สี่สิบเก้าวัน...ทบทวนและตรวจสอบ         

 จากวันนั้นถึงวันนี้  สี่สิบเก้าวันพอดิบพอดี งานเลี้ยง... เลิกแล้ว  โรงละคร...ปิดม่าน คงเหลือไว้ก็เพียงความทรงจำ

         แต่มีสิ่งใดบ้างเป็นแก่นสาร สาระให้ยึดถือ จับต้อง ครอบครอง... แท้จริง ไม่อาจคว้าอะไรได้สักอย่าง  มีอะไรบ้างที่เป็นของเราอย่างจริงแท้...   ความสุขและความทุกข์ผ่านมาเพียงชั่วครู่ แล้วผ่านไป  บทเพลงปลงสังขารที่ดังแว่วอยู่ในหูช่วยตอกย้ำ “มนุษย์เราเอ๋ย... อย่าหลงนักเลยไม่มีแก่นสาร”

         งานบริหารก็เช่นกัน ผู้บริหารโดยส่วนใหญ่ วันทั้งวันหมดไปกับภารกิจมากมาย  ตก“กลางคืน”เป็น “ควัน”  ล่วงเข้า “กลางวัน” ก็เป็น “ไฟ”  กลางคืนมีไว้เพื่อการคิดและวางแผน ส่วนกลางวัน ทำงานราวไฟโหม  แต่ก็ดูเหมือนว่าไม่ค่อยได้ทำอะไร  การขับเคลื่อนและการประสานงานเป็นบทบาทหลักที่หลายคนมองไม่เห็น แม้ตัวผู้บริหารเองก็อาจรู้สึกเหมือนไม่มีงาน ไม่เห็นรูปธรรม ไม่เห็นสิ่งใดเป็นแก่นสาร

          การเป็นนักวิชาการและงานสอนหนังสือก็ไม่แตกต่าง  ความรู้หรือสิ่งที่คิดว่ารู้เมื่อวันก่อน  มาถึงวันหนึ่งมันก็เปลี่ยน  ความรู้ ไม่ใช่แก่นสารสาระที่จะจับต้องยึดถือ การแสวงหาความรู้ให้ได้ ให้เป็นต่างหากคือหัวใจ และที่สำคัญในตัวของ “ความรู้” เองนั้น  ยิ่งถ้าสอนไปโดยไม่กำกับด้วยคุณธรรมแล้ว สังคมก็ยิ่งวินาศ

         คนทำงานด้านสื่อก็เหมือนกัน  ถ้าถูกครอบงำด้วยอวิชชา ดวงตาเต็มไปด้วยธุลีและไฝฝ้า ก็จะยิ่ง “หลง” และติดยึดกับมายา ทั้งยังพากันมอมเมาให้คนอื่นลุ่มหลงด้วย  ละครหลังข่าวยิ่งเน่าสนิท อ้างว่าเพราะขายได้ คนดูชอบ แต่ถ้าคนวงการสื่อไม่ช่วยกันยกระดับศิลปวัฒนธรรมให้สูงขึ้น ศิลปะในบ้านเราก็คงไม่ใช่ศาสตร์ที่พาให้มนุษย์เข้าถึง “ความดี ความงาม และความจริง” 

         “ชีวิตที่ดี คือ ชีวิตที่มีการตรวจสอบ” นึกถึงคำของโสเกรตีส ปราชญ์ในยุคกรีกโบราณผู้วางรากฐานตั้งคำถามกับความรู้และความดี 

         สี่สิบเก้าวันผ่านแล้ว จึงเป็นโอกาสแห่งการทบทวนตรวจสอบตัวเองทั้งสามสถานภาพ ไม่ว่าจะเป็นการเป็นผู้บริหาร  นักวิชาการ หรือคนทำงานด้านสื่อ  มีสิ่งใดบ้างที่ดี  สิ่งใดบ้างที่ยังต้องปรับเปลี่ยนแก้ไข ปีหน้าฟ้าใหม่ต้องพานพบกับภัยพิบัติเช่นนี้อีก จักได้เตรียมการณ์ เตรียมปรับรับมือให้ทันและให้ดียิ่งๆ ขึ้น  สิ่งหนึ่งที่สรุปได้แน่ชัด ความสำเร็จครั้งนี้เพรา “กัลยาณมิตร” เป็นใหญ่  อันหมายความว่า ทั้งผู้บังคับบัญชา เพื่อนร่วมงานและผู้ใต้บังคับบัญชา ตลอดจนเครือข่ายภายในภายนอก  ต่างเกื้อกูลกันและร่วมผลักดันขับเคลื่อน

         แต่สิ่งหนึ่งที่หล่อเลี้ยงหัวใจและเชื่อมร้อย...รอยต่อ... รอยร้าวที่อาจเกิดขึ้นบ้าง บางครั้งบางคราว กับบางคน บางงาน คือ  ความเมตตาและธรรมโอสถจากพระคุณเจ้าหลายรูป หลายกาลเทศะ   อาจไม่ใช่ด้วยการสอนสั่งทางวาจา  หากเกิดจากการรับรู้ด้วยใจ ได้เรียนรู้ดูเห็นเป็นแบบอย่าง  

         ทั้งพระเดชพระคุณจากมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, พระคุณเจ้าจากเกาะลันตา, พระนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย, สมณะจากปฐมอโศกและพระอาสาสมัคร อีกหลายรูป

         เขียนถึงตอนนี้ จึงอยากเล่าเรื่องความเมตตาของพระวิปัสสนาจารย์รูปหนึ่งที่เราเคารพ  วันนั้นกลับมาจากงานศพด้วยกัน ก็ค่อนข้างดึกแล้ว นิมนต์ท่านแวะเยี่ยมศูนย์พักพิง ท่านไม่ขัด ทั้งๆ ที่ทราบว่ากว่าจะกลับถึงวัดก็คงจะดึกมาก  ด้วยระยะทางที่ห่างไกลเป็นทุนเดิม ประกอบกับการต้องเลี่ยงเส้นทางปกติที่จมน้ำ   ดังนั้นเมื่อเยี่ยมเยียนและให้กำลังใจด้วยธรรมะแก่ญาติโยมกลุ่มใหญ่เป็นที่เรียบร้อย  ท่านจึงเดินกลับมาหย่อนกายลงบนเก้าอี้ ตรงที่เรานั่งพับเพียบรอ ... เอ่ยลาและเตรียมตัวเดินทาง    

         หากก็ต้องชะงัก อาจารย์และผู้พักพิงสี่ห้าคนคลานตุบตับเข้ามาใกล้ เคยได้ยินแต่กิตติศัพท์ วันนี้เป็นโอกาสดีที่ได้กราบ  หนึ่งในจำนวนนั้นรีบพนมมือเอ่ยถาม กรรมอะไรหนอ จึงต้องชดใช้ด้วยความทุกข์ดังที่เป็น   “แล้วผู้หญิงคนหนึ่งที่คอยตามนั้นเป็นใครเจ้าคะ  ...มีคนว่า คือน้องสาว”

         คราวนี้ทุกคนหันรีหันขวางไม่เห็นใครอีกคนที่พูดถึง 

         ท่านนิ่งพินิจเพียงครู่ แล้วบอกให้สวดมนต์ กรรมฐานและแผ่เมตตาให้เขาไป ทำบ่อยๆ ทำต่อเนื่อง  โดยเฉพาะการสวดบทกรณียเมตตสูตร  “เป็นแม่ของเราในอดีตชาติ เคยดื้อดึงกับเขาไว้มาก  แม้ในชาตินี้  ก็ยังไม่เปลี่ยนนิสัยความหัวรั้น”   ตอบอย่างประหยัดถ้อยคำ ด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนและเนิบช้า  แล้วอีกหลายคำถามและเรื่องราวของอีกหลายคนก็พรั่งพรู  คืนนั้นกว่าที่ท่านจะปลีกตัวกลับวัดได้จึงดึกโข 

         นึกถึงเรื่องของ “เหล่าม๊า” หญิงชราชาวจีนผู้หนึ่งที่ท่านก็เมตตาช่วยไว้เมื่อหลายปีก่อน ทั้งๆ ที่ไม่รู้จัก เหล่าม๊านอนหมดสติ ไม่ไหวติง มีลมหายใจ แต่ไม่ตื่นมารับรู้ใดๆ  ลูกๆ หลานๆ วิ่งหาหนทางช่วยเหลือเยียวยามาเป็นเวลาหนึ่งเดือนเต็ม   ได้ยินได้ฟังเรื่องราวของพระภิกษุรูปนี้ พวกเขาจึงดั้นด้นมากราบขอร้องให้ช่วย  พระหนุ่มสายวัดป่าใช้เวลาอยู่ในสมาธิหนึ่งชั่วโมงเต็ม เช้าวันรุ่งขึ้นคนส่งข่าวเหล่าม๊าฟื้นแล้ว   พูดว่า “มีพระ..พระช่วย”    จากนั้นจึงเล่าให้ฟังไปอยู่ที่ไหน ทำอะไร เล่าได้เป็นฉากเป็นตอน ครั้นสามชั่วโมงผ่านไป เรื่องราวเหล่านั้นก็จำไม่ได้เสียแล้ว  

         ~ ทบทวนเรื่องราวต่างๆ  ทุกๆ ครั้งที่ฉันตื่นนอน ~  เราบอกกับตัวเองว่า โชคดีนักที่ได้เกิดมาใต้ร่มเงาแห่งพระพุทธศาสนา  โชคดีที่ชีวิตส่วนตัวและชีวิตการทำงานมีกัลยาณมิตรอยู่รอบข้าง ทั้งคฤหัสถ์และพระภิกษุหลายรูป/คน ... เป็นแบบอย่างให้เห็น  ให้เดินตาม   ความหยาบหนาของกิเลสและอวิชชาค่อยๆ ถูกขัดเกลาและขูดลอก   สิ่งต่างๆ ที่เข้ามากระทบนั้น ... เห็นก็สักแต่เพียงว่าเห็น ได้ยินก็สักแต่เพียงว่าได้ยิน  กระทบตา กระทบหู แต่ไม่ “กระแทก” ใจ  

         เพราะเรารู้ชัดว่า... เรามาทำอะไร และจะไปไหน ...