นึกถึงสมัยก่อนโน้น ครั้งบรรจุเป็นครูใหม่ นักเรียนตั้งใจเรียน มุ่งมั่นในอนาคตตัวเองมากกว่าวันนี้ เคยสงสัยคิดไปเองหรือไม่ จึงลองสอบถามพูดคุยกับเพื่อนครูดู และจากการที่ได้ติดตามข้อมูลข่าวสารการศึกษามาตลอด ต่างเห็นพ้องต้องกันว่า นักเรียนเอาใจใส่การเรียนน้อยลงจริงๆ

จะว่าตัวครูเป็นสาเหตุ ก็น่าจะเป็นส่วนหนึ่ง แต่เชื่ออยู่ว่าคงไม่มีครูคนใดมีความสุขหรือสบายใจดอก ที่สอนนักเรียนแล้ว นักเรียนไม่ตั้งใจ ไม่ฟัง เอาแต่คุยกัน หรือนั่งซึมกะทือ สายตาเหม่อออกไปนอกห้อง หมายถึงจิตใจไปอยู่ที่ไหนไม่รู้

เมื่อก่อนนักเรียนอย่างนี้จะมีห้องละ 4-5 คน แต่เดี๋ยวนี้จะมี 4-5 คนเท่านั้นที่เอาใจใส่ต่อการเรียนขนาดครูอดชื่นชมไม่ได้ ผมกำลังพูดเฉพาะประสบการณ์ตัวเองล้วนๆเลยนะครับ ไม่มีตัวเลขจริง หรืออ้างอิงจากผลการวิจัยใดๆ

แถมยังเชื่ออีกด้วยว่า ในสถานการณ์อย่างนี้ ครูส่วนใหญ่ล้วนเคยพยายามแก้ไขปัญหากันมาแล้วทั้งนั้น ด้วยวิธีการ เทคนิคจัดการเรียนรู้ เครื่องมือ สื่อ หรืออุปกรณ์ที่มีอยู่ และแล้วก็จะไปติดขัดในเรื่องเวลา ความพร้อมของโรงเรียน และ/หรือกระบวนการคัดเลือกนักเรียนเข้าสู่มหาวิทยาลัย ฯลฯ ติดขัดมากเข้า หันไปทางใดก็คล้ายกัน ไม่มีทางออก สุดท้ายก็มักต้องตกอยู่ในภาวะจำยอม ต้องทำใจทำให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ก็น่าจะพอแล้ว เป็นตัวช่วยให้สบายใจขึ้น ยามที่ต้องไปเผชิญกับเหตุการณ์เดิมๆอีกในชั้นเรียน

สาเหตุสำคัญที่ทำให้พฤติกรรมการเรียนของนักเรียนเปลี่ยนไป น่าจะเป็นสภาพแวดล้อม สังคม และความเจริญก้าวหน้าของสื่อเทคโนโลยี ในเมื่อทั้งรายการทีวี ละคร ภาพยนตร์ เกมโชว์ วาไรตี้ หรือสิ่งต่างๆที่ปรากฏในเว็บไซต์ ไม่ว่าจะเป็นเกม เพลง ภาพ คลิป รวมถึงสื่อลามกต่างๆ ล้วนแต่น่าสนใจกว่าครู ห้องเรียน หรือตำราเรียนทั้งสิ้น แล้วอย่างนี้จะไม่ให้นักเรียนไขว้เขวได้อย่างไร ไหนจะกิจกรรมในชีวิตประจำวันที่เพลิดเพลินกว่าอีก ไม่ว่าจะเป็นเที่ยวเตร่ ร้านเกม โลกออนไลน์ ห้างสรรพสินค้า ฯลฯ

สำหรับเด็กๆที่ครอบครัวมีความพร้อม ได้รับการดูแลเอาใจใส่ ได้รับความรักเพียงพอ หรือมีตัวอย่างที่ดีจากคนในครอบครัว โดยเฉพาะเรื่องอาชีพการงาน เหล่านี้จะบรรเทาปัญหาได้ เพราะเด็กๆจากครอบครัวอบอุ่นมักจะมีเป้าหมายชีวิตที่ชัดเจน แต่ถ้าผิดไปจากนี้หรือในทางตรงกันข้าม ความตระหนักที่ต้องตั้งใจหรือเอาใจใส่ต่อการเรียนของเด็กๆจะน้อย อันเนื่องมาจากขาดเป้าหมายและแรงจูงใจในชีวิต ซึ่งเป็นปัจจัยเชิงลบพาให้เด็กหันเหไปสู่หนทางดังกล่าว ในสภาพโรงเรียนต่างๆที่ผมเคยสอนมา นับวันเด็กๆกลุ่มนี้จะยิ่งทวีจำนวน

ถ้าเป็นทักษะในศตวรรษที่ 21(21st century skills) เด็กๆจะถูกอธิบายว่า ขาดทักษะชีวิตหมายถึง ไม่มีภูมิคุ้มกัน หรือไม่มีทักษะในการต่อสู้ชีวิตให้อยู่ได้อย่างปกติสุข หรือรู้เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคมและสภาพแวดล้อม ขณะใจตัวเองตระหนักชัดว่า การขาดทักษะชีวิตของเด็กๆนั้น มีที่มาจากการจัดการศึกษานั่นเอง ที่ไม่สามารถปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของสังคมโลกได้

อย่างไรก็ตาม จำเป็นอย่างยิ่งที่โรงเรียนต้องจัดการเรียนรู้ เพื่อเสริมเติมทักษะชีวิตให้ ผมเป็นครูเช่นครูคนอื่นๆอีกมากมาย ที่พยายามทำหน้าที่ เท่าที่ตัวเองมีกำลังความสามารถ

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา สอนวิชาเริ่มต้นโครงงานวิทยาศาสตร์ให้นักเรียนชั้น ม.1 ผมเริ่มต้นด้วยการตั้งคำถามเช่นเคย กังหันลมหมุนเร็วหรือช้าขึ้นอยู่กับอะไร?” เด็กๆช่วยกันคิดตั้งสมมติฐานต่างๆนาๆ อาทิ ขนาดของใบพัด ชนิดของใบพัด ลักษณะ หรือรูปร่างของใบพัด ฯลฯ

จากนั้นจึงให้นักเรียนออกแบบ และลงมือทำการทดลอง เพื่อพิสูจน์คำตอบที่ตัวเองคาดเดาขึ้น พร้อมบันทึกผลและเขียนรายงานส่ง อันที่จริงผมใช้เรื่องและวิธีเดียวกันนี้ สอนทักษะวิธีการทางวิทยาศาสตร์ให้ชั้น ม.1 มาก็หลายรุ่นแล้ว แต่กระนั้นในทุกครั้ง หรือทุกรุ่นที่สอน เมื่อสังเกตเห็นนักเรียนทำงาน โดยเฉพาะขณะนักเรียนทดสอบความเร็วในการหมุน หรือนับจำนวนรอบ/เวลา

แววตาและสีหน้าของนักเรียนครับ ที่ให้กำลังใจครูอย่างผม..อย่างแรง