ตอนที่ ๘ หน้าที่การงานของสตรี
มองในแง่กฎหมายแล้วหญิงฝรั่งดูเหมือนเท่าเทียมกับชาย แต่โดยส่วนลึกของจิตใจของทางฝ่ายชายแล้วผู้หญิงยังถูกมองและปฏิบัติต่อด้วยความเหยียดหยามอยู่แบบอ้อมๆ อย่างมากมาย ทั้งนี้ทั้งนั้นก็คงเป็นเพราะว่า ชายฝรั่งส่วนใหญ่ยังไม่สามารถสลัดความคิดเชิงเหยียดหยามสตรีที่สั่งสมกันมาเป็นเวลาอันยาวนานในประวัติศาสตร์ให้หมดสิ้นลงได้
หลักฐานที่เห็นได้ง่ายคือ การดำรงตำแหน่งบริหารของผู้หญิงในองค์กรฝรั่งนั้นมีน้อยมาก ถ้ามีก็ไม่เป็นที่ยอมรับ บ่อยครั้งจำเป็นต้องให้”โควตา” ผู้หญิงตามที่กฎหมายกำหนด ส่วนของไทยเราผู้หญิงรับตำแหน่งผู้นำองค์กรสูงมาก
ผมเคยคะเนไว้นานกว่า ๒๐ ปีแล้วว่าถ้ามีการจัดอันดับเรื่องผู้หญิงรับตำแหน่งบริหารองค์กร ไทยเราต้องที่หนึ่งของโลกในเรื่องนี้แน่ๆ แล้วก็..โป๊ะเชะ ..เมื่อสักสองปีมานี้มีการจัดอันดับโลก ปรากฏว่าไทยเรามาเป็นอันดับหนึ่ง ดูเหมือนว่า 40% ของผู้บริหารองค์กรเป็นผู้หญิง ...แล้วแบบนี้หญิงไทยหลายคนยัง ดจร. หาว่าไทยเรากดขี่ทางเพศ ..ไม่เจริญเหมือนฝรั่ง!
อย่าลืมว่าผู้กุมอำนาจบริหารเดิมคือชายล้วน แล้วพวกผู้ชายไทยที่ผู้หญงิไทยไปเชื่อมนต์พวกนักวิชการฝรั่งว่า "กดขี่ทางเพศ" นั้นทำไมถึงยอมปล่อยตำแหน่งบริหารให้ผู้หญิงได้ง่ายๆ จนมาเป็นอันดับหนึ่งของโลกในวันนี้ ในเรื่องการเงินการทอง (ธนาคาร) นั้นยิ่งแล้วใหญ่ บางสาขาผู้หญิงล้วนตั้งแต่หัวจรดหาง ยังกะเดินเข้าไปเมืองแม่หม้าย หรือว่านี่มันสอดคล้องกับธรรมเนียมไทยโบราณที่เมียเป็นคนเก็บเงิน ใช้เงิน ส่วนผัวเป็น เจ้า"บ่าว" มีหน้าที่หาเงินมาให้เมียใช้
หญิงไทยนั้นในอดีตเคยมีสถานะแบบอ้อมๆสูงกว่าผู้ชายเสียอีก แต่ในปัจจุบันสถานะของสตรีไทยดูว่าจะต่ำกว่าในอดีตมาก ปัจจัยสำคัญหนึ่งน่าจะคือการไปสมาทานเอาระบบนามสกุลของฝรั่ง จีน แขก มาใช้
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการระบาดของโสเภณีอย่างมากนั้น น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการถดถอยของสถานะทางเพศของสตรีไทยอยู่ด้วย
บัดนี้เป็นการสมควรที่เราจะสำรวจดูตัวเองอีกครั้งหนึ่ง มองดูของดีเก่าๆของเราที่บรรพชนสร้างไว้ จะปรับจะแต่งกันใหม่อีกครั้งก็ยังได้เช่น อาจให้มีแต่ “นาง” อย่างเดียว โดยไม่มีนางสาว หรือ ให้คงนางสาวไว้ แต่ให้เพิ่มตำแหน่ง "นายหนุ่ม" สำหรับชายที่ยังโสดด้วย (เพื่อให้มันเชยและรุ่มร่ามโดยเท่าเทียมกัน)
ประเทศพม่าดูจะเป็นประเทศเดียวในแถบนี้ที่ยังไม่มีการใช้นามสกุล (ของสามี) ครอบครัวไทยเราในอดีตก็อยู่กันอย่างไม่มีนามสกุลมานมนานแต่ความเหนียวแน่นของสถาบันครอบครัวกลับสูงกว่าในสากลสมัยซึ่งสถาบันครอบครัวมีความเปราะบางและมีอัตราการล่มสลายสูงกว่าในโบราณสมัยเสียอีก
ประเด็นอยู่ตรงที่ ประเทศไทยจะมีความกล้าหาญทางจริยธรรมพอที่จะเป็นแบบอย่างนำชาวโลกออกไปสู่ความสว่างแห่งความเท่าเทียมระหว่างเพศได้ไหม? คงต้องรอให้ผู้หญิงนำการต่อสู้แบบถอยหลังเข้าคลอง ส่วนผมขอเป็นช้างเท้าหน้าที่รอถอยตามเท้าหลังก็แล้วกัน หุหุหุ
จบซี่รี่
...คนถางทาง (๓๐ มค ๒๕๕๕)