ที่จริงคอหนังสืออย่างผมน่าจะได้ซื้อหนังสือเล่มนี้มาอ่านตั้งนานแล้ว   แต่กระแสความบ้าคลั่งและการเสนอข่าวทางสื่อมวลชนที่มากเกินพอดี   ทำให้ผมเฉยๆ

          ผมเฉยๆ ตั้งแต่หนังสือเล่มภาษาอังกฤษแล้ว ทั้งๆ ที่ผมนิยมชมชอบผลิตภัณฑ์ของ Apple เข้าขั้นเป็นสาวกของสตีฟ จ็อบส์คนหนึ่ง    แต่ก็ได้ตั้งใจว่าในไม่ช้าผมจะซื้อฉบับภาษาอังกฤษมาอ่านใน Kindle

          ปรากฎว่ามีคนซื้อเล่มภาษาอังกฤษส่งให้เป็นของขวัญปีใหม่   พอรุ่งขึ้น (๖ ม.ค.) ไปเชียงใหม่ “ แม่ต้อย” มอบฉบับภาษาไทยให้   กลับมาถึงบ้านผมหยิบมาอ่าน ทำให้วางไม่ลง และนอนดึก   วันรุ่งขึ้นผมตลุยอ่านจนจบเอาตอนสี่ทุ่มครึ่ง   พอจะอ้างได้ว่าอ่านจบภายในวันเดียว

          ที่ผมชอบมากคือ คนเขียน (Walther Isaacson) เขียนเก่งมาก   อ่านแล้วได้ความรู้หลายชั้น   คือนอกจากชีวิตของ สตีฟ จ็อบส์ แล้ว ยังได้ความรู้เกี่ยวกับสังคมอเมริกัน   ให้เห็นว่าเมื่อยอมรับเสรีภาพทางเพศ ก็ต้องรับสภาพสังคมที่เด็กจะเกิดมาแล้วพ่อแม่ไม่พร้อมที่จะเลี้ยงดูเอง    ต้องมีกลไกการรับลูกบุญธรรมที่ดี   ซึ่งจะเห็นว่ากลไกนี้ใน สรอ. ดีมาก    พ่อแม่ของ จ็อบส์ มีลูกบุญธรรมถึง ๒ คน    แต่ไม่ว่าจะเลี้ยงดูดี ให้ความรักความอบอุ่นอย่างไรก็ตาม เด็กจะมีบาดแผลทางใจเสมอ   ดังกรณีของสตีฟ

          เรื่องราวในหนังสือ สะท้อนว่าผู้คนในสังคมอเมริกันยอมรับเสรีภาพทางเพศอย่างเปิดเผย    ไม่อ้อมแอ้มว่าตนเคยมีสัมพันธ์ทางเพศกับใครบ้าง

         แต่ที่ผมสนุกที่สุดคือ ได้เรียนรู้พัฒนาการของคอมพิวเตอร์    และได้เห็นว่าเทคโนโลยีส่วนเชื่อมหรือรอยต่อระหว่างเครื่องกับคนเป็นส่วนสำคัญที่สุด   และตรงจุดนี้เองที่ จ็อบส์ เป็นอัจฉริยะที่ไม่มีใครเทียบ   โดยเขาเชื่อว่าในส่วนนี้ฝ่าย supply-side เป็นผู้เสนอให้ฝ่าย “ผู้ใช้” ได้ลิ้มลอง   เพราะฝ่ายผู้ใช้ไม่รู้ว่าเทคโนโลยีทำอะไรได้บ้าง

          จ็อบส์ เป็นทั้งนักจินตนาการหรือนักฝัน และเป็นนักทำให้ฝันเป็นจริง    คำใหม่ที่ใช้ในหนังสือบ่อยมากคือ “สนามความจริงที่ถูกทำให้บิดเบือน”    ที่ จ็อบส์ มีพลังและความสามารถพิเศษที่จะบิดเบือน   เพื่อก้าวกระโดดไปทำสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้ครั้งแล้วครั้งเล่า

          กล่าวได้ว่า เป้าหมายในชีวิตของ จ็อบส์ คือ เปลี่ยนโลก และเราก็เห็นว่าเขาเปลี่ยนได้จริงๆ   คือทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนเปลี่ยนไป การอ่านหนังสือเปลี่ยนไป การติดต่อสื่อสารเปลี่ยนไป การฟังเพลงเปลี่ยนไป การเรียนรู้เปลี่ยนไป

          เพื่อบรรลุเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ จ็อบส์ จึงทำอะไรก็ได้เพื่อบรรลุเป้าหมายนั้น   เขาจึงเป็นคนที่มีหลายบุคลิกภาพในตัวคนคนเดียว ทั้งด้านดีและด้านร้าย   รวมทั้งมีอารมณ์อ่อนไหวปรวนแปรง่าย    หนังสือเล่มนี้สะท้อนภาพของ จ็อบส์ ออกมาจากเรื่องราวต่างๆ มากมาย   ให้เห็นความเป็นปุถุชนของเขา ที่มีทั้งดีและชั่ว ในท่ามกลางความเป็นอัจฉริยะ   ผมอ่านไปคิดไปว่าคนไทยเราเขียนประวัติคนเก่งแบบนี้ ในภาคไทยได้ไหม

          เราได้รับรู้ว่าอัจฉริยะร่วมสมัยเกิดปีเดียวกัน คือ สตีฟ จ็อบส์ กับ บิลล์ เกตส์ มีปฏิสัมพันธ์กันอย่างไร    แน่นอนว่าเขาเป็นคู่แข่งกัน แต่ก็ร่วมมือกันด้วย   ดังที่ ซอฟท์แวร์หลายตัวของ Macintosh เขียนโดย ไมโครซอฟท์    รวมทั้งเมื่อ จ็อบส์ ใกล้ตาย เกตส์ ก็ไปเยี่ยมและคุยกันอย่างเห็นอกเห็นใจกัน เราจะเห็นว่าสองคนนี้กล่าวร้ายกัน เกทับกันไปมา รวมทั้งฟ้องศาลกล่าวหาว่าขโมยความคิดกันด้วย    เป็นเกมธุรกิจ   แต่ในทางส่วนตัวเขาเป็นมิตรกัน เห็นใจกัน เข้าใจกัน 

          อัจฉริยภาพพิเศษของ  จ็อบส์ นอกจากได้จากสมองของเขาแล้ว    ยังมาจากประสบการณ์และการดำเนินชีวิตด้วย เขาเข้าเรียนมหาวิทยาลัยโดยเลือก Reed Collegeที่แสนแพง และพ่อแม่ (บุญธรรม) ที่รู้ว่าลูกมีสมองอัจฉริยะ ก็ยอมกัดฟันส่งเข้าเรียน   นี่คือตัวอย่างของ วิทยาลัยศิลปะวิทยาศาสตร์ที่ประเทศไทยกำลังใฝ่ฝันให้มีขึ้นภายในประเทศ

          น่าเห็นใจพ่อแม่ (บุญธรรม) ของ จ็อบส์ อย่างยิ่งนะครับ   ที่ยอมกัดฟันส่งลูกเข้าเรียนในสถาบันอุดมศึกษาที่แสนแพง แล้วลูกก็เลิกเรียนไปเป็นฮิปปี้พี้ยาและไปแสวงธรรมที่อินเดีย

          อ่านหนังสือทั้งเล่มแล้วผมสรุปว่า จ็อบส์ ถือพุทธ   โดยที่เขากินอาหารมังสวิรัติเกินครึ่งชีวิต และน่าจะมีทักษะในการภาวนาด้วย   ทักษะด้านในของเขาน่าจะมีส่วนยกระดับอัจฉริยภาพด้านสร้างสรรค์ของเขาขึ้นไปอีก   รวมทั้งความเอาใจใส่ความรู้ด้านมนุษยศาสตร์และศิลปะ ทำให้ผลิตภัณฑ์ Apple มีความงามในความเรียบง่ายเป็นเอกลักษณ์

          ในท่ามกลางความสำเร็จของ จ็อบส์ ในการสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่เปลี่ยนโลกเหล่านี้ เราจะเห็นรอยต่อที่นำไปสู่ความสำเร็จ   โดยที่รอยต่อเหล่านี้คือผลิตภัณฑ์ที่ไม่ฮือฮามาก   แต่ จ็อบส์ จะคุยมาก โฆษณามาก เพื่อหวังผลทางธุรกิจ

          ด้วยเหตุนี้แหละผมจึงเตือนตัวเอง ไม่ให้หลงตามกระแส   โดน สตีฟ จ็อบส์ ปั่นหัวให้บ้าคลั่งตามเทคโนโลยีที่เขาสร้างขึ้น    เมื่อ ๔ ปีที่แล้วผมไปเยี่ยมลูกสาวที่นิวยอร์ก จำได้ว่าเช้ามืดวันหนึ่งออกไปวิ่งบนฟุตบาทของ ฟิฟธ์ อเวนิว ผ่านร้าน Apple Store เห็นคนมาเข้าแถวต่อคิวรอซื้อผลิตภัณฑ์ตั้งแต่กลางคืน   เห็นแล้วก็สมเพชคนที่ตกเป็นเหยื่อของการสร้างกระแส ให้คลั่งสินค้า

          ผมได้เรียนรู้ว่า ในวงการสร้างนวัตกรรมชนิดเปลี่ยนโลกนั้น มันจะมีหลายชิ้นส่วนของแนวความคิด (idea) มาประกอบกัน   ดังนั้นการขโมยความคิดกันจึงเป็นสิ่งที่เลี่ยงยาก   ดังกรณี จ็อบส์ กล่าวหาว่า บิลล์ เกตส์ ขโมยไอเดียโปรแกรม Windows ไปจาก Apple   และกล่าวหาว่า Google ขโมยไอเดียพัฒนาซอฟท์แวร์ Android ไปจาก iPhone   การขโมยแบบนี้จะเรียกว่าขโมยก็ได้ ไม่ใช่ก็ได้   ต้องสู้กันในศาล   ดังกรณี Apple สู้กับ Microsoft เป็นสิบปี ในที่สุด Microsoft ชนะ

 

วิจารณ์ พานิช
๘ ม.ค. ๕๕