ในบันทึกสัมมนาผู้ไทนานาชาติที่เขาวง กาฬสินธุ์ (4) พระมหาแล อาสโย ขำสุข    ถามผมว่า......ได้ฟังเพลงไทยดำรำพันมาตั้งแต่เด็กแล้ว ฟังอย่างเดียวไม่เคยรู้เรื่องราวความเป็นมาอะไรเลย รู้ว่าเพลงนี้ ฟังเพราะก็แค่นั้น แต่ฟังให้ดีก็รู้สึกสะท้อนความพลัดพราก จากบ้านจากเมืองที่เคยอยู่สุขสบาย แล้วไปผจญภัยข้างหน้าประมาณนั้น...ถามแบบไม่ได้ค้นคว้าข้อมูลเลยว่า เพลงนี้เกี่ยวกับผู้ไท ผู้ไทดำไหม(ดูชื่อเพลงเหมือนจะเกี่ยวโดยตรงเลยเนาะ)

.........

นี่คือบทเพลง "ไทดำรำพัน” เพลงลาว ร้องโดย ก. วิเสส นักร้องลาว ที่มีการกล่าวถึงเรืองราวผู้ไทดำ  แล้วไทดำรำพึงรำพันอะไรหล่ะ

http://youtu.be/IZFq-mqAhwc

.....

                     

 

และนี่คือสิ่งที่ผมตอบ พระมหาแล อาสโย ขำสุข

นมัสการ พระมหาแล อาสโย ขำสุข

  • "เพลงไทดำรำพัน” เป็นเพลงลาว ที่มีเนื้อร้องกล่าวถึงคนผู้ไทดำ กล่าวถึงความพลัดพราก จากบ้านจากเมืองที่เคยอยู่สุขสบายของคนผู้ไทดำครับ บันทึกแผ่นเสียงครั้งแรกในปี พ.ศ. 2512 ผู้ขับร้องเพลง ไทดำรำพัน เป็นคนแรก คือ ก. วิเสส นักร้องวงดนตรีราบอากาศวังเวียง  ผู้แต่งเพลงนี้คือหมีดำ [ร.ท.สนอง อุ่นวงศ์] 

  • ก. วิเสส มีชื่อจริงว่า กันตัง ราดปากดี ซึ่งอาจจะเขียนว่า กันตัง ราษฎร์ปากดี ก็ได้ มีถิ่นกำเนิดที่บ้านสีไค เมืองศรีโคตรบอง กำแพงนครเวียงจันท์ ประเทศลาว หลังจากที่จบ ป. 4 ท้าวกันตังได้ไปสมัครเป็นทหารอากาศ สังกัดหน่วยพลร่ม

  • เพลงไทดำรำพัน ได้สร้างชื่อเสียงให้กับ ก.วิเสส อย่างมาก กระทั่งต้องยกทั้งวงดนตรีข้ามโขงมาอัดเสียงที่ห้องอัดกมลสุโกศล กรุงเทพฯ และเพลงของ ก.วิเสส ก็โด่งดังข้ามมาถึงเมืองไทยในปลายปี 2513 ถึงปี 2514 

  • ในระยะต่อมาเพลงนี้ได้มีนักร้องรุ่นหลังนำมาขับร้องใหม่หลายคน ซึ่งล้วนได้รับความนิยมจากประชาชนอย่างมาก

  • ต่อคำถามว่าเพลงนี้เกี่ยวกับผู้ไทดำโดยตรงไหม ทำไมไทดำถึงต้องรำพัน  อะไรเป็นเหตุจูงใจให้ “หมีดำ” แต่งเพลงนี้

  • ข้อสันนิษฐานของผมนะครับ ผมเห็นว่าน่าจะเกี่ยวกับ เหตุการณ์ฝรั่งเศสแพ้สงครามที่เดียนเบียนฟู หรือเมืองแถน เมื่อ 7 มีนาคม 2497  ด้วยไทดำอาศัยอยู่อย่างหนาแน่นในเมืองแถนหรือเดียนเบียนฟู ตามประวัติศาสตร์ ผู้ไทดำมีทั้งฝ่ายที่เข้ากับฝั่งฝรั่งเศส และฝ่ายที่ร่วมรบกับโฮจิมินท์

  • เมื่อฝ่ายฝรั่งเศสแพ้สงคราม ฝ่ายที่อยู่ข้างฝรั่งเศสจึงอพยพหนีภัยสงครามจากคอมมิวนิสต์แตกไปหลายแห่งหน  ผู้ไทดำส่วนหนึ่งได้อพยพเข้ามาอยู่ในลาว ซึ่งหากนับเวลาตั้งแต่เมื่อครั้งเมืองแถนแตก คือ ตั้งแต่ปี 2497 จนถึงปี ที่หมีดำแต่งเพลงนี้ ในปีพ.ศ. 2512 ก็เป็นเวลา 15 ปีพอดีครับ

  • ผมจึงได้แต่เพียงสันนิษฐานตามเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ของผู้ไทดำนะครับ ว่าน่าจะมีสาเหตุมาจากการอพยพโยกย้ายถิ่นของ ผู้ไทดำจากเมืองแถนและเมืองใกล้เคียงจากสงครามครั้งนั้นทำให้คนผู้ไทดำรำพันถึงบ้านเกิดเมืองอนที่เมืองแถน(และเมืองข้างเคียง)ครับ

  • นมัสการครับ

 

 

               

ภาพคนผู้ไทดำในเวียดนาม ภาพโดย อ.ธีรภาพ  โลหิตกุล
...............

 

ครับจุดพลิกผันครั้งหนึ่งของผู้ไทดำและผู้ไทขาว ในเวียดนามครั้งสำคัญช่วงหนึ่งคือช่วงฝรั่งเศสล่าอาณานิคม ประวัติศาสตร์ได้ถูกจารึกว่าครั้งหนึ่งผู้ไทเคยเป็นประเทศ ในนาม “สหพันธ์รัฐไท”


แว่นแค้นแดนผู้ไทตั้งแต่นานมา ตั้งถิ่นฐานอยู่ระหว่างอาณาจักรที่เข็มแข็งกว่า คือจีน เวียดนาม และลาว ผู้ไทต้องส่งบรรณาการให้กับทั้งสามฝ่าย บางครั้ง จึงถูกเรียกว่า เมืองสามฝ่านฟ้า คนผู้ไทอยู่เป็นเมืองๆ ผลัดกันนำตามแต่ยุคสมัย เมืองหลักที่มีบทบาทนำมากที่สุดคือเมืองแถน และเมืองไล
ยุคฝรั่งเศสล่าอาณานิคมผู้นำผู้ไท(ทั้งผู้ไทดำ ผู้ไทขาวและผู้ไท)ที่มีซื่อเสียงมากในการต่อสู้การรุกรานของฝรั่งเศส คือท้าววันตรี  แม้จะพยายามสู้ในทุกทางอย่างเด็ดเดี่ยวแต่สู้อำนาจอาวุธยุโธปกรณ์ของฝรั่งเศสไม่ไหว ท้าววันตรีจึงเสียดินแดนผู้ไททั้งหมด (ทั้งผู้ไทดำ ผู้ไทขาวและผู้ไท)ให้แก่ฝรั่งเศสทีละเล็กละน้อยจนหมดสิ้น

 

ท้าววันตรีถึงแก่กรรม พ.ศ. 2451(ร.5 สวรรคต พ.ศ. 2453)

หลังจากนั้นฝรั่งเศสก็ตัดทอนอำนาจตำแหน่งเจ้าเมือง ของผู้ครองแว่นแคว้น/เมืองต่างๆของผู้ไท(ระบบเจ้าฟ้าเดิมถูกทำลายลง) แล้วรวบรวมหัวเมืองผู้ไททั้งหลายให้อยู่ภายใต้การปกครองของเวียดนามภายใต้การคุ้มครองของฝรั่งเศสและฝรั่งเศสจัดการปกครองผู้ไทเป็น 12 เมือง จึงมักถูกเรียกว่าเป็นเขต "สิบสองจุไท" หรือ "สิบสองเจ้าไท" ที่จริงในเขตติดต่อกันยังมีผู้ไทอยู่ในเขตของจีนอีก 6 เมือง หากรวมกันก็จะเป็น 18 จุเมืองครับ

........

 

ภายหลังสงครามเอเชียบูรพาฝรั่งเศสได้ให้การสนับสนุนการสถาปนา“สหพันธ์รัฐไท”ขึ้น โดยให้ “ท้าววันลอง” (ผู้ไทขาว)เป็นประธานสหพันธ์ไท โดยการแนะนำของที่ปรึกษาฝรั่งเศส  มีรัฐธรรมนูญ มีกองทัพ มีกลไกจนท.รัฐสมัยใหม่เป็นของตัวเอง(แทนระบบเจ้าฟ้าหรือเจ้าเมืองที่เคยมีเดิม) มีสถานะเช่นเดียวกับประเทศลาวในความคุ้มครองของฝรั่งเศส มีเมืองหลวงอยู่ที่เมืองไล หรือเมืองไลเจา ซึ่งเป็นเมืองหลักของผู้ไทขาว
และต่อมาฝรั่งเศสก็ยิ่งให้การรับรอง “สหพันธ์รัฐไท”มากขึ้น มีสถานะเป็นรัฐอิสระมากขึ้นเทียบเท่าประเทศในอาณานิคมของฝรั่งเศส
........


 

             

ภาพลุงโฮพบท่านปรีดี พนมยงค์ภาพหลังการกู้ชาติจากฝรั่งเศสสำเร็จ

  

ช่วงเวลาเดียวกัน โฮจิมินห์ ก็ได้จัดตั้งขบวนการกู้ชาติเวียดนามขึ้น เรียกว่าขบวนการเวียตมินห์ คนผู้ไทจึงแตกแยกแบ่งเป็น 2 พวก 2 ฝ่าย  บุคคลชั้นผู้นำของผู้ไทที่เข้าข้างฝ่ายเวียตมินห์ ได้แก่ คำวันดวง  สาวันมินห์ และโลวันฮัก(ผู้ไทดำ) สำหรับโลวันฮักคนนี้เคยเป็นเจ้าเมืองแถนมาก่อน เคยร่วมทำงานกับ ฝรั่งเศส ในนามคณะผู้บริหาร“สหพันธ์รัฐไท”มาก่อน แต่ต่อมาถูกลดฐานะลง(เทียบเท่ากับนายอำเภอ)  ภายหลังจึงเกิดการผิดใจกันมากขึ้น จึงหนีไปร่วมกับขบวนการเวียดมินห์(โลวันฮักเป็นอดีตเจ้าเมืองแถนสืบเชื้อสายเจ้าฟ้าของผู้ไทดำ)

กองกำลังของขบวนการเวียดมินห์เติบโตเข้มแข็งมากขึ้น โดยมีผู้ไทดำเป็นกำลังหลัก(ในระยะแรก) ขบวนการเวียตมินห์มีกองทัพผู้ไทเข้าร่วมรบอย่างคึกคัก มีทหารผู้ไทร่วมรบหลายกรม เช่น กรม 312 มีนายพลผู้ไท ชื่อนายพล "ตรองทาน”เป็นผู้นำ กรม 316 มีนายพลผู้ไท ชื่อนายพล  "เลอ กวาง บา”เป็นผู้นำ รวมทั้งกรม 148 ก็มีทหารส่วนใหญ่เป็นผู้ไท(ผู้ไทในที่นี่รวมผู้ไทดำ ผู้ไทขาว และผู้ไท)

 

4 พ.ย. 2496 ด้วยการรุกคืบของขบวนการเวียดมินห์ทำให้ทหารฝรั่งเศส พร้อมคณะผู้ปกครอง “สหพันธ์รัฐไท” ต้องถอนกำลังจากเมืองหลวงคือเมืองเมืองไล หรือเมืองไลเจา ไปตังหลักอยู่ที่เมืองแถน หรือเมืองเดียนเบียนฟู

 

และแล้ว  7 มีนาคม 2497ฝรั่งเศสพร้อมคณะผู้ปกครอง “สหพันธรัฐไท” ก็พ่ายแพ้สงครามที่เดียนเบียนฟู หรือเมืองแถน อย่างอัปยศอดสู ให้กับขบวนการเวียดมินห์ พร้อมกองทัพผู้ไทที่เข้าร่วมกับ ขบวนการ เวียดมินห์ ตำนานแห่งรัฐ “สหพันธ์รัฐไท” ก็สิ้นสุดลงพร้อมกับความพ่ายแพ้ของฝรั่งเศสที่เดียนเบียนฟูครับ
.............

       

ผลจากการแตกพ่ายที่เมืองแถนทำให้คนผู้ไทดำและผู้ไทขาว  ส่วนหนึ่งที่ไม่ได้เข้าร่วมกับขบวนการเวียดมินห์ ได้อพยพหลบลี้หนีภัยสงคราม มาที่ลาว คนลาว(อาจจะม่เชื้อสายผู้ไทดำ)จึงได้แต่งเพลงที่มีเนื้อหากล่าวถึงความพลัดพรากจากบ้านจากเมืองที่เคยอยู่สุขสบายของคนผู้ไทดำ(ไม่รู้สะบายจริงหรือเปล่า)ครับ

 

         

         

บ้านลุงโฮที่นาจอก นครพนม ลุงโฮเคยมาพักที่นี่ขณะเตรียมการกู้ชาติขับไล่ฝรั่งเศส

     

ขณะที่ผู้ไทฝ่ายหนึ่งซึ่งร่วมเป็นพันธมิตรกับฝรั่งเศส ร่วมกันรำพึงรำพันถึงความพ่ายแพ้ต้องอพยพหลบหนีภัยสงครามจากขบวนการเวียตมินห์ โดยผู้ไทดำได้อพยพลงไปในเวียตนามตอนใต้บ้าง ไปหลวงพระบางและ เชียงขวางบ้าง ซึ่งต่อมาก็อพยพต่อมาที่เวียงจันทน์ กลุ่มนี้แหละที่เป็นที่มาของเพลง "ไทดำรำพัน" ที่คุณหมีดำแต่งให้ ก.วิเสส ร้อง
ส่วนผู้ไทดำที่เข้าร่วมกับขบวนการเวียดมินห์เขาไม่รำพึงรำพันหรอกครับ พวกเขากลับเฉลิมฉลองชัยชนะอย่างเอิกเหริกยิ่งใหญ่ เป็นความเต็มใจพร้อมใจที่จะร่วมกับโฮจิมินห์และขบวนการเวียดมินห์ในการสร้างชาติเวียดนามใหม่


    จากตำนานแห่งชัยชนะอันยิ่งใหญ่ที่เมืองแถน หรือเมืองเดียนเบียนฟูที่ผู้ไทฝ่ายหนึ่งเฉลิมฉลองชัยชนะ   ในเวลาเดียวกันผู้ไทอีกฝ่ายหนึ่งกลับรำพึงรำพัน ซึ่งเป็นการรำพึงรำพันให้กับการสิ้นสุดของรัฐเจ้าฟ้าที่เรียกอาณาจักร "สิบสองจุไท"(ที่จริงสิ้นสุดก่อนแล้วตั้งแต่ปี พ.ส.2451) และรำพึงรำพันกับการสิ้นสุดของรัฐชาติของคนผู้ไทที่ชื่อว่า "สหพันธ์รัฐไท" รวมทั้งการรำพึงรำพันให้กับชะตากรรมชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีเอกลักษณ์อัตลักษณ์เฉพาะนี้ ด้วยชะตากรรมของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ด้วยเงื่อนไขแห่งกาลเวลา

 


    ดังนั้นจุดพลิกผันครั้งนี้ จึงทำให้คนผู้ไทกลุ่มหนึ่งมีบทบาทสำคัญในการสร้างชาติใหม่ของเวียดนามภายใต้การนำของท่านโฮจิมินห์ ซึ่งภายหลังการรวมชาติสำเร็จ ผู้ไทก็ได้รับสิทธพิเศษ ได้รับการจัดตั้งเป็นเขตปกครองตนเอง เป็นเขตการปกครองตนเองเขตเดียวในเวียดนามมาระยะหนึ่ง  แต่ปัจจุบันเขตปกครองตนเองเดียนเบียนฟูดังกล่าวได้มีการยกเลิกในเวลาต่อมาแล้วครับ(น่าจะปี พ.ศ. 2518)



หากแต่ ณ วันนี้ มีคำถามว่าคนผู้ไทยังจะรำพึงรำพันกันต่อไป หรือไม่อย่างไร 9-11 มีนาคม มีสัมมนาผู้ไทนานาชาติที่เขาวง กาฬสินธุ์ ผู้ไทจากสยาม ลาว เวียดนามและจีนน่าจะได้พูดคุย รำพึงรำพันกันในประเด้นนี้ด้วย