๑๔   มกราคม   ๒๕๕๕

เรียน เพื่อนครู ผู้บริหารและผู้อ่านที่เคารพรักทุกท่าน

วันจันทร์ที่ ๙  มกราคม   ๒๕๕๕  ถึงสำนักงานเขตได้แจ้งท่านรองฯ สมมาตร  ชิตญาติ ให้ช่วยแจ้งผู้บริหารโรงเรียน ทั้ง ๙ แห่ง ที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยมเมื่อวันที่ ๒ และ ๓  มกราคม ที่ผ่านมา ว่าทางกองเลขานุการในพระองค์ ได้เปลี่ยนแปลงสถานที่ประชุมจากโครงการพระราชดำริ  พระตำหนักจิตรดารโหฐาน เป็นห้องประชุมสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต ๑  สำหรับวันเวลาคงเดิม คือ วันที่ ๑๑ มกราคม  ๒๕๕๕  เป็นการประชุมเพื่อจัดทำโครงการพัฒนาและขอรับความช่วยเหลือจากโครงการพระราชดำริ  สาย ๆ เดินทางไปเยี่ยมโรงเรียนที่ประสบภัยน้ำท่วมในเขตอำเภอสามโคก 

 เริ่มจากโรงเรียนวัดบางนา  อยู่คนละฝั่งถนนกับวัดและแม่น้ำเจ้าพระยา  ปกติน้ำไม่ท่วม เพราะมีถนนเป็นคันกั้นน้ำ แต่ปีนี้น้ำท่วม ๒ เมตร ผอ.ประสาตร์  พันธุ์ขนุน มาต้อนรับพาชมห้องเรียนต่าง ๆ ซึ่งสามารถจัดการเรียนการสอนได้ตามปกติ  เพราะมีหน่วยงานภายนอกมาช่วยกันทำความสะอาด  ออกจากโรงเรียนวัดบางนามาแวะโรงเรียนชุมชนวัดไก่เตี้ย  ห้องสมุดกำลังปรับปรุงใหม่  อาคารเรียนเป็นไม้พื้นจึงระเบิดหมดต้องซ่อมแซมกันใหม่  วันนี้ ผอ.อารียา  วุฒิยางกูร  ไม่อยู่ออกไปติดต่อราชการข้างนอก เลยไม่เจอกัน  ไปยืนดูโรงอาหาร  วันนี้แม่ครัวทำข้าวมันไก่ให้นักเรียน  ปกติอาคารหลังนี้บรรยากาศดีเพราะติดแม่น้ำเจ้าพระยา  สามารถนั่งพักผผ่อนได้  แต่วันนี้โต๊ะเก้าอี้ ไปกับสายน้ำ จึงต้องยืนมองสถานเดียว  วันที่ ๑๘  มกราคม นี้ คุณหญิงกษมา  วรวรรณ ณ อยุธยา และคณะจะมามอบหนังสือเข้าห้องสมุดโรงเรียนนี้  ออกจากโรงเรียนขึ้นเหนือไปหน่อยจะพบร้านอาหารชื่อดังของสามโคก คือ ครัวเรือเจ้าพระยา  อยู่ติดแม่น้ำเหมือนกัน สภาพน้ำท่วมยังปรากฏคราบน้ำให้เห็น  เขาบอกว่าเปิดบริการแล้ว แต่ยังไม่เต็มรูปเหมือนก่อน  วันนี้ไม่ได้สั่งอะไรมาทาน แวะมาเยี่ยมในฐานะลูกค้าเก่า   ถัดขึ้นไปอีกหน่อยเป็นโรงเรียนวัดสะแก ของ ผอ.ปราโมทย์  คุ้มรักษา ระดับน้ำท่วมสูงเกือบ ๒ เมตร  แต่สำหรับอาคารเรียนที่กำลังสร้างด้วยงบประมาณ อบจ. ปทุมธานี  น้ำท่วมไม่ถึงพื้นเพราะยกระดับขึ้นสูง ผอ.รร. ไม่อยู่ออกไปประชุมที่เขต  โรงเรียนสุดท้ายก่อนเที่ยง คือ โรงเรียนวัดเชิงท่า ของ ผอ.วรพันธ์  แก้วอุดม เป็นอาคารใต้ถุนสูงจึงอยู่รอดปลอดภัย  เว้นแต่โรงอาหารน้ำท่วม เช่นกัน  เท่าที่ทราบ อบจ.ปทุมธานี สร้างอาคารเรียนหลังหนึ่งไว้ด้านนอกติดถนนลาดยางเพื่อให้โรงเรียนย้ายไปที่นั่น  ผมเองยังเห็นว่าที่เก่าน่าอยู่กว่าเพราะติดแม่น้ำเจ้าพระยา และตัวอาคารเป็นของเราเอง หากไม่จำเป็นก็ไม่ควรทิ้งบ้านไปเป็นผู้อาศัยพักพิง บทเรียนนี้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาก็กำลังเผชิญอยู่

 ผู้อำนวยการโรงเรียนชวนไปทานข้าวกลางวันที่ร้านอาหารท้ายเกาะเพิ่งฟื้นจากน้ำท่วมเหมือนกัน เคยผ่านไปมาเมื่อตรวจเยี่ยมโรงเรียนวัดท้ายเกาะหลายครั้ง  แต่ไม่เคยแวะมาอุดหนุน พื้นบ้านบริเวณนี้เป็นชายแดนระหว่างพระนครศรีอยุธยาและปทุมธานี ถ้าไม่ใช่คนท้องถิ่นก็ไม่ทราบดูไม่ออกว่าบริเวณไหนเป็นจังหวัดอะไร บ่ายกลับเข้าเขต มีผู้บริหารมาอวยพรให้ ๒ - ๓ คณะ  

 

วันอังคารที่ ๑๐  มกราคม  ๒๕๕๕    เช้านี้มีผู้มาอวยพรให้ ๒ - ๓ รายที่ห้องสโมสร 

 สาย ๆ เดินทางไปเยี่ยมโรงเรียนในเขตอำเภอคลองหลวง เริ่มจากโรงเรียนวัดกลางคลองสาม ของท่าน ผอ.ประไพ  มีวิชัย  ระดับน้ำท่วมสูงถึงเอว ได้รับความเสียหายพอสมควร  ศน.บุญเลิศ  ยิ้มแย้ม  มีบ้านอยู่หลังโรงเรียนนี้   โรงเรียนบ้านบึง อยู่เหนือขึ้นไป เห็นบริเวณโรงเรียนแล้วดูสะอาดมาก  มีหอประชุมอเนกประสงค์พื้นที่ใช้สอยมาก จุคนเป็นพัน  อาคารเรียนเป็นรุ่นเก่าใต้ถุนสูง  จึงได้รับความเสียหายไม่มาก  ผอ.สกล  กลิ่นโกมล เล่าให้ฟังว่าประชาชนให้ความร่วมมือกับโรงเรียนดีมาก  ทำนองเดียวกันเวลามีงานมีการเขาก็ใช้โรงเรียนเป็นที่จัดงาน  โรงเรียนสุดท้ายก่อนเที่ยง คือ โรงเรียนวัดสว่างภพ อยู่ติดคลองระพีพัฒน์ จึงไม่ต้องสงสัยเรื่องความเสียหายจากอุทกภัยที่ผ่านมา  เพราะเป็นจุดรับน้ำโดยตรง

กลับออกถนนพหลโยธินทางเขตจังหวัดพระนครศรีอยุธยา หากเปรียบเทียบความเจริญของ ๒ จังหวัดในสองฝั่งคลองระพีพัฒน์ ดูเหมือนว่าพระนครศรีอยุธยาจะนำปทุมธานีไปพอสมควร  มาแวะทานข้าวแกงปักษ์ใต้ที่สถานีบริการน้ำมันแอสโซ่ใหญ่ที่สุดในโลก ย่านคลองหลวง ไก่เคี่ยวพริกกุ้งฝอยใส่ใบยี่หร่า รสชาติจัดจ้านดีแท้  กลับสำนักงานเขตประชุมคณะกรรมการคุรุสภาเขตพื้นที่การศึกษา มีเรื่องงบดุลให้พิจารณาอนุมัติ  นอกนั้นก็เป็นการแจ้งเพื่อทราบ เช่น การจัดงานวันครู เป็นต้น เย็นเขาจัดห้องสโมสรและห้องประชุมเล็ก เพื่อรองรับการประชุมร่วมกันระหว่างกองงานส่วนพระองค์กับโรงเรียนในโครงการ ๙ แห่ง ในวันพรุ่งนี้ สำนักงานกำลังก่อสร้างปรับปรุงทั้งของประถมศึกษาและมัธยมศึกษาจึงไม่ค่อยสะดวกเท่าที่ควร แต่ก็จำทนกันไปเพราะหาหนทางที่ดีกว่านี้ไม่ได้ 

วันพุธที่ ๑๑  มกราคม  ๒๕๕๕  ห้องสโมสรคึกคักตั้งแต่เช้า เพราะผู้บริหารและครูทั้ง ๙ โรงเรียนมาประชุมร่วมกับกองงานส่วนพระองค์  สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ  สยามบรมราชชนนี    ได้เวลานัดหมาย ว่าที่ร้อยตรีกิตติ  ขันธมิตร กรมวังผู้ใหญ่ และ ดร.สมเกียรติ  ชอบผล เดินทางมาถึง พวกเรานั่งประชุมกันในห้องเล็ก แม้จะแออัดไปหน่อยแต่ก็อบอุ่นด้วยไมตรีจิต  โรงเรียนในโครงการพระราชดำริรุ่นพี่จาก สพป. ปทุมธานี  เขต ๒  มาเล่าเรื่องราวในอดีตให้ฟัง เพื่อแสดงให้เห็นถึงน้ำพระราชหฤทัยของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงทุ่มเทเพื่อพัฒนาการศึกษาของเยาวชน โดยเฉพาะผู้ด้อยโอกาส โดยยึดหลักทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงของพระเจ้าอยู่หัว  ที่ประชุมจะจัดทำแผนพัฒนาโรงเรียนกันในวันนี้ 

 

เที่ยงสั่งอาหารจากร้านกุ้งเต้นมาเลี้ยงทั้งวิทยากรและผู้เข้าประชุม  ภาคบ่ายผมขอตัวเดินทางไปร่วมพิธีเปิดงานศิลปหัตถกรรมนักเรียนภาคกลางและภาคตะวันออก ครั้งที่ ๖๑ ที่จังหวัดกาญจนบุรี  มีท่านรองฯประพฤทธิ์  บุญอำไพ หมู  ภา  โน่ง และเต้ย เดินทางไปด้วย  ใช้สายปทุมธานี -ลาดหลุมแก้ว -บางเลน - กำแพงแสน - พนมทวน  - กาญจนบุรี  สองข้างทางแห้งแล้ง น้ำที่เคยท่วมเจิ่งทุ่งนาลดระดับลงมาก  ยิ่งเมื่อเข้ากำแพงแสนและกาญจนบุรีไม่มีน้ำให้เห็นอีก  ผมเคยใช้เส้นทางนี้เมื่อปี ๒๕๕๓ จำได้ว่าไปประชุม ผอ.เขต ทั่วประเทศ ที่โรงแรมเฟลิกซ์  ริเวอร์แคว การได้ไปกาญจนบุรีทำให้รู้สึกว่าเหมือนกลับถิ่นเก่า เพราะเคยรับราชการที่นี่ ๔ ปี เมื่อ ๒๐ ปีที่แล้ว  สภาพแวดล้อมอาจต่างกันมากจากป่าดงพงพีกลายเป็นเมืองไปแล้ว แต่เค้าเดิมก็ยังคงจดจำไว้ในใจ  ท่านรองฯ ประพฤทธิ์  บุญอำไพ มีเพื่อนร่วมรุ่นสมัยเรียนครูติดตามสามีซึ่งเป็นรองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดกาญจนบุรี จึงช่วยเป็นธุระจองที่พักให้ที่ ต้องใช้เส้นทางกาญจนบุรี-ศรีสวัสดิ์ เลยกองพลทหารราบที่ ๙ ไปหน่อย พอถึงกรมทหารราบที่ ๒๙ เลี้ยวซ้ายเข้าไปประมาณ ๓ กม. ก็ถึงรีสอร์ท มีลักษณะเหมือนกระท่อมแบบน็อกดาวน์เป็นหลัง ๆ สไตล์เมืองเหนือ พื้นที่ด้านในลาดต่ำลงไปจนติดแม่น้ำแควใหญ่  ที่ไหลมาจากเขื่อนศรีนครินทร์ เลือกพักหลังกลาง เก็บข้าวของแล้ว เดินทางเข้าตัวเมืองเพื่อเยี่ยมชมนิทรรศการและการแสดงของเรียนบริเวณสนามกีฬาจังหวัด  บรรยากาศการจัดหน้าร้านของ สพป. ปทุมธานี เขต ๑ ดูแปลกใหม่และสวยงาม ที่เห็นเก่าอยู่อย่างเดียวคือรูปคนแก่ดูเกะกะหน้าร้าน (ผอ.เขต) แต่ก็ยังมีคนมาถ่ายภาพด้วยเหมือนกัน  ด้านในมีการขายก๋วยเตี๋ยว ส้มตำ ขนมอบ เป็นที่คึกคักครึกครื้น เพราะมีที่นั่งให้พักเหนื่อย  ดูภาพรวมของงานปีนี้ดูเงียบ ๆ เหงา ๆ ชอบกล อาจเป็นเพราะเกิดเหตุน้ำท่วมในหลายจังหวัด พลบค่ำคณะของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการมาเยี่ยมชม ครูและนักเรียนได้ถ่ายภาพร่วมกับท่าน ก่อนไปเป็นประธานเปิดงานที่สนามกีฬาถัดไป  ชวนทีมงานไปทานข้าวที่แพอี๊ด มี ผอ.นารี  คูหาเรืองรอง และ ผอ. ปิยะนันท์  โตปิติ ร่วมโต๊ะด้วย 

วันพฤหัสบดีที่ ๑๒  มกราคม  ๒๕๕๕  ตื่นเช้าตามเสียงนกร้อง อาบน้ำแต่งตัว เดินลงไปทานข้าวเช้าที่ริมน้ำแควใหญ่ มีข้าวต้มและกาแฟ บรรยากาศริมน้ำยามเช้าสดชื่นแตกต่างจากสมัยน้ำท่วมใหญ่ อย่างไรก็ตามยังเป็นโรคกลัวน้ำอีกนาน ผู้จัดการรีสอร์ทบอกว่ากำลังจะสร้างห้องประชุมขนาด ๓๐๐ ที่นั่ง คาดว่าจะให้บริการได้ในเดือนเมษายน ศกนี้ เลยให้กำลังใจไปว่าจะพาทีมผู้บริหารมาประชุมที่นี่  เดินทางกลับปทุมธานีเส้นทางเดิม  มาแวะร้านของฝากจากท่าเรือ เป็นขนม วุ้นเส้น และอื่น ๆ ขาดแต่ของที่อยากได้คือซ่าหริ่ม เขาบอกว่าคนทำหายไปไหนไม่ทราบหลายวันแล้ว จึงไม่มีขาย  มาแวะทานข้าวเที่ยงที่ร้านข้าวแกง ปากทางเข้าวัดเจดีย์หอย อำเภอลาดหลุมแก้ว  บ่ายทำงานเอกสารที่เขตจนเย็น บ่ายรถขององค์การช่วยเหลือเด็กขนกระเป๋าและอุปกรณ์มาส่งเพื่อรอส่งมอบกันในวันพรุ่งนี้

วันศุกร์ที่ ๑๓ มกราคม  ๒๕๕๕  ภาคเช้ามีนัดหมายกับองค์การช่วยเหลือเด็ก (Save Child)  มามอบกระเป๋าหนังสือนักเรียนให้ ๕๐๐ ใบ พร้อมอุปกรณ์อื่น ๆ ตามที่เคยส่งรายชื่อนักเรียนไปให้เขาล่วงหน้าเมื่อหลังน้ำลดใหม่ ๆ องค์การเดียวกันนี้เคยมอบเครื่องฉีดน้ำแรงดันสูงให้เขต ๖ เครื่อง เพื่อช่วยในการทำความสะอาดโรงเรียนมาแล้ว 

บ่ายไปโรงเรียนประถมศึกษาธรรมศาสตร์ เพื่อร่วมประชุมกับคณะทำงานจัดงานวันครูประจำปี ๒๕๕๕  พร้อมวางแผนในภาคสนาม จนเข้าใจตรงกันจึงเดินทางกลับที่พัก ปีนี้วันครูต้องจัดในสนามหญ้า เพราะหาโรงแรมที่เหมาะสมไม่ได้ แต่ทุกฝ่ายก็ตั้งใจจะทำให้ดีที่สุด สำหรับครูหลังน้ำท่วมจะได้มีขวัญและกำลังใจในการทำงานฟื้นฟูตนเอง โรงเรียน และลูกศิษย์ ผมอนุมัติงบประมาณ ๓ แสนกว่าบาทเพื่อการนี้ เพราะไม่ประสงค์จะไปขอใครให้เสียศักดิ์ศรีของครู แต่หากใครเห็นคุณค่าของอาชีพครูจะสนับสนุนโดยไม่มีเงื่อนไขก็ยินดีรับไว้ด้วยความขอบคุณ หลายคนสงสัยว่าทำไมวันครูจึงต้องเป็น ๑๖ มกราคม คำตอบคือ พระราชบัญญัติครู ฉบับแรกประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ ๑๖ มกราคม  ๒๔๘๘ 

 


ก่อนลาจะคัดนิทานมาเล่าสู่กันฟังสักเรื่อง เพราะห่างไปนาน
นิทานสอนใจ เรื่อง วิธีการหาคู่แท้
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว …มีครูกับลูกศิษย์นั่งอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ ซึ่งใกล้กับสนามหญ้าอันกว้างใหญ่
ทันใดนั้น ลูกศิษย์คนหนึ่งก็ถามขึ้นมาว่า
ลูกศิษย์ : อาจารย์ครับ ผมสงสัยจังเลยว่า เราจะหาคู่แท้เราเจอได้ไงครับ อาจารย์บอกผมหน่อยได้ไหม ครับ?
อาจารย์ : อืม มันเป็นคำถามที่ยากนะ ในขณะเดียวกันมันก็เป็นคำถาม ที่ง่ายเหมือนกันนะ
ลูกศิษย์ : อืม?….งงครับ ผมไม่เข้าใจ
อาจารย์ : เอาอย่างนี้นะ  เธอลองมองไปทางนั้นนะ ตรงนั้นน่ะ มีหญ้าเยอะแยะ เลยใช่ไหม เธอ ลองเดิน ไปหาหญ้าต้นที่สวยที่สุด แล้วเด็ดมาให้ครูสิ ต้นเดียวเท่านั้นนะ แต่ว่า เวลาเธอเดินเนี่ย เธอต้องเดินไปข้างหน้าอย่างเดียวนะ ห้ามเดินถอยหลัง เข้าใจไหม
ลูกศิษย์ : ได้เลยครับ อาจารย์ รอสักครู่นะครับ (ว่าแล้ว ก็วิ่งตรงไปยังสนามหญ้า) หลังจากนั้นไม่นาน….
ลูกศิษย์ : ผมกลับมาแล้วครับอาจารย์
อาจารย์ : เอ้า…แต่ทำไมครูไม่เห็นต้นหญ้าสวย ๆ ในมือเธอเลยล่ะ
ลูกศิษย์ : อ๋อ คือ ตอนที่ผมเดินไปแล้วผมเจอต้นหญ้าสวย ๆ  ผมก้อก้อคิดว่า เออ เดี๋ยว ก็คงเจอต้นที่สวยกว่านี้ ดังนั้นผมก็เลยไม่ถอนมัน แล้วผมก็เดินไปเรื่อย รู้ตัวอีกที มันก็สุดสนามหญ้าแล้วครับ จะเดินกลับก็ไม่ได้ เพราะอาจารย์สั่งห้ามไว้
อาจารย์ : นั่นแหละ คือสิ่งที่จะเกิดขึ้นในชีวิตจริงล่ะ …

ต้นหญ้า ก็คือ คนที่อยู่รอบ ๆ ตัวคุณ ต้นหญ้าที่สวยงาม ก็คือ คนที่คุณชอบ หรือคนที่ดึงดูดคุณนั่นแหละ ส่วนทุ่งหญ้า ก็คือ เวลา … เวลาที่คุณจะหาคู่แท้ของคุณ อย่ามัวแต่เปรียบเทียบ แล้ว คิดว่า คงจะมีที่ดีกว่านี้ เพราะถ้าคุณ มัวแต่ เปรียบเทียบ คุณจะเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์ อย่าลืมว่า… "เวลาไม่เคยย้อนกลับ”

   
กำจัด  คงหนู

ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต ๑