"ในขณะที่มหาวิทยาลัยทั่วไปมุ่งสร้างความเป็นเลิศทางวิชาการ มุ่งผลิตบัณฑิตให้มีความสามารถในการแข่งขันในตลาดแรงงานอาเซียน สถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชนมุ่งสร้างบุคคล ครอบครัว และชุมชนต่างๆ ให้เข้มแข็งเพื่อต่อกรกับการเปลี่ยนแปลงนั้น"

สำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา (สกอ.) ได้มีหนังสือขอทราบผลการดำเนินงานเตรียมความพร้อมสู่การเป็นประชาคมอาเซียนและเปิดเสรีการค้าบริการด้านอุดมศึกษา ในปี พ.ศ.๒๕๕๘  

ผมได้เป็นตัวแทนสถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชนไปร่วมสัมมนาเรื่องนี้ครั้งหนึ่ง เห็นความแตกต่างในเรื่องการเตรียมความพร้อมของสถาบันอื่นๆ กับสถาบันตนเอง ดังนี้

สถาบันอุดมศึกษาทั่วไปเตรียมความพร้อมโดยมุ่งสร้าง "ความเป็นเลิศ" ทั้งความเป็นเลิศทางวิชาการ ความเป็นเลิศของบัณฑิต เพื่อที่คนต่างชาติจะได้สนใจมาเรียนในสถาบันอุดมศึกษาบ้านเรา เรียนจบในบ้านเราแล้ว สามารถออกไปแข่งขันสมัครทำงานในตลาดแรงงานอาเซียนได้หลังเปิดเสรีการค้าปี ๒๕๕๘   บัณฑิตไทยเองก็สามารถแข่งกับบัณฑิตจากประเทศอื่นๆ ในอาเซียนที่จะเข้ามาทำงานในไทยได้ พูดง่ายๆ ก็คือ บัณฑิตที่สำเร็จจากสถาบันอุดมศึกษาไทยจะได้ไม่ต้องสูญเสียตำแหน่งงานให้บัณฑิตจากต่างชาติ

ในขณะที่สถาบันอุดมศึกษาทั่วไปมีจุดมุ่งหมายในการผลิตบัณฑิตให้เป็น "นักวิชาชีพชั้นสูง" ที่มี "ความเป็นเลิศทางวิชาการ" และมี "ความสามารถในการแข่งขัน"   สถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชนมีจุดมุ่งหมายไปอีกอย่างหนึ่ง คือ ไม่ได้มุ่งผลิตนักวิชาชีพชั้นสูง ไม่ได้มุ่งความเป็นเลิศทางวิชาการ และไม่ได้มุ่งให้ไปแข่งขันกับใครด้วย แต่มุ่งให้ผู้เรียน "เรียนรู้อย่างมีศักดิ์ศรีและมีกินในท้องถิ่นตน"  เรียนแล้วสามารถ "พึ่งตนเอง" ได้และสามารถ "ช่วยคนอื่น" ได้ รวมทั้งเข้าไปมีส่วนร่วมในการสร้าง "ชุมชนแห่งการเรียนรู้ ชุมชนเข้มแข็ง" ได้ (เสรี พงศ์พิศ, "อยู่เย็นเป็นสุข." สสวช., ๒๕๔๙) อีกทั้ง "ชีวิตดีขึ้นตั้งแต่ระหว่างเรียน" ไม่ต้องรอจนสำเร็จเป็นบัณฑิต ทั้งนี้เพราะกระบวนการเรียนรู้กับกระบวนการพัฒนาตนเอง ครอบครัว และชุมชนของตน เป็นกระบวนการเดียวกัน เป็นเนื้อเดียวกัน   สถาบันนี้จัดการศึกษาเพื่อสร้าง "ขบวนการประชาชน" เพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคม จึงเป็นการศึกษาเพื่อการเปลี่ยนแปลง (Education for Transformation)

หากจะเรียกสถาบันการศึกษาที่มุ่งผลิตนักวิชาชีพชั้นสูงเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมว่า มหาวิทยาลัยเพื่ออุตสาหกรรม (University for Industry - UFI)  มหาวิทยาลัยชีวิต หรือสถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชนก็เป็น มหาวิทยาลัยเพื่อชุมชน (University for Community)

ที่กล่าวมานี้ มิได้หมายความว่า UFC ดีกว่า มีคุณค่ากว่า มีประโยชน์กว่า UFI ทั้งสองต่างก็มีคุณค่า มีประโยชน์ต่อประชาชนและบ้านเมือง เพียงแต่มีหน้าที่ต่างกัน   ในขณะที่ UFI เปิดโอกาสให้ประชาชนได้เข้ารับการศึกษาเพื่อเป็นนักวิชาชีพชั้นสูง เช่น นักวิทยาศาสตร์, สถาปนิก, วิศวกร, นักบัญชี, นักกฎหมาย ฯลฯ    UFC ก็ช่วยให้ประชาชนที่มีอาชีพการงานแล้วในท้องถิ่นต่างๆ ได้พัฒนาตน ครอบครัว ชุมชน และท้องถิ่นของตนให้เข้มแข็งขึ้น

ชุมชนที่เข้มแข็งคือ ชุมชนแห่งการเรียนรู้ ทั้งรู้จักตนเอง และรู้ทันการเปลี่ยนแปลงของโลกภายนอก เป็นชุมชนที่สมาชิกร่วมกันสร้างระบบเศรษฐกิจท้องถิ่นที่พึ่งตนเอง (ตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง) นักศึกษาของสถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชนได้รับการคาดหวังว่า เป็นผู้ที่รู้เท่าทัน(กิเลส)ตน รู้วิธีการเปลี่ยนแปลงตน(สู่การเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ขึ้น) รู้ทรัพยากรในท้องถิ่นตน (ทั้งทุนทรัพยากร ทุนภูมิปัญญา และทุนทางสังคม) และสามารถร่วม "ขบวนการ" สร้างชุมชนเข้มแข็งและเครือข่ายได้   สามารถต่อกรกับกระแสภายนอกที่ถั่งโถมเข้ามาได้ โดยเฉพาะกระแสบริโภคนิยม

การจัดกระบวนการเรียนรู้ตามปกติของสถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชน ที่มุ่งสร้างเสริมบุคคลและชุมชนในท้องถิ่นต่างๆ ให้เข้มแข็ง สามารถพึ่งตนเองและพึ่งพากัน (เป็นเครือข่ายกัน) นี้ จึงเป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมความพร้อมในตัวเพื่อการนี้อยู่แล้ว 

สุรเชษฐ เวชชพิทักษ์
๑๘ ม.ค.๕๕

หมายเหตุ - "สถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชน" เป็นชื่อทางการของ "มหาวิทยาลัยชีวิต" อันเป็นชื่อที่เรียกกันมาตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๔๘   สถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชนได้รับอนุมัติจัดตั้งเป็นสถาบันอุดมศึกษาเอกชน ประเภท "สถาบัน" (เน้นการสอนเฉพาะทาง) จาก สกอ. ตาม พรบ.สถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. ๒๕๔๖ มีฐานะเช่นเดียวกับมหาวิทยาลัยเอกชนทั่วไปที่เปิดหลักสูตรตั้งแต่ปริญญาตรีจนถึงปริญญาเอก โดยบัณฑิตได้รับปริญญาที่มีศักดิ์เทียบเท่าปริญญาของมหาวิทยาทั่วไป ปัจจุบันมีหลักสูตรปริญญาตรี ๓ หลักสูตร คือ สหวิทยาการเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น   การจัดการสุขภาพชุมชน  และการจัดการการเกษตรยั่งยืน  ปริญญาโท ๒ หลักสูตร คือ สหวิทยาการเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น และการจัดการระบบสุขภาพชุมชน