ทำไมฝรั่งเจริญกว่าไทย (ตอนที่ ๗)...หลังยุคพระนารายณ์
๓ ตุลาคม ๒๕๕๓
ในยุคสมเด็จพระนารายณ์มหาราช แห่งกรุงศรีอยุธยานั้น ข้าพเจ้าได้วิเคราะห์ไว้ว่าไทยเราเจริญเท่าเทียมยุโรป และสูงกว่าญี่ปุ่น แต่น่าสนใจมากกว่าหลังจากนั้นเป็นต้นมา ไทยเราเท่าเดิม แต่ฝรั่งและญี่ปุ่นเจริญรุดหน้าเร็วมาก
พอสิ้นสุดยุคพระนารายณ์ ก็พ้องกับยุค “สว่างทางปัญญา” (enlightenment) ของยุโรปพอดียังกะนัดหมาย ยุคนี้ได้เกิดนวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์มากมายเหลือคณานับ ในทุกด้าน โดยเฉพาะด้านวิทยาศาสตร์ที่ ไอแซค นิวตัน ได้คิดค้นกฎกลศาสตร์ จนนำสู่เทคโนโลยีด้านฟิสิกส์อันหลากหลายที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษย์ชาติ สรุปได้ว่าถ้าไม่มีทฤษฎีนิวตันเป็นฐาน ก็จะไม่มีรถไฟ รถยนต์ เรือไอน้ำ เรือบิน คอมพิวเตอร์ นิวเคลียร์ โทรศัพท์มือถือ และประชาธิปไตยในทุกวันนี้
ในขณะที่ไทยเรายังย่ำเท้าอยู่กับที่ ทั้งที่ได้มีการติดต่อกับยุโรปอย่างต่อเนื่องยาวนานมาโดยตลอดก่อนชาติใดๆในเอเชียก็ว่าได้ เนื่องจากเราเป็นประเทศเปิดมานานกว่าใคร (จนบัดนี้ก็ยังเปิดอยู่ เปิดจนอ้าซ่ามากไปแล้วจนน่าวิตกด้วยซ้ำ) แต่ทำไมเราไม่รับรู้ในการก้าวกระโดดของพวกเขา และไม่คิดจะทำอะไรให้ดีเท่าหรือดีกว่าเขาบ้างเลย ...และแม้จนบัดนี้ก็ไม่รับรู้ว่าฝรั่งเขาคิดอะไร ทั้งที่ได้เปรียบจากการติดต่อกับฝรั่งมากกว่าชาติอื่น รวมทั้งญี่ปุ่น เช่นไม่รู้ว่าเขากำลังกระโดดไปหา เทคโนฯชีวภาพ ซึ่งจะเป็นผลดีกับเรามหาศาลที่มี “ชีวภาพ” เต็มประเทศ แต่ก็ยังคิดกันได้แค่เป็น ดีทรอยด์ออฟเอเชีย อยู่นั่นแหละ (ทั้งที่ความจริงเป็นได้เพียงแค่ทาสแรงงานนายทุนญี่ปุ่น)
ผมสันนิษฐานว่า
๑) เราเปิดประเทศแบบโสเภณีเปิดกระโปรง แบบมักง่าย แบบไม่ต้องใช้สมอง ..ได้แค่นี้ก็บุญหนักหนาแล้ว อยู่รอดมาได้โดยไม่สิ้นชาติแบบมอญ จาม ก็นับว่าคงทำบุญมาพอดู
๒) เราเปิดรับเอาเฉพาะผิวด้านนอกของเขามาผสมกับของเรา แต่ด้านในนั้นเราไม่ค่อยศึกษา เช่น เรามักจะลอกเลียนแบบ “รูปแบบ” ของพวกเขา เช่น การแต่งกาย (กางเกง ประโปรง) การกิน (ช้อนส้อม ) การนอน (เตียง) การนั่ง (เก้าอี้) แม้แต่การขี้ (ชักโครก) แต่การ “ทำงาน” ของพวกเขาเราไม่เคยลอกเรียนสักเท่าใด ก็เช้าชามเย็นชามเหมือนเดิม เพราะสมบูรณ์มานาน ทำเพียงแค่วันละสองชามก็พอกินแล้ว
๓) ในช่วงนี้ยุโรป “รวย” ขึ้นมาก จากการบุกตลาด “ค้าขาย” กับเอเชีย จนมีเงินในท้องพระคลังมาก จนสามารถเอาเงินนี้มาปรนเปรอ นักปราชญ์ได้มากกว่าในอดีต ในส่วนของพระราชวังนั้น: เราเหมือนกับเขาในข้อที่ว่า กษัตริย์ทรงเล็งเห็นทางรอดด้วยการเอาความมั่งคั่งแห่งท้องพระคลังมาเลี้ยงดูนักปราชญ์เหมือนกัน ..ของเขาเลี้ยงให้เป็นนักคิด นักวิทยาศาสตร์ที่คิดค้นด้านการปืนใหญ่ คณิตศาสตร์ ส่วนของเราเลี้ยงให้เป็นศิลปิน แต่งกลอน สีซอ หมอดู (โหรหลวง) ...อันว่าทำไมกษัตริย์ต้องเลี้ยงดูนักปราชญ์นี้ มันเป็นเรื่องของความอยู่รอด กล่าวคือ คนพวกนี้เป็นคนฉลาด ถ้าไม่เลี้ยงดูให้กินอิ่มหมีพีมัน ไม่นานพวกเขาก็จะรวมหัวกัน รวมสมองอันเลิศ มาล้มบัลลังก์นั่นแล ..ดังนั้นฝรั่งในยุคนั้นจึงคิดเรื่องวิทยาศาสตร์ได้มาก ส่วนของเราคิดกลอนได้มาก บทกลอนไทยจึงเลอเลิศที่สุดในโลก ส่วนฝรั่งอย่างมากก็แค่เช็คเสปียร์ ที่ไม่ได้ละอองเท้าท่านสุนทรภู่ด้วยซ้ำไป
๔) พวกเขารบราฆ่าฟันกันมากเหลือเกินในยุคนี้ ขัดแย้งกันมาก ทั้งในด้านอาณาจักร และศาสนจักร ด้านอาณาจักรนั้นทำสงคราม 300 ปี ฆ่ากันเลือดนองแผ่นดินตายไปหลายล้าน ด้านศาสนาก็ฆ่ากันเองในระหว่างแต่และฟากของศาสนาเดียวกัน ตายไปอีกหลายล้าน โดยเฉพาะผู้หญิงที่เก่งจะถูกหาว่าเป็น แม่มด จนถูกเผาทั้งเป็นไปนับแสนคน (ผลพวงของการขัดแย้งระหว่างนิกายเช่น นิกายโปรเตสแตนท์ รบกับคาทอลิก รบกันมาจนวันนี้ที่ไอร์แลนด์เหนือ ส่วนพวกเควกเกอร์ อามิช ต้องหนีตายไปอเมริกาก็มาก) ส่วนของเราแสนสงบ มีรบกับเขมร พม่า ประปราย ตายกันสองสามพันก็สลดใจ เลิกกันไปแล้ว การสงครามของยุโรปที่หนักหน่วงกลายเป็น “ดี” เพราะทำให้นักปราชญ์ประจำราชสำนักยิ่งคิดค้นหาทางสร้างเครื่องมือมาประหารกันให้ได้ประสิทธิภาพ ก็ยิ่งกลายมาเป็นฐานในการพัฒนาวิทยาศาสตร์ ดังเช่นที่ ฟูริเยร์ (Fourier ปราชญ์เอกในสมัยนโปเลียน) ได้คิดค้นคณิตศาสตร์ใหม่ที่อธิบายการขยายตัวของปากกระบอกปืนใหญ่ที่ทำให้ยิงปืนได้ไม่แม่นอันเนื่องมาจากการขยายตัวของปากกระบอกปืนเมื่อเกิดความร้อนขึ้น (เมื่อยิงไปนานๆ) ส่วนของเราคิดหากันแต่วิธีสีซอ ขับกล่อม ให้เสนาะหูท่ามกลางเสียงปืนใหญ่ (เช่นสมัยพระเจ้าเอกทัศน์) แต่คิดกันมานาน ดนตรีไทยก็ได้แค่ “ทั่งติง ทั่งติง โจ๊ะจ๊ะ โจ๊ะจ๊ะ ติ๊ง ติ๊ง ทั่ง ติ๊ง ทั่ง “ และ สามชั้น เถา แบบเดิมๆ อันแสนน่าเบื่ออยู่นั่นแหละ ยกเว้นกลอน ที่ยอมยกให้จริงๆ ว่าเลิศสุดในโลก ...อ้อ อาจผนวกอาหารอีกอย่าง
เราเปิดประเทศ แต่ไม่ยอมเปิดสมอง มันก็เลยยิ่งเปิดก็ยิ่งปิดโอกาสของตนเอง เช่น ทุกวันนี้ถ้ามันผู้คนไทยใดคิดจะทำการอุตสาหกรรมกระดาษเช็ดตรูดออกขาย ก็มิอาจทำได้ เพราะมันมีกระดาษฝรั่งครองตลาดไว้หมดแล้ว
กะอีแค่ทำกระดาษเช็ดตรูดขายยังทำไม่ได้ แล้วชาตินี้จะไปทำอะไรขายแข่งกะเขา เล่า
ก็รัดถะบานไทย มันเปิดประเทศมานาน แบบไร้ทิศทาง จนปล่อยให้บริษัทผลิตกระดาษเช็ดตะหรูดฝรั่งมันเข้ามาผลิตสินค้าได้เสรี แถมยังลดแลกแจกแถมให้มันหมด ภาษีอะไรก็งดเว้นให้หมด (ส่วนคนไทย ขายส้มตำไก่ย่างมันตามเก็บภาษีถึงห้องส้วม) ...สมัยก่อนกว่าพวกหรั่งจะได้สิทธิสภาพนอกอาณาเขตก็ต้องรบกัน แต่สมัยนี้ไม่ต้องเราก็ก้มหัวประเคนสิทธิด้านเศรษฐกิจให้บริษัทฝรั่งหมดสิ้นสกุลไทย
ทั้งหมดนี้ภายใต้องค์กรบ๋อย (boi) ..บ๋อยรับใช้ ไม่เว้นแม้รับใช้บริษัทปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลง ฝรั่ง จนมันเอายาพิษมาขายให้เรากินด้วยความทระนงจนถึงวันนี้ ส่วนเราก็เปิดอ้าอยู่อย่างนั้น จนถึงวันนี้
...สองเกิด ใจเต็ม
You are right we have copied a lot of forms, but not a lot of processes.
We even love forms over processes.
Today our politicians (on one side of 'the dark force') are learning and using processes but woefully not for the 'new Thailand' (of the next generation). They may even kill the goose that lay golden eggs.