อาจารย์ครับ ผมได้อ่านบันทึกของอาจารย์แล้ว ชอบมากเลยครับ
ผมเคยพยายามศึกษา เรื่องที่มีลักษณะคล้ายกันนี้อยู่พักหนึ่ง
ผมเรียกมันว่า สมมติฐานการแทรกสอดของแดนรู้ทั้ง 5 ครับ
อ่านเป็นนิยายวิทยาศาสตร์ก็แล้วกันนะครับอาจารย์ ไม่มี reference
สมมติฐานนี้มีอยู่ว่า ในยามปกติคนเราจะไม่ใช้เพียงแดนรู้ใดแดนรู้หนึ่ง ในการรับรู้สิ่งของชิ้นเดียว สิ่งนี้เองที่ทำให้คนเรามี มิติ ในการรับรู้
ยกตัวอย่างเช่น เวลาอาจารย์สอนนักเรียนแพทย์เรื่องก้อน (mass) เรามีมิติในการมองแบ่งออกเป็น size, side, shape, surface, consistency, movement, pulsatile, magin, skin coverage,และ progression (How fast it change?)
จะสังเกตได้ว่า "มิติ" การเรียนรู้ในแต่ละด้าน ไม่จำเป็นต้องใช้แดนอายตนะอย่างใดอย่างหนึ่งในการศึกษา แต่เรากลับใช้ร่วมกันทั้งหมด เท่าที่เราจะสามารถใช้ได้
เช่น -มิติ size อาจใช้การมองเพียงอย่างเดียว แต่ก็เป็นเพียงการกะขนาดเท่านั้น
-มิติ size อาจใช้ measure(การวัด) ซึ่งต้องอาศัยการมอง การสัมผัส รวมถึงการมีเครื่องมือที่เที่ยงตรง และมีตัวเลขกำกับ สามารถใช้เปรียบเทียบได้อย่างมีความหมาย เช่น ก้อนขนาด 1x1cm2 ย่อมมีพื้นที่(ในplaneที่เราวัด)เล็กกว่า ก้อนขนาด 2x2cm2 เป็นต้น
ดังนั้น
อายตนะ คือ แดนรู้ อันประกอบด้วย ตา หู จมูก ลิ้น สัมผัส
เราเลือก ตา+สัมผัส
เมื่อเกิดการแทรกสอดกัน
จึงได้มิติใหม่ คือ size#
และเมื่อเราเอาข้อมูลจากหลายๆมิติมารวมเข้าด้วยกัน ก็เป็นสิ่งที่เรากำลังศึกษาอยู่นั่นเอง.
สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์ เหนือกว่าสัตว์ชนิดอื่นๆ เพราะเราไม่ได้มองกล่องเป็นกล่อง เราไม่ได้มองก้อน(mass) เป็นเพียงก้อน แต่เรามองได้ลึก ตราบเท่าที่เราคิด.
PS. ขอขอบพระคุณมา ณ ที่นี้ ในฐานะที่ผลงานของอาจารย์ เปิดโลกแห่งความคิดสร้างสรรค์ ให้นักเรียนคนหนึ่ง หวังว่าอาจารย์อ่านแล้วจะสนุกเพลิดเพลิน และอาจจะเป็นประโยชน์ต่องานวิจัยของอาจารย์ไม่มากก็น้อย
ด้วยความเคารพอย่างสูง
ธีรเจต ลีลาพากเพียร
(ฮัท เองครับ อาจารย์-น้องอ.เบลล์)
ขอฝากตัวเป็นศิทย์ และขอคำชี้แนะด้วยนะคร๊าป ^^!
(ครึ่งแรกคิดตอนเรียนวิชาพุทธศาสนา ครึ่งหลังคิดได้ตอนเรียนแพทย์และได้อ่านบทความของอาจารย์)