Brain-Based Learning เป็นการเรียนรู้ของมนุษย์โดยอาศัยความรู้เกี่ยวกับกลไกการทำงานของระบบประสาทโดยเฉพาะอย่างยิ่งสมอง และตัวรับความรู้สึกหรืออวัยวะรับความรู้สึกทั้ง 5 ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น และกาย ซึ่งทำหน้าที่รับความรู้สึกจากตัวกระตุ้นจากสิ่งแวดล้อม แล้วไปประมวลผลที่สมอง ซึ่งอาจถือว่าเป็น ใจ รวมเป็น อายตนะ หรือ แดนต่อ 6 ประการ

การที่มนุษย์มีการพัฒนาของสมองซีกซ้ายและซีกขวาไม่เท่ากัน รวมทั้งการพัฒนาในส่วนของสมองที่ทำหน้าที่รับและประมวลผลความรู้สึกที่ส่งมาจากตัวรับหรืออวัยวะรับความรู้สึกทั้ง 5 ไม่เท่ากัน ทำให้คนแต่ละคน มีความถนัดในการเรียนรู้จากการรับตัวกระตุ้นจากภายนอกแตกต่างกัน เช่น บางคนถนัดเรียนรู้ด้วยการมองเห็น  บางคนถนัดเรียนรู้ด้วยการได้ยิน  บางคนถนัดเรียนรู้ด้วยการได้รับกลิ่น หรือรส หรือการสัมผัส

ทั้งนี้และทั้งนั้น สัญญาณขาเข้าทั้งหมดจะถูกประมวลผลในสมองและเกิดกระบวนการคิด การดึงข้อมูลจากความทรงจำ การบันทึกเป็นความทรงจำ ประมวลผลสุดท้ายแล้วส่งคำสั่งขาออกทางระบบประสาทมอเตอร์ หรือระบบประสาทยนต์ ควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อในร่างกาย ทำให้เกิดการเคลื่อนไหว ผลของการปฏิบัติหรือการเคลื่อนไหว จะถูกส่งไปยังสมองเพื่อเป็นข้อมูลป้อนกลับ และย้ำให้เกิดความทรงจำ บันทึกในสมองอีกรอบหนึ่ง    ถ้าได้มีการฝึกปฏิบัติอยู่อย่างสม่ำเสมอ ทำให้สมองมีการทบทวนความจำรวมทั้งการฝึกกล้ามเนื้อทำให้เกิดทักษะการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อ ก็ยิ่งเป็นการย้ำเตือนความทรงจำ แบบการเรียนรู้ และทักษะการเคลื่อนไหว (motor skill)  ดังเห็นได้จากการฝึกซ้อมกิฬา ดนตรี งานฝีมือประเภทต่างๆ เป็นต้น

การเลือกใช้ตัวกระตุ้นให้เหมาะสมกับความถนัดของแต่ละปัจเจกบุคคล จะเป็นการเอื้อให้เกิดการเรียนรู้ที่รวดเร็วขึ้นกว่าช่องทางที่ไม่มีความถนัด จึงทำให้เกิดการเรียนรู้ประเภท brain-based learning ขึ้นครับ

นักการศึกษาหรือครูสามารถใช้ประโยชน์จากความรู้นี้ โดยการสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรียนว่า นักเรียนมีความถนัดเรียนอย่างไร ใช้ตา หรือหู หรือจมูก หรือลิ้น หรือกายสัมผัส แล้วจัดหรือพัฒนากระบวนการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับความถนัดของนักเรียน ก็จะทำให้ผู้เรียนเกิดความสนุกและสามารถรับรู้ทางช่องทางของระบบประสาทที่ตัวเองมีความถนัดอยู่  และอย่าลืมที่จะเสริมแรงโดยการฝึกคิดและฝึกปฏิบัติ เพื่อให้เกิดการบันทึกเป็นความทรงจำในสมองเป็นความทรงจำและทักษะระยะยาวต่อไปครับ