“นางฟ้า” กับ “สายชล” 

 ในขณะที่ละครเรื่อง เกมร้าย เกมรัก กำลังออนแอร์อยู่นั้น เป็นช่วงที่เรากำลังฝ่าวิกฤติน้ำท่วมพอดี ช่างพอเหมาะพอเจาะอะไรเช่นนี้

         “สายชล” มาพร้อมกันทั้งในจอและนอกจอ และเมื่อมีสายชลก็มี “นางฟ้า” 

         นางฟ้าในเกมร้าย เกมรัก เป็นคนดี.. ดี๊ดี.. ดีแสนดี แถม สวย ใส เซอร์ ตามแบบ “พิมพ์นิยม” ของนางเอกในนิยายไทย  แต่นางฟ้าที่เราเห็น “ตัวเป็นๆ” นอกจอ ... นางฟ้าบนดินที่มากับน้ำท่วม อาจจะไม่สวย ใส แต่ “หัวใจ” เธองามนัก

         เราเห็นนางฟ้าตัวน้อย ทั้งเทพธิดาและเทพบุตรมากมายในศูนย์พักพิง พวกเขามาช่วยกันทำกับข้าว  ตักอาหารแจกเด็ก  ป้อนข้าวผู้ป่วย  พยุงลุกพยุงนั่งผู้เฒ่า ขนทราย กั้นเขื่อน จัดถุงยังชีพ ฯลฯ  

         ... ในวันที่ร้อนจัดวันหนึ่งก่อนที่น้ำจะท่วมนครปฐม เราปั่นจักรยานคู่ใจฝ่าเปลวแดดไปที่ชายแดนริมขอบรั้วมหาวิทยาลัย   เห็นคนงานหญิงชายกลุ่มหนึ่งนั่งตักทรายใส่กระสอบ มีเพียงร่มสนามคันเล็กปักไว้กลางเนินทรายเพียงแค่คุ้มร้อน คุ้มฝน กรำทั้งแดด กร้านทั้งลม อาศัยว่าทำงานหนักมาตลอดจึงดูคล้ายจะไม่รู้ร้อน  รู้หนาว  มือหลายมือช่วยกันขมีขมัน  ปากก็ส่งเสียงรำพันบอกสงสาร ดูข่าวในโทรทัศน์หลายคนหมดตัวไปกับน้ำ หมดกระทั่งอาชีพและเครื่องมือทำมาหากิน พลางสาปแช่งขโมย และพ่อค้าแม่ขายที่คอยฉกฉวยโอกาส เปลี่ยนวิกฤติของคนอื่น ให้เป็นโอกาสของตนเอง  

         กระสอบทรายนับร้อยลูกในวันนั้นได้ถูกส่งไปยังพื้นที่ที่มีความสุ่มเสี่ยงและล่อแหลม เราไม่ได้ถามหรอกว่ามันไปอยู่ที่ไหน  แต่ใครจะรู้บ้างว่า.. มันมาจากหยาดเหงื่อและคราบไคลของนางฟ้ากลุ่มนี้  ร่างกายของพวกเขาและเธออาจจะดูไม่รู้ร้อนรู้หนาว แต่หัวใจสิบางเบาและพลิ้วไหว ... ช่วยกันได้ ก็แต่แรงกายเท่านี้ ..

         ... ในช่วงที่รัฐบาลประกาศหยุดราชการ 3-4 วัน คือวันที่        ตุลาคม เป็นช่วงที่ศูนย์พักพิงของเราเริ่มมีผู้เข้ามาพักบ้างแล้ว ทั้งยังเป็นช่วงที่ต้องเตรียมความพร้อมในหลายๆ ด้าน   ถังสังฆทานและกล่องยาสามัญประจำบ้านที่ได้รับมาจากพระคุณเจ้ายังรอการจัดการ   ไหนจะข้าวสาร อาหารแห้งที่จะต้องบรรจุไว้ในถุงยังชีพ  ...ทีมงานของเรา แค่สบตากันก็รู้แล้วว่า ... วันเวลาเหล่านี้ คือชั่วโมงทำงาน ... คล้ายกับนาทีทองของชีวิตที่ต้องแข่งกับเวลาและวารี    บางคนลูกเล็ก บางคน “ข้าวยังใหม่ ปลายังมัน” หลายคนมีภาระทางบ้าน  แต่ต่างก็พกเก็บเรื่องของตัวเองไว้ ...โดยมิเคยต้องบังคับหรือร้องขอ

         “รีบทำคำสั่งซะนะ จะได้เบิกเบี้ยเลี้ยงให้” เราบอกคนใกล้ชิด อย่างน้อยก็ได้ชื่อว่ามีความเห็นอกเห็นใจคนผู้น้อย (“นางยักษ์” อาจดูเป็น “นางฟ้า” ก็คราวนี้ ^-^)   เสียงหนึ่งของพี่ใหญ่ในกลุ่มดังขึ้น   “อาจารย์ไม่ต้องเบิกให้พวกหนูหรอก หนูอยากทำ”   ทุกคนขานรับเห็นด้วย   หลังจากนั้น นานนับเดือนทีเดียวที่พวกเราต้องทิ้งชุดสวยไว้ในตู้  แล้วสวมเสื้อยืดและกางเกงขาสั้นมาทำงาน  แม้เมื่อน้ำเริ่มลดลง และต้องกลับเข้าทำงานตามปกติ  วิญญาณก็ยังไม่เข้าสิงในร่าง    ตราบจนกระทั่งศูนย์พักพิงปิดสมบูรณ์นั่นแล้ว

         ... ในวันที่ข่าวน้ำท่วมสร่างซา ผู้พักพิงเริ่มทยอยกลับ  ความคึกคักเริ่มแผ่วเบา มีเพียงผู้รับผิดชอบไม่กี่คนที่แวะเวียนและเยี่ยมกรายมา บางคนมาตามหน้าที่  บางคนมาด้วยความผูกพัน แต่เราก็ยังเห็นชายหญิงคู่นั้น  ช่วยเหลือดูแลผู้พักพิงมาตั้งแต่วันแรก ...วันแล้ววันเล่า... คืนแล้วคืนเล่า...อย่างไม่รู้เหน็ดเหนื่อยกับธุระและผลประโยชน์ของคนนั้น คนนี้  ในขณะที่งานตามภารกิจปกติก็ต้องทำ

         ไม่ใช่แค่ใช้แรงกาย แต่ด้วยแรงใจที่เข้มแข็ง อดทน อดกลั้นต่อผู้พักพิงและความกดดันที่รายล้อม   ถึงกระนั้นก็ไม่เคยมีครั้งใดที่จะพลั้งปากหลุดไปว่า “ไม่มี - ไม่ได้”  งานที่ต้องรับผิดชอบไม่เคยมีเงื่อนไขและไม่เคยมีการต่อรองใดๆ กับผู้บริหาร  เธอและเขามีความสุขกับการทำงาน.. มากมาย.. เหลือเฟือ สุขจากการให้ และสุขจากมิตรภาพที่เพิ่มพูนขึ้นตามวันเวลากับบรรดาผู้พักพิง

         นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่เราได้พบเห็น “นางฟ้า” ที่มาพร้อมกับ “สายชล” จาก “เรื่องจริงนอกจอ” พวกเขาและเธอเป็นตัวแทนของ  “ตัวจริง เสียงจริงของคนตัวเล็กๆ ที่ยิ่งใหญ่”  ซึ่งอาจจะไม่ได้มีบทบาทในฐานะผู้นำ ไม่ได้ดูโดดเด่น  แต่ก็มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าพระเอกและนางเอก   

          การทำงานด้วยหัวใจของคนตัวเล็กๆ เหล่านี้  คือ รากฐานของสามเหลี่ยมที่แข็งแรง มั่นคงขององค์กร  วันนี้นางฟ้ากับสายชล ลาจอไปแล้ว  แต่นางฟ้าของมหาวิทยาลัยยังต้องทำงานกันต่อ ...  ทองแท้เท่านั้นที่ทนทานต่อการพิสูจน์ ...