ไฟฟ้ากับข้อเท็จจริงที่ผู้รับผิดชอบโง่หรือแกล้งโง่

ทางออกการสนองความจำเป็นต่อความต้องการใช้ไฟฟ้า

ไฟฟ้ากับข้อเท็จจริงที่ผู้รับผิดชอบโง่หรือแกล้งโง่

            วันนี้วันที่ 2 มกราคม  2555  สวัสดีปีใหม่เพื่อนผู้เขึยนและผู้อ่านทุกท่าน วันนี้พอมีเวลาอยู่นิด มีหลายเรื่องเหมือนกันที่อยากจะบอก ความคิดมากมายพลางพลูขึ้นในหลายวันที่ผ่่านมา โดยเฉพาะ เวลาที่นอนอยู่บนเตียงขณะทำกายภาพบำบัดหรือหลักการแพทย์สมัยใหม่เรียกกันว่า เวชศาสตร์ฟื้นฟู(ใช่หรือเปล่าก็ไม่รู้ ทึกทักเอา) 1 ปีที่จะผ่านไป(ตอนนั้น) พบว่า 1. คนไทยขาดสติ  ขาดปัญญา ใช้อารมณ์ความรู้สึกมากกว่าเหตุผล

2.คนไทยขาดวินัย  ไม่เตารพกติกาของสังคม ไม่ว่าโดยกฏหมายหรือด้วยจิตสำนึกที่เรียกว่า มโนธรรม   การะมิดกฏหมาย ยกตัวอย่างกฏจารจร  ปากฏทั่วทุกถนนหนทาง การใช้มอบกดดันกระบวนการทำงานขององค์กรต่างๆ  มีให้เห็นตลอดเวลา  เหล่านี้เป็นต้น

        เมื่อใหร่หนอ  คนไทยถึงจะก้าวทันกับคำว่า ประเทศพัฒนา  เราเติบโตแต่เพียงวัตถุ สิ่งก่อสร้าง  แต่จิตใจมิได้เติบโตเอาเลย พระท่านบอก  ความเจริญทางวัตถุยิ่งมากเท่าใหร่  ศิลธรรมก็ยิ่งเสื่อมลงมากเท่านั้น  ในลักษณะตรงกันข้าม

     เข้าเรื่องสักทีตามหัวข้อที่ตั้งใว้ ว่าไฟฟ้ากับข้อเท็จจริงที่ผู้รับผิดชอบโง่หรือแกล้งโง่  สืบเนื่องจากเมื่อวันที่  16  ธันวาคม  2554 ที่ผ่านมา บรรดาผู้บริหารทางการศึกษาในจังหวัดนครศรีธรรมราช  ต้องตอบสนองนโยบายจากเบื้องบนตั้งหลายระดับหนอ ให้เข้ารับฟังเกี่ยวกับหัวข้อพลังงานไฟฟ้า ซึ่งจัดโดย กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงวิทย์ กระทรวงพลังงาน อะไรนั้นแหละ  จับประเด็นวันนั้น โดยรวมวันนั้นไม่ได้อะไรเลย  เพราะอะไรหรือ  1.ผู้บรรยายบางคน พูดไม่เข้าท่า คนแรกพูดเข้าทำนอง ไล่ผู้ฟัง ข้าเก่งแต่ผู้เดียว  ต้องอย่าลืมว่า ผู้บริหารโรงเรียนมากมายจบปริญญาโท บางคนก็จบปริญญาเอกหรือกังลังเรียนปริญญาเอกก็มี  ตรงนี้อันตราย คนบรรยายคนนี้ พูดไม่กี่นาที  ผู้บริหารลุกขึ้นกลับโรงเรียนไปเกือยครึ่ง  น่าสงสารคนที่ต้องพูดต่กหลัง  แล้วพวกเราหลายๆคน ที่ไม่ลุกจากที่นั่งมิใช่ เรื่องน่าฟังนะ  แต่เกรงใจ  2.วัตถุประสงค์การบรรยายไม่ชัดเจน  ไม่รู้ว่ามาทำfocus group หรืออะไร   แต่ผู้เขียนสันนิฐานเอาเองนะ(ไม่รู้ถูกหรือเปล่า)ว่ากระทรวงพลังงานยามยามทำfocus group กับครู  หวังจะหาทางออกกับการจัดหาแหล่งหลังงาน เพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าของคนไทยที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ฟังดูก็คือ ให้ครูช่วยปลูกฝังความตระหนักให้ประหยัดการใช้ไฟฟ้าให้เกิดแก่เด็กนักเรียน  แลัวก็สอดแรกประเด็นการจัดการแล่งพลังงานหลากหลายรูปแบบ  โดยยกข้อมูลต่างประเทศหลายๆประเทศมาประกอบ

        ผู้เขียนจับประเด็นการฟังตั้งแต่ต้นจนจบ สรุปเป็นข้อๆได้อย่างนี้

1.วิสัยทัศน์ของกระทรงพลังงานคือ มีไฟฟ้าให้บริการคนไทยอย่างเพียงพอ  Output คือต้องการโรงไฟฟ้าอะไรสักแบบ

ประเด็นก็คือ  ใช่ทุกคนต้องการไฟฟ้า จะด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่  ไม่มีปฏเสธ  จะบอกอย่างนี้ว่าทั้งvision ก็ใช่ outputก็ใช่  แต่การดำเนินการช่วงที่เป็นProcess  ไม่เครียร์เลย  เพราะอะไรหรือ  เพราะในกระบวนการทำงานเพื่อสร้างความชอบธรรม"คุณขาด"เงื่อนไข ซึ่งอาจมากกว่า 2 ตัว คือ ความโปร่งใส่และการมีส่วนร่วม  2 เงื่อนไขนี้แหละที่ถูกประชาชนต่อต้าน  เพราะเมื่อขาดความโปร่งใส  เขาก็ไม่เชื่อใจ  ก็เท่านั้น  เมื่อขาดการมีส่วนร่วมที่แท้จริง  ก็ขาดความเป็นเจ้าของ  ใช่หรือไม่  มันก็เท่านั้น  ในกระบวนการดำเนินงานเพื่อสร้างความเห็นชอบชอบธรรมในขณะที่ยังไม่ลงเมื่อสร้าง  เราไม่เชื่อเรื่องความสะอาด โดยเฉพาะข้าราชการ"การเมือง"และผู้ใหญ่ระดับกระรวงที่มีอำนาจอนุมัติงบประมาณ  ตรงนนี้คือความล้มเหลวโดยสิ้นเชิง   ผู้เขียนขออนุญาต ท่าน รศ.ดร.สุพักตร์  พิบูล(นะ)  ที่พูดบรรยายหลายที่ (เฉพาะในนครศรีธรรมราช มากกว่า 2 ครั้ง)ที่ว่า เงินภาษีของเราทุก 100 บาท  หายเข้าไปในกระเป๋าใครก็ไม่รู้  เกือบ  70  บาท  แล้วเราจะใช่ใจในกระยวนการดำเนินงานเพื่อให้มาด้วยซึ่งโรงไฟฟ้า  เราจะเชื่อได้อย่างไรว่าทุกบาทของงบประมาณซึ่งเป็นเงินภาษีของเรา ถูกใช้อย่าง ใช้อย่างถึงวัตถุประสงค์จริง  เราขะเชื่อได้อย่างไรว่า โรงไฟฟ้าที่สร้างเสร็จแล้วจะได้มาตรฐานความปลอดภัย100% ขณะประเทศญี่ปุ่น  ยังมีปัญหาเลย  เราจะเอาชีวิตของเราไปฝากไว้ที่คนจำนวนหนึ่งและโรงไฟฟ้าโรงหนึ่ง 

        สรุป  ต้องทำตรงนี้(เงื่อนไข)ให้คนไทยเครียร์ก่อน  โดยอาจต้องใช้เวลามากกว่า5 ปีในการทำความเข้าใจและสร้างการมีส่วนร่วมที่แท้จริง  ผู้เขียนยังเชื่อมั่นว่า เราสามารถไปให้ถึงvisionและoutput นั้นได้ร่วมกัน 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน การจัดการนวัตกรรมและสารสนเทศ



ความเห็น (1)

เขียนเมื่อ 

...ไฟฟ้า..ใช้กันแค่จำเป็น..คง..ไม่ต้อง..สร้าง..โรงงาน..ไฟฟ้านิวเคลียร์.กันหลอกนะ(กลัวผี..อ้ะ)..ช่วยกันดูแล..ท่านๆที่มี"ความคิด"นี้..อย่าให้ห่างสายตา..ชีเดียวเจียวแหละ..เพราะ "พูด"ก็คงไม่ได้เรื่อง..รู้ๆกันอยู่ อ้ะๆๆ...