วันนี้หยิบบทความดีๆ เก่าๆของอาจารย์รพี สาคริกมาฝาก
การบริหารคน ?
ระพี สาคริก
.....................................................................
ขณะนี้ สายตาของฉันที่มองกวาดไปยังตัวอักษรที่เรียงกันอยู่อย่างเป็นระบบบนพื้นฐานของแผ่นกระดาษแผ่นแล้วแผ่นเหล่า ในที่สุดสายตาก็ผ่านมาพบข้อความที่ว่า“การบริหารคน ” ซึ่งปรากฏเป็นความจริงอยู่บนแผ่นกระดาษแผ่นหนึ่งซึ่งถูกเย็บให้เป็นเล่มและเรียงพิมพ์เอาไว้อย่างเป็นระเบียบ ด้วยข้อความว่าการบริหารคน
วันแล้ววันเหล่ามาเป็นเวลา 87 ปี มันสอนให้ฉันเป็นคนรู้เท่าทันต่อสิ่งสมมุติต่าง ๆ ซึ่งอยู่ในสภาพแวดล้อมของชีวิตตัวเอง
แม้แต่ตัวอักษรที่ถูกนำมาเรียงกันไว้โดยสมมุติว่ามันเป็นสื่อความหมายให้กับมนุษย์ ซึ่งมีโอกาสอ้างว่า “สิ่งสมมุติเหล่านี้มีเป็นสิ่งสำคัญในการดำเนินชีวิตของเราแต่ละคน”
ฉันจึงไม่ละลดโอกาสที่จะนำเอาสิ่งสมมุติรูปแบบต่าง ๆ ที่เปิดเผยตัวเองออกมาให้ได้เห็นได้คิดเพื่อค้นหาความจริง
ฉันนึกถึงคำโบราณของผู้ใหญ่ในสมัยก่อนที่นำเอาตัวหนังสือไม่ว่าจะเป็นภาษาไทยหรือต่างประเทศมาพูดมาเขียนในเชิงค่อนเคราะคล้ายกับจะนำมาเยาะเย้ยกับคนให้คนในสังคมได้นำไปคิดกันเอาเองว่า “ฉันเป็นคนรู้เท่าทันเรื่องทำนองนี้ ถึงกับกล่าวฝากเอาไว้ว่า”ตัวหนังสือเอ่ยไปไหนมาเป็นแถว ๆ กินข้าวแล้วหรือยัง หนังสือเอ่ย ยังไม่ทันจะคิดอะไรต่อไปความรู้สึกที่มีรู้เท่าทันก็พลันเกิดขึ้นภายในใจตัวเอง ครั้นนำเอาข้อความที่ถูกลิขิตไว้ “การบริหารคน” มาคิดวิเคราะห์เพื่อค้นหาความจริงอีกครั้งหนึ่ง ในที่สุดความรู้สึกดังกล่าวที่มันฝังรากลงลึกอยู่ในจิตใจตนเองก็พลันปรากฏออกมาเป็นบทบาทซึ่งเป็นสื่อภาษาที่สานถึงความรู้ความเข้าใจให้รู้สึกว่า “เอ๊ะ” ทำไมคนเหล่านี้ถึงได้มีจิตใจทารุณโหดร้ายจนกระทั่งควรจะถูกปรามาสว่าเป็นคนบาปหนา บางคนกล่าวอ้างด้วยความรู้สึกสงสัยว่าเหตุใดฉันถึงได้สะดุดคิดอย่างรุนแรงเช่นนี้ ?
ความจริงแล้วถ้าจะถามใจฉันก็คงจะตอบว่า ฉันไม่ได้รุนแรงอะไรเลย แต่มันน่าจะเป็นความจริงที่คิดได้เองมากกว่า
เหตุกระนั้นหรือ ฉันรู้นะว่าเธอกำลังจะถามอะไร ถ้าจะให้เดาใจก็คงต้องพูดอย่างเต็มปากว่า ฉันพูดความจริงเพราะว่า ข้อความที่กล่าวว่าการบริหารคนนั้น
ทุกสิ่งทุกอย่างที่ปรากกอยู่ในโลกแห่งความจริงธรรมชาติได้ให้สิ่งที่เป็นองค์ประกอบแก่ชีวิต รวมทั้งสิ่งทั้งหลายทั้งมวลที่มีภาพเป็นองค์รวมอย่างครบถ้วนเอาไว้แล้ว ถ้ามันอยู่ที่อยู่ร่วมกันในโลกนี้ไม่คิดอุตริที่จะหล่อหลอมเพื่อนมนุษย์ซึ่งอยู่ร่วมโลกกันกับตน ให้จำต้องตกเป็นทาสกิเลสซึ่งผู้ที่มีโอกาสเห็นบอกว่าประสงค์จะหล่อหลอมชีวิตคนอื่นเพื่อให้สอดคล้องกันกับความต้องการในการใช้ประโยชน์ของตัวเอง แม้แต่การนำเอาคำว่าบริหารและจัดการมากล่าวอ้าง โดยที่ไม่รู้ว่าขณะนั้นตนกำลังพูดอะไรออกไป ซึ่งมีผลเปิดเผยความลับที่แฝงอยู่ในรากฐานจิตใจตัวเอง ซึ่งคนอื่นที่เค้ารู้เท่าทันย่อมมีโอกาสรู้ความลับดังกล่าวที่ถูกเปิดเผยได้มาอย่างไม่ยาก
ความจริงแล้วเมื่อพูดถึงการบริหารและจัดการชีวิตของมนุษย์ทุกคนแล้ว มันมีทุกสิ่งทุกอย่างอยู่กับตัวเองที่ครบถ้วนแล้วจากการที่ธรรมชาติได้จัดเอาไว้ให้ ไม่เห็นจะต้องให้ใครอื่นมาจัดการเพื่อให้เป็นไปตามกิเลสของตนโดยที่หวังผลประโยชน์ตอบสนองแก่คนที่มีใจบาปหยาบช้า
อนึ่ง ถ้ารู้เท่าทันก็ควรจะรู้ความจริงได้ว่า ใครก็ตามที่เอาชีวิตเพื่อนมนุษย์มาบริหารและจัดการนั้น ก็เปรียบเสมือนนำเอาสิ่งซึ่งทุกคนหวงแหนมาทำลายเพื่อหวังผลตอบสนองแก่ความต้องการของตัวเอง ซึ่งคำอธิบายเช่นนี้มันสะใจแล้วรึยัง ยิ่งความไม่บริสุทธิ์ใจมันสะท้อนออกมาให้เห็นภาพที่เรียกกันว่า พูดภาษาไทยคำหนึ่งพูดภาษาฝรั่งคำหนึ่งจนกระทั่งไม่รู้ว่าตัวเองจะเป็นคนชาติไหนภาษาไหนกันแน่ แค่นี้ก็สับสนมาพอแล้ว ฉันไม่อยากจะพูดอะไรต่อไปอีกให้มันมากหมอมากความ ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงตัวเองก็เกิดความรู้สึกที่สับสนจนกระทั่งไม่รู้ว่าจะเอาอย่างไงกันแน่
ฉันนึกถึงเรื่องราวของการศึกษาที่มนุษย์ผู้ใจร้ายนำเอาชีวิตเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเองมาเชือดเชือนเนื้อหนังมังสาเพื่อหวังหล่อหลอมให้มีรูปร่างลักษณะ กระทั่งรูปร่างความคิดที่ควรจะเป็นธรรมชาติ จำต้องเปลี่ยนมาเป็นทาสรับใช้ตัวเอง ไม่เช่นนั้นแล้วคงไม่นำเอาชีวิตคนเอาเชือดเชือนโดยใช้คำว่า“จัดการ”เพื่อหวังให้มีรูปร่างลักษณะเป็นทาสรับใช้ความต้องการของตน ถ้าจะว่าทำไปเพราะความไม่รู้ ฉันก็ยังสงสัยอีกว่ามันเป็นความไม่รู้จริงหรือ หรือว่าเอามาใช้เป็นเกาะกำบังความโลภโมโทสัน ความคิดชั่วทำชั่วของตัวเองเพื่อหวังให้ตนเองเป็นนายขึ้นไปขี่คออยู่บนชีวิตคนอื่นได้อย่างอิสระ
ถ้าฉันจะพูดต่อไปอีกว่ามนุษย์ในโลกนี้ส่วนใหญ่มีความหยาบช้าสามัญมันก็ไม่น่าจะผิด
ฉันถึงนึกชีวิตพระพุทธองค์กับองค์คุลีมาร หลังจากองค์คุลีมารได้วิ่งตามหลังพระพุทธองค์แล้วร้องตะโดกนเพื่อหวังทำร้ายแล้วตัดนิ้วเอามาร้อยเป็นพวงให้ครบ 1,000 นิ้ว ซึ่งพระพุทธองค์ได้รับสั่งออกไปว่า“เราหยุดแล้วแต่ท่านซิยังไม่หยุด ในที่สุดองค์คุลีมารได้เสด็จจึงลดละการทำบาปแล้วเปลี่ยนมาเป็นการสร้างสมบุญบารมีซึ่งมีเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ” นี่แหละเธอที่รักของฉัน สิ่งที่กล่าวมาเทื่อสักครู่นี้มันมีเรื่องน่าคิด ถ้าเธอมองไม่เห็นโอกาสอย่างที่ฉันพูดเอาไว้ ก็อย่าเป็นคนอีกต่อไปเลย
อนึ่ง เรื่องที่กล่าวมาแล้วทั้งหมดนั้นทำให้ฉันรำลึกถึงข้อความในจดหมายซึ่งท่านเจ้าคุณกรมคุนาพร หรืออีกนัยหนึ่งเป็นชื่อที่คนนิยมเรียวยกกันว่า”ท่านเจ้าคุณธรรมปรีดก ได้เขียนจดหมายมาถึงฉันโดยฝากคิดว่า”ท่านอาจารย์ เพราะในแวดวงการจัดการศึกษานั้น ยั่วยุให้คนแข่งขันกัน ในที่สุดสังคมมันจำต้องแหกเหลวอย่างไม่เป็นชิ้นดี
ความจริงแล้วฉันเองก็เคยพูดย้ำแล้วย้ำอีกว่า”ความจนความรวยมันไม่ความในโลกแห่งความจริง”เธอรู้ไหมว่าคำพูดดังกล่าวมันหมายถึงอะไร
ถ้าจะให้ฉันตอบก็ขออธิบายฝากเอาไว้ด้วยว่า สัจธรรมของชีวิตมนุษย์รั้นควรจะมีความภูมิใจในตนเองอย่างเด่นชัดอยู่เสมอ ลองได้คิดว่าตัวเองจนก็คงต้องมีความโลภที่จะอยากรวย “ ถ้าคิดว่าตัวเองรวยแล้ว ธรรมชาติของมนุษย์อีกเช่นกันที่ไม่รู้จักพอแม้แต่รวยแล้วก็ยังคิดกอบโกยเอาสิ่งต่าง ๆเอาไว้เป็นของตนโดยที่หยุดไม่ได้ อย่างที่โบราณเค้าพูดกันว่าขึ้นขี่หลังเสือนั้นง่าย แต่ลงจากหลังเสือนั้นซิยากย่าง”
ทำไมละแม้ฉันจะมีเงินไม่กี่บาทกี่สตางค์ถ้าใครคิดว่าฉันจนมันก็ไม่จริง เนื่องจากบุคคลนี้มีความภูมิใจในตนเองในการที่สิ่งต่าง ๆ ซึ่งตนหามาได้ในชีวิตประจำวัน แม้มันจะมากจะน้อยแค่ไหนก็ไม่สำคัญ ฉันไม่รุ้สึกเดือนร้อนและอีกด้านหนึ่งฉันก็ไม่รู้สึกลืมตัวอีกด้วย
นอกจากนั้นมันเป็นเพราะด้วยฉันเองไม่มีปมด้อยอยู่ในหัวใจแม้แต่ใครจะคิดดูถูกหรือจะคิดยกย่องสรรเสริญฉันก็ไม่สนใจ เช่นที่เคยที่คนเห็นความจริงแล้วว่า ระหว่างที่ฉันดำรงตำแหน่งอธิการบดีบริหารมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ฉันสวมเสื้อครุยปริญญาตรียืนอยู่กลางคนสวมเสื้อครุยปริญญาเอกได้อย่างสง่างาม โดยไม่สะทกสะท้านว่าใครจะมองฉันอย่างดูถูกดูฉัน ไม่เห็นว่าจะสนใจกับสิ่งเหล่านั้นให้มันสูญเสียคุณค่าที่มันอยู่ในจิตใจตนเอง นั่นแหละเธอที่รักของฉัน เธอควรจะนำเอาสิ่งที่ฉันพูดเอาแล้วทั้งหมดจะคบคิดค้นหาความจริงให้มันได้ซิเถอะ
แล้วเธอจะอยู่อย่างมีความสุขได้ไม่ยาก
๒๘ มีนาคม ๒๕๕๒
เหตุใดฉันจึงไม่ยอมไปเรียนต่อเพื่อเอาปริญญาเอกจากเมืองฝรั่ง
ระพี สาคริก
....................................................................................................
ค่าของคนมิได้อยู่ที่สิ่งใดสิ่งหนึ่งโดยเฉพาะ แต่อยู่ที่ การกระทำตนให้มีคุณค่าต่อตนเอง สังคม ชาติ บ้านเมือง และโลกใบนี้ จริง ๆ ครับ