หลายคนคงเคยได้ยินคำว่า “นักเรียนตั้งใจฟังครู” มาจนชินหูตลอดชีวิตของความเป็นนักเรียน แต่เมื่อ คุณครูนัท – นันทกานต์ มาเป็นครูสอนหน่วยวิชาภูมิปัญญาภาษาไทย ชั้น ๖ ก็พบว่าตัวเองจับประเด็นคำตอบนักเรียนไม่ได้ คือ ฟังนักเรียนตอบแล้วไม่รู้แน่ชัดว่านักเรียนแต่ละคนต้องการจะสื่อความว่าอย่างไร
หลังจากที่ได้ลองใช้กระบวนการ Open Approach มาได้ระยะหนึ่ง คุณครูนัทได้ลองใช้วิธีทายใจนักเรียนแล้วเขียนคำตอบของนักเรียนตามที่ตัวเองเข้าใจ ซึ่งบ่อยครั้งไม่ตรงกับที่นักเรียนต้องการจะสื่อสาร คุณครูนัทพยายามแก้ปัญหานี้มาหลายวิธีแต่ก็ยังไม่สำเร็จ จนวันหนึ่งก็ตั้งใจกับตัวเองว่าต่อจากนี้ไป “จะตั้งใจฟังนักเรียน”
คุณครูนัทได้พบว่า “ครูต้องให้ให้นักเรียนพูดออกมาทั้งหมด โดยไม่ขัดจังหวะ และเมื่อจะเขียนความคิดของนักเรียนสรุปขึ้นกระดานก็จะเขียนเฉพาะสิ่งที่นักเรียนบอกเท่านั้น โดยไม่ใส่ความคิดของครูลงไป และหากครูยังเขียนสื่อสารได้ไม่ชัดเจน สื่อสารไม่ชัดเจน เจ้าของคำตอบหรือเพื่อนนักเรียนคนอื่นก็จะช่วยปรับแก้กันจนเป็นข้อความที่สื่อสารได้ตรงใจเจ้าของ และข้อความนั้นก็ตรงกับคำตอบที่ครูหมายไว้ในใจด้วย โดยที่ครูไม่ต้องบอกเลย”
เมื่อครูเริ่ม“ฟังเป็น” ก็เกิดผลกับชั้นเรียนคือ นักเรียนจะช่วยกันเรียบเรียงภาษาให้สื่อสารได้ดีขึ้น ทำให้ครูได้เห็นพัฒนาการทางภาษาของนักเรียนอย่างชัดเจน และเมื่อต้องตอบคำถาม นักเรียนจะเรียบเรียงคำพูดได้ดีขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งมีผลทำให้นักเรียนหลายคนที่ไม่เคยพูดแสดงความคิดเห็น หรือไม่ค่อยตอบคำถามเข้ามามีส่วนร่วมในชั้นเรียนมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะ “เมื่อครูพูดน้อย ฟังเป็น นักเรียนก็พูดเป็น ฟังเป็นมากขึ้น”