญอีกแล้วอ. เสือโหย โอ๊ย ๆ :)
ไปดูภาพ สายลม แสงแดด สายน้ำ ที่เกาะ ค่ะ
ขอบคุณการมาเยี่ยมเยือนของคุณ ครูตาแว่น ครับ ;)...
รับทราบครับ คุณ Poo ;)...
ฉันจะเขียนกลอนรักอีกสักหน
สำหรับคนคนใหม่ในความฝัน
เป็นความหวังหวานชื่นของคืนวัน
เป็นนิรันดร์แห่งกมลคนสุดท้าย
ขอให้พบคนใหม่ในความจริง โดยเร็ววัน นะคะอาจารย์
เห็นด้วยกับคุณแสงแห่งความดีค่ะ ที่ว่าอาจารย์เป็นคนโรแมนติกมาก
สุขสันต์คืนวันหยุดค่ะ
ขอบคุณสำหรับคำอวยพรของอาจารย์ ...ปริม ทัดบุปผา... นะครับ ;)...
ไม่หวัง ไม่รอ ขอครองตัวเป็นโสดต่อไป ด้วยความง่ายงามแล้วกันนะครับ อิ อิ