บังคับทิศทางกล้วยตกเครือ

         ขออนุญาตนำสาระมาเล่าสู่กันฟัง เนื่องจากหยิบจดหมายข่าวของกรมส่งเสริมการเกษตร ฉบับเก่า ๆ มาอ่านพบสาระที่น่าสนใจ เป็นเรื่องของการตกเครือของกล้วย  เทคนิคนี้ได้จากประสบการณ์ของผู้มีอาชีพปลูกกล้วยได้เปิดเผยให้ได้รู้กัน ต้องขอขอบคุณ คุณเตือนใจ  วิเศษสุวรรณ ซึ่งได้เคล็ดลับมาจากคุณประโยชน์  เฉลิมกลิ่นอีกต่อหนึ่ง ซึ่งเดิมเคยมีประสบการณ์การปลูกกล้วย และปัจจุบันเป็นผู้จัดการฟาร์มอยู่ที่ ตำบลบางเสด็จ อำเภอป่าโมก จังหวัดอ่างทอง

         "กล้วย" เรียกได้ว่าเป็นพืชประจำบ้าน หรือเป็นพืชคู่กับครอบครัวคนไทยมาทุกยุคสมัย  ไม่ว่าจะคนภาคไหนแทบทุกบ้านจะปลูกกันมากบ้างน้อยบ้าง ตามอัธยาศัย  เคยได้ยินคนพูดว่า ปลูกกล้วย 1 ต้นมีคุณมาล้น 108 ประการ คงเป็นคำเปรียบเทียบให้เห็นคุณค่ามหาศาลของกล้วยนั่นเอง

           การปลูกกล้วยแบบยกร่อง ตามแบบสวนในที่ลุ่มภาคกลางทั่วไป  นิยมปลูกกล้วยไว้ 2 ชนิด คือกล้วยน้ำว้า และกล้วยหอม โดยทั่วไปจะไม่ได้สังเกตหรือใส่ใจว่ากล้วยที่ปลูกไว้จะตกเครือไปทิศทางไหน  ปลูกไปแล้วก็เพียงแต่หวังให้ได้กล้วยเครือใหญ่มีลูกหลาย ๆ หวี  บางครั้งก็เคยหงุดหงิดอยู่บ้างว่ากล้วยที่ปลูกไว้ ตกเครือสะเปะสะปะ  บางต้นตกเครืออยู่บนหลังร่อง  ส่วนที่เป็นพื้นดิน บางต้นก็ตกเครือยื่นไปบนท้องร่องส่วนที่เป็นน้ำ ยากแก่การค้ำ (โดยเฉพาะกล้วยหอม ต้องค้ำมิฉะนั้นต้นจะหักเมื่อกล้วยตกเครือ พอถึงเวลาที่กล้วยแต่ตัดได้ เครือที่มีปัญหาคือเครือที่ยื่นไปในน้ำนี่แหละ!!!

          สำหรับเทคนิคที่จะทำให้กล้วยตกเครือในทิศทางที่ต้องการไม่ใช่เรื่องยาก ไม่ต้องใช้เครื่องมือหรือวัสดุอุปกรณ์เสริมพิเศษแต่อย่างใด เพียงแต่ใช้ความสังเกตนิดหน่อย คือให้พิจารณาหน่อกล้วยที่จะปลูกว่าหน่อกล้วยที่มีอยู่นั้น ส่วนที่เป็นเหง้าจะมีรอยแผลที่ถูกตัดแยกมาจากเหง้าของต้นแม่ ถ้าปลูกหน่อนั้นลงไป เมื่อกล้วยโตขึ้นและตกเครือ เครือจะอยู่ในทิศทางที่ตรงกันข้ามกับรอยแผลนั้นเสมอ ดังนั้นถ้าต้องการให้เครือของกล้วยหันไปในทิศทางใด ก็ต้องสังเกตและปลูกให้รอยแผลอยู่คนละด้านกับทิศที่เราต้องการให้กล้วยตกเครือ 

         สำหรับกล้วยที่ได้จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ คงต้องใช้วิธีปลูกแบบวัดดวงไปก่อนในรุ่นแรก เพราะยังไม่มีแผลที่เหง้าให้สังเกต

           กล้วยนิยมปลูกกันมากในทุก ๆ บ้าน ถ้าบ้านไหนปลูกเป็นการค้าก็อาจจะนำเทคนิคที่ว่านี้ไปลองปรับใช้กันดู ได้ผลประการใดก็เล่าสู่กันฟังบ้างนะค่ะ

           ขอขอบคุณเจ้าของเทคนิค คุณประโยชน์  เฉลิมกลิ่น และคุณเตือนใจ  วิเศษสุวรรณที่นำมาเล่าต่อกันฟังนะค่ะ