พลังของหนัง! กับการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้

              หากย้อนกลับไปในอดีต หนังนับว่าเป็นสื่อมัลติมีเดียที่เก่าแก่ที่สุดที่มนุษย์ได้สร้างขึ้น นับตั้งแต่ ยุค Penny Arcade ซึ่งโทมัส อัลวา เอดิสัน ผู้ประดิษฐ์ไฟฟ้าของโลกเป็นคนทำให้เกิดหนังขึ้น เนื่องจากไฟฟ้าเป็นจุดที่ทำให้มีการประดิษฐ์เครื่องบันทึกภาพสี Kineto-photograph และก็มีการตั้งตู้ Peep Show ตามศูนย์การค้า ให้คนมาหยอดเหรียญดู ราคา 1 เพนนีเลยเรียกหนังยุคนี้ว่า เพนนี อาร์เคด จนปี 1902 เริ่มมีการสร้างหนังที่มีเรื่องยาวมากขึ้น และยุคสุดท้ายในปี 1905 มีการผลิตหนังที่สมบูรณ์เรื่องแรกเรื่อง The Great Train Robberry ของ Edwin Porter ความยาว 10 นาที ต่อมาก็มีเรื่อง Life of an American Fireman

                      จากนั้นหนังก็เริ่มเป็นเรื่องเป็นราว คนดูจะดูจากตู้ก็เมื่อยหลัง จึงมีการสร้างโรงหนังขึ้น แล้วเก็บเงินคนดู 1 นิเกิล ก็เลยเรียกยุคนี้ว่า Nickelodeon จากนั้นการสร้างหนังก็เป็นงานศิลปะที่มีวิวัฒนาการในการสร้างสรรค์การดำเนินเรื่อง จนถึงเทคโนโลยีการผลิตมาจนถึงปัจจุบัน

             สำหรับในประเทศไทยนั้น “หนัง” เป็นสื่อที่มีมาอย่างยาวนานเช่นเดียวกัน ในหนังสือกำเนิดหนังไทยของ โดม สุขวงศ์ ระบุว่า หนังฝรั่งเรื่องแรกที่สร้างในไทยก็คือเรื่อง นางสาวสุวรรณ ของอเล็กซานเดอร์ แม็กเร นักสร้างหนังชาวอเมริกันจากฮอลลีวู้ด ออกฉายครั้งแรกในสยาม ปีพ.ศ.2466 สมัยรัชกาลที่ 6 แต่หนังไทยที่คนไทยสร้างเรื่องแรกก็คือ "โชคสองชั้น" ผลงานของพี่น้องสกุลวสุวัตและคณะในนาม "กรุงเทพฯ หนังบริษัท" ออกฉายเมื่อ 30 กรกฎาคม พ.ศ.2470 ในสมัยรัชกาลที่ 7 เรื่องราวของโชคสองชั้น เป็นเรื่องราวของกมล นายอำเภอหนุ่มที่ได้รับมอบหมายให้มาจับโจรร้ายที่ซ่อนตัวในกรุงเทพฯ ระหว่างมาพักที่บ้านพระยา ก็ไปรักกับวลี สาวที่มีหนุ่มหมายปองอยู่แล้ว และหนุ่มที่ว่านี้ชื่อ นายวิง ก็คือคนร้ายที่ซ่อนตัวมานั่นเองนายวิงรู้ว่านายกมลจะมาจับตนจึงวางแผนกำจัด แต่นายกมลไหวทัน จึงต่อสู้กัน ระหว่างนั้นคนร้ายจึงฉุดน.ส.วลี ขึ้นรถหลอกล่อนายกมล จึงขับรถไล่กวดกัน กระทั่งต่อสู้กันและพระเอกก็ชนะในที่สุด ได้โชคสองชั้นคือทั้งจับคนร้ายได้และได้นางเอก จากเนื้อเรื่องของหนัง “โชคสองชั้น” สะท้อนให้เห็นว่าเนื้อหาของหนังในแต่ละยุคมักจะมีการถ่ายทอดเรื่องราววิถีชีวิตเช่น เรื่องความรักของหนุ่มสาว การดำรงชีวิตรวมไปถึง ขนบธรรมเนียมศิลปวัฒนธรรมของคนในแต่ละประเทศ

             ดังนั้นเราอาจเห็นภาพสะท้อนของสังคมในแต่ละยุคผ่านเนื้อหาของหนังในแต่ละเรื่องและในขณะเดียวกันหนังก็สามารถสร้างภาพอนาคตกลายเป็นจินตนาการให้กับคนในสังคมได้เช่นเดียวกัน          

          จริงๆแล้วหากจะกล่าวถึงหน้าที่ของหนังโดยทั่วไปคงไม่ต่างกับสื่ออื่นๆเท่าไหร่นัก

           หนังมีหน้าที่รวมๆอยู่สี่ประการ

           ประการแรกคือ การเล่าเรื่อง บอกให้คนรู้เรื่องราวต่างๆที่ต้องการถ่ายทอด

           ประการที่สอง คือ  การสื่อทางอารมณ์ หนังมีหน้าที่สร้างอารมณ์ต่างๆให้กับคนดู ไม่ว่าจะเป็นความโศกเศร้า ความสุข ความหวาดเสียว สยดสยอง หนังสามารถทำได้

           ประการที่สาม หน้าที่สร้างความตื่นตาตื่นใจ ซึ่งอาจเกิดจากการใช้ภาพ อารมณ์ ดนตรี ฯลฯ

           ประการสุดท้ายสำคัญมาก นั่นก็คือ การสื่อทางด้านความคิด หรือ intellectual function ซึ่งการสื่อทางความคิดมีอยู่สองลักษณะด้วยกัน ลักษณะหนึ่งก็คือ

  • คนทำหนังอาจแทรกความคิดบางอย่างที่อาจเป็นปรัชญา หรือข้อคิด หรือแง่คิดดีดีเกี่ยวกับการใช้ชีวิตเข้าไปในเนื้อเรื่อง ซึ่งคนดูจะรับรู้และอาจจะเอาไปใช้ในชีวิตประจำวันของตนเอง
  •  และอีกลักษณะหนึ่งคือการกระตุ้นให้คนดูใช้ความคิดตัวเองโดยที่คนทำหนังไม่ได้เอาความคิดของตัวเองไปให้ ทั้งสองลักษณะนี้ล้วนแต่ขอให้คนดูคิด ไม่ใช่ดูหนังแค่สนุกๆ สักเรื่องแล้วจบเพียงแค่นั้น

          หากจะนำแนวความคิดนี้มาเชื่อมโยงกับบทบาทหน้าที่ของสื่อ (Media function) แล้ว หนังก็น่าจะมีหน้าที่หลักๆ คือ การให้ความบันเทิง(Entertainment) และ การทำหน้าที่เป็นครูของสังคม (Culture Heritage)ในการถ่ายทอดความรู้ และวัฒนธรรมต่างๆให้กับสังคม ในยุคปัจจุบันที่รัฐบาลต้องการให้ประชาชนดำรงชีวิตพื้นฐานอยู่บนสังคมแห่งการเรียนรู้(Knowledge base Societies) ทำให้สื่อต่างๆต้องกลับมาทบทวนบทบาทหน้าที่ตัวเองเพื่อช่วยเสริมสร้างคนในสังคมให้เกิดการเรียนรู้ประโยชน์จากสื่อ

            ดังนั้นหากจะกล่าวถึงแนวคิดของการจัดการความรู้ (Knowledge Management) หลักการอย่างหนึ่งที่สามารถจัดการความรู้ได้อย่างมีพลังก็คือ หลักการเล่าเรื่อง (Story Telling) การเล่าเรื่องที่ดีจะทำให้เกิดความรู้แบบฝังลึก หรือที่เรียกว่า Tacit Knowledge ที่สามารถออกมาได้อย่างพรั่งพรูแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว ยิ่งได้มีการจดบันทึก หรือนำมาสนทนากันก็จะทำให้ได้ความรู้ใหม่ที่ฝังแน่นมากขึ้น สรุปง่ายๆก็คือ การเล่าเรื่องมีพลานุภาพในการเป็นรูปธรรมเพื่อค้นหานามธรรมได้

                   ดังนั้นจากหลักการดังกล่าว หนังถือว่ามีบทบาทในการเป็นนักเล่าเรื่องในการจัดการความรู้

                  จากแนวคิดที่จะกล่าวต่อไป หนังจะทำหน้าที่เล่าเรื่องได้ในหลายแง่มุมทั้งมุมมองของคนทำหนังและมุมมองของคนดูหนัง ในการสร้างสังคมแห่งความรู้ “หนัง” มีหน้าที่ถ่ายทอดศิลปะต่างๆเป็นเรื่องราวสู่สังคม

                  อย่างไรก็ตามเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันบางกลุ่มว่าหนังเป็นส่วนหนึ่งที่มีอิทธิพลในการทำลายสังคมบางส่วนด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสังคมในปัจจุบันที่ค่อนข้างมีความเปราะบางทางวัฒนธรรมและครอบครัวอยู่แล้ว

                อิทธิพลของหนังฮอลลี่วู๊ดที่อยู่ในกระแสนิยมทั่วโลก มักถูกพาดพิงเสมอว่านำวัฒนธรรมของชาวตะวันตกส่งผ่านมาพร้อมกับเนื้อหาของหนังซึ่งบางอย่างที่ไม่เหมาะสมกับวัฒนธรรมของคนไทยและมีอิทธิพลทำให้เกิดการเลียนแบบหรือเห็นว่าดีได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเด็กและเยาวชน อย่างเช่น

  • การเกิดกระแสวัฒนธรรมบริโภคนิยม แฟชั่นล้ำสมัย หรือที่น่าเป็นห่วงคือค่านิยมทางเพศ
  • นอกจากนี้ฉากการใช้ความรุนแรงที่ปรากฏในหนังก็ส่งผลบางอย่างที่ทำให้คนดูโดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กและเยาวชนพยายามทำตามอีกด้วยดังจะเห็นได้จากข่าวโศกนาฏกรรมทั้งหลายที่เด็กและเยาวชนก่อขึ้นโดยมีสาเหตุการกระทำส่วนหนึ่งมาจากการเลียนแบบสื่อ....

         ถึงแม้ว่าหนังที่เป็นสื่อข้ามชาติดูเหมือนจะมีอิทธิพลสูงต่อคนดู จะถูกตราหน้าสำหรับคนบางกลุ่มว่าเป็นอาชากรสังคม แต่ในอีกแง่มุมหนึ่งก็ยังมีหนังอีกไม่น้อยที่ผู้สร้างตั้งใจผลิตเพื่อถ่ายทอดสิ่งที่มีประโยชน์และมีคุณค่าให้กับสังคม เช่น หนังที่มีเนื้อหาสืบทอดศิลปวัฒนธรรมให้กับประเทศ หนังเรื่อง “โหมโรง” The Overture ที่เข้าฉายในปี 2547 เป็นการเล่าเรื่องการดำเนินชีวิตในสังคมสมัยสงครามโลกและเป็นรอยต่อของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์จนถึงระบอบประชาธิปไตยและเข้าสู่โลกตะวันตกที่ไหลเข้ามา หนังไม่ได้บ่งบอกให้ยึดมั่นถือมั่นในเรื่องดนตรีไทยอย่างเดียว แต่ยังมีภาพการเล่นระนาดที่คลอไประหว่างพ่อกับบุตรชายที่เล่นเปียโน ซึ่งเป็นภาพที่น่าประทับใจในการประสานดนตรีตะวันตกกับดนตรีไทยโดยสุดยอดของครูดนตรีไทย เรียกว่าหนังเรื่องนี้เป็นการต่อสู้ระหว่างดนตรีทางเก่ากับทางใหม่หรืออารยธรรมไทยกับอารยธรรมตะวันตก หนังเรื่องนี้ได้รับการยอมรับประสบความสำเร็จทั้งรายได้(ถึงแม้ไม่มากเหมือนหนังตามกระแส) และคุณค่าที่ให้กับสังคมไทย โหมโรงได้ทำหน้าที่ถ่ายทอดวัฒนธรรมและขับเคลื่อนกระแสสังคมให้เยาวชนหันมาเห็นความสำคัญของดนตรีไทยได้ในระยะหนึ่งในขณะที่หนังออกฉายได้รับการตอบรับที่ดีและกระทรวงศึกษาธิการได้ออกมารณรงค์ให้แต่ละโรงเรียนพานักเรียนไปดูโดยมีการเปิดให้ชมฟรีเป็นบางรอบ

                 หากจะพูดถึงการถ่ายทอดเรื่องราวที่เป็นวัฒนธรรมท้องถิ่น หนังเรื่อง 15 ค่ำเดือน 11 ซึ่งออกฉายในปี 2545 ก็ไม่น่าพลาดที่สามารถเล่าเรื่องวัฒนธรรมความเชื่อของชาวอีสานได้อย่างสนุกสนาน “จิระ มะลิกุล” ผู้กำกับหนัง สามารถถ่ายทอดเรื่องราวของผู้คนที่มีความผูกพันกับแม่น้ำโขง พุทธศาสนา พญานาค และวิถี ถิ่นของตนเอง ที่กำลังถูกรุกล้ำจากวัตถุและความเปลี่ยนแปลง ออกมาได้อย่างมีชั้นเชิงเต็มเปี่ยมไปด้วยความงด งาม และลึกซึ้งยิ่งนัก เหตุการณ์ต่างๆ ถูกเรียงร้อยผ่านตัวละครที่มีความเกี่ยวเนื่องกันได้กลมกลืน ลื่นไหล ประสานกันเป็น เยี่ยมในเชิงการเล่าเรื่อง ด้วยภาษาภาพ ภาษากาย ภาษาพูด ที่รวมกันแล้วกลายเป็น ภาษาใจ ที่ถ่ายทอดอยู่บนวิถีชีวิตต่างจังหวัดอันงดงามเรียบง่าย แน่นอนที่สุดหนังเรื่องนี้ได้รับรางวัลถึง 8 รางวัลแต่ไม่ประสบความสำเร็จเรื่องรายได้

                 หนังไทยบางเรื่องมีเนื้อหาส่งเสริมให้เยาวชนได้รับรู้เรื่องราวทางประวัติศาสตร์เกิดความหวงแหนและความรักชาติได้ทำให้คนไทยรักและเทิดทูนในความเป็นไทยที่พระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ทรงรักษาและต่อสู้ด้วยเลือดเนื้อเพื่อให้คนไทยทุกคน มีผืนแผ่นดินไทยให้ได้อยู่อาศัย โดยไม่ต้องกลายเป็นเมืองขึ้นของชนชาติอื่น “สุริโยไท” ผลงานการกำกับของ หม่อมเจ้าชาตรี เฉลิมยุคล ทำสถิตเข้าฉายนานที่สุดและประสบความสำเร็จในด้านรายได้อย่างงดงาม ได้รับการคัดเลือกให้เข้าฉายในเทศกาลหนังนานาชาติมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเทศกาลหนังเมืองคานส์ ประเทศฝรั่งเศส และ เทศกาลซันแดนซ์ ประเทศสหรัฐอเมริกา ฯลฯ

               ที่กล่าวมาแล้วเป็นหนังไทยที่มีการถ่ายทอดเนื้อหาให้คนไทยเกิดการเรียนรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ ขนบธรรมเนียมตลอดจนศิลปวัฒนธรรมไทย ซึ่งเป็นหน้าที่หลักของสื่อดังที่กล่าวไว้ข้างต้น

               นอกจากนี้หนังบางเรื่อง ยังให้ข้อคิดหรือแง่คิดดีดีเกี่ยวกับการใช้ชีวิตเข้าไปในเนื้อหา ซึ่งเมื่อคนดูรับรู้และอาจจะเอาไปใช้ในชีวิตประจำวันของตนเองที่เป็นประโยชน์ในการดำเนินชีวิตได้ ในปี 2548 หนังเรื่อง “มหาลัยเหมืองแร่” ได้รับรางวัลสุพรรณหงส์ทองคำไปถึง 6 รางวัล รวมรางวัลหนังยอดเยี่ยมแห่งปี และยังไม่รวมรางวัลที่ได้จากสถาบันอื่นๆอีกนับไม่ถ้วน “เหมืองแร่” เป็นเรื่องราวของเด็กหนุ่มที่ถูกรีไทร์จากมหาวิทยาลัยในกรุงเทพชื่อดัง แล้วถูกส่งมาภาคใต้เพื่อมาเรียนรู้ชีวิต หนังสื่อให้เห็นถึงการใช้ชีวิตในเหมืองแร่ที่เปรียบเสมือนมหาวิทยาลัย ข้อคิดถูกแฝงไว้เกือบทุกซีนของหนัง จนสรุปสุดท้ายแม้ไม่ได้ใบปริญญาจากมหาลัยแต่ได้การเรียนรู้การใช้ชีวิตจริงและมิตรภาพอันยิ่งใหญ่ของคนในเหมืองแร่ และแน่นอนที่สุดหนังเรื่องนี้ไม่ประสบความสำเร็จในการสร้างรายได้ แต่สามารถให้ความอิ่มใจและข้อคิดกับสังคมโดยเฉพาะสังคมอุดมศึกษาปัญญาชนในประเทศไทย

                  จากที่กล่าวมาทั้งหมดมีข้อสังเกตที่น่าสนใจอยู่ประการหนึ่งว่า หนังที่มีสาระ มีคุณค่า และส่งเสริมการเรียนรู้ให้กับสังคมมักไม่ประสบความสำเร็จทางรายได้ เรียกง่ายๆว่าไม่ได้เป็นหนังที่จัดอยู่ในประเภท “กลุ่มหนังตลาด” ซึ่งจะเป็นหนังที่ทำอะไรตามสูตร เช่น หนังตลก หนังผี หนังบู๊แอ็คชั้น ที่คนดูคุ้นเคยกับการดำเนินเรื่องและสามารถรับได้ง่าย จนกลายเป็นหนังที่ทำรายได้

                  ดังนั้นจึงปฏิเสธไม่ได้ว่า พฤติกรรมการบริโภคหนังของคนไทยเป็นตัวแปรหลักที่จะสามารถกำหนดทิศทางของหนังไทยในระดับหนึ่งได้ หากคนดูยังนิยมดูหนังเพียงเพราะต้องการความบันเทิงเพียงอย่างเดียว ความพยายามที่จะสร้างหนังที่มีคุณค่าของผู้สร้างก็คงจะลดน้อยลงเรื่อยๆ จนในที่สุดแล้วอาจจะเหลือแต่หนังตลาด หรือหนังตามกระแสแล้วคนดูก็คงไม่ได้อะไรนอกจากความบันเทิง

                  เมื่อถึงเวลานั้น บทบาทของหนังไทยในการจัดการความรู้ให้กับสังคมในฐานะคนเล่าเรื่อง (Storytelling) ที่มีคุณค่าคงเหลือไว้แต่ความทรงจำ

                   ถึงเวลาแล้วหรือยังที่รัฐบาลจะเข้ามาช่วยสนับสนุน ส่งเสริมหนังที่มีคุณค่าและลดบทบาทของหนังที่ทำลายสังคม และที่สำคัญที่สุด “ผู้ชม” ได้ให้โอกาสหนังที่มีคุณค่ามากพอหรือยัง ในฐานนะที่หนังถือเป็นผลผลิตของสังคม เพราะเนื้อหาของหนังน่าจะเป็นส่วนหนึ่งที่สะท้อนความเป็นคนในสังคมนั้นได้ด้วยเช่นเดียวกัน

เอกสารอ้างอิง

เสรี วงษ์มณฑา. เอกสารประกอบการสอน วิชา วัฒนธรรมองค์กรและการจัดการความรู้. การจัดการดุษฎีบัณฑิต. บัณฑิตวิทยาลัยมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต. 2549.

วิจารณ์ พานิช. บทความทศานุภาพของการจัดการความรู้ http://www.kmi.or.th/autopage/show_all.php?h=11 http://www.pantown.com/board.php?id=9795&name=board7&topic=10&action=view http://www.thaifilm.com/thaiFilmDetail.asp?id=12