รู้จัก(สร้าง)ประเด็น ก็เป็นข่าว 

            เมื่อเรื่องเย็นๆ แบบ “น้ำ” ต้องกลายมาเป็น “ประเด็น” ร้อนๆ มันจึงมีเรื่องราวและเรื่องเล่าที่เป็น “ข่าว” ได้มากมายในศูนย์พักพิงแต่ละแห่ง 

 

         ศูนย์พักพิงมหาวิทยาลัยของเรา เป็นศูนย์หนึ่งที่ได้รับความสนใจจากสื่อทุกสื่อ ทั้งโทรทัศน์ วิทยุและหนังสือพิมพ์ ทั้งจากส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคและท้องถิ่น   เหตุสำคัญประการหนึ่งเพราะว่ามีผู้พักพิงเป็นจำนวนมาก  “มากคน ก็มากเรื่อง”   เราจึงมีแง่มุมมากมายให้ผู้สื่อข่าวได้เจาะลึกตามความถนัดและความสนใจ และยิ่งมีคนมาเยี่ยม มาบริจาคกันมาก โดยเฉพาะ “ผู้ใหญ่” หรือ “ผู้มีหน้ามีตา” สื่อก็มากันมาก...อันนี้เป็นธรรมดา ตามหลักการรายงานข่าว... และในทางกลับกัน เมื่อมีสื่อมากันมาก ก็มีผู้สนใจมาบริจาคกันมาก ยิ่งสื่อแรง... ก็ยิ่งได้รับน้ำใจท่วมท้น เห็นได้ชัดตอนที่ประชาสัมพันธ์ผ่านรายการของ  “น้องแวว- ณาตยา” ไทยพีบีเอส  เนื่องจากวันนั้น ~ ช่วงแรกๆ ของการเปิดศูนย์ ~ มีผู้พักพิงหลายคนมาขอเบิกรองเท้า แต่เราไม่มีให้ (จึงตั้งใจจะนำเงินบริจาคไปซื้อรองเท้า)  ครั้นข่าวออกไปได้ไม่ถึงหนึ่งช่วงยาม รองเท้าแตะฟองน้ำอย่างดีก็ลอยมา ไม่ใช่แค่หลักร้อย แต่เป็นพันๆ คู่

         วงจรชีวิตการทำงานของ พีอาร์หรือนักประชาสัมพันธ์ กับ นักข่าว จึงสัมพันธ์และเกื้อกูลกัน ทั้งอาจเหลื่อมซ้อนกันบ้างในบางมิติ

         หากเปรียบกับงานครัว  พีอาร์ ก็คล้ายกับแม่บ้านที่มีหน้าที่สรรหาและจัดเตรียมวัตถุดิบ พร้อมเครื่องปรุง โดยจำแนกแยกแยะทุกอย่างไว้เสร็จสรรพ  ส่วน ผู้สื่อข่าว คือ พ่อครัวที่มีหน้าที่ประกอบอาหาร ซึ่งต้องออกแบบทั้งหน้าตาและรสชาติ โดยตัดสินใจว่า จะใช้วัตถุดิบอะไรบ้าง จะใส่เครื่องปรุงตอนไหน สัดส่วนอย่างไร ปริมาณเท่าใด  และเมื่ออาหารปรุงใหม่พร้อมเสิร์ฟจานนั้นถูกส่งถึงมือผู้บริโภคแล้ว  จะเป็นที่ “โดนใจ” และ “ถูกปาก” ขนาดไหน   นั่นก็ขึ้นอยู่กับการ “รู้จักเลือก” และ “รู้จักปรุง” ของพ่อครัว

         สำหรับงานของมหาวิทยาลัยกับมหาอุทกภัยครั้งนี้    มีงานที่คนพีอาร์อย่างเราและทีมงานสาวๆต้องเข้าไปข้องเกี่ยวอยู่หลายช่วงหลายตอน  หนึ่งในงานเหล่านั้น ได้แก่ การรณรงค์รับบริจาคเงิน ข้าวสาร น้ำ อาหารสด อาหารแห้งและเครื่องอุปโภคบริโภค ผลก็คือ เราได้รับน้ำใจที่ไหลบ่ามาจากทั่วทุกสารทิศ ทั้งจากคนที่รู้จักและไม่รู้จัก ทั้งจากคนที่อยู่ในเครือข่ายและนอกเครือข่าย  

แต่ความงดงามที่มากไปกว่านั้น คือ การได้รับน้ำใจของคนในชุมชนหรือท้องถิ่นที่ประสบภัยด้วย  ซึ่งอาจดูคล้ายกับการแลกเปลี่ยนกันกลายๆ   แต่ก็ไม่ใช่เงื่อนไข  ไม่ใช่ความกดดัน เป็นเพียงการผลัดกันให้ ผลัดกันรับแบบ “ตามมี ตามได้” เช่น  อบต.บางแก้ว  ซึ่งเป็นผู้รับอาหารสำเร็จจากเราแทบทุกวัน  วันดีคืนดีก็จัดส่งชุดอลูมิเนียมขาตั้งกระทะอย่างดีมาให้ 3 ชุด เพื่อให้เราทำอาหารส่งออกได้สะดวกขึ้น/  อบต.บางภาษี, ชุมชนลานตากฟ้าจากเครือข่ายของสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.)  มารับน้ำ รับอาหารครั้งใด ก็ไม่วายต้องเอาปลา เอากุ้งติดมือมาให้ครั้งละหลายกะละมัง/  มหาวิทยาลัยศิลปากร ทับแก้ว   เพื่อนบ้านเราก็มักจะจัดส่งข้าวปลาอาหารมาให้ไม่ขาดสายในยามที่ข้าวของเหล่านั้นล้นมือ มากมายจนเกินรับ เพราะรู้ว่าเรามีครัวเพื่อส่งออก   หรือกระทั่งมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย พระเดชพระคุณอธิการบดีและรองอธิการบดี มาเยี่ยมเยียนเราที่ศูนย์พักพิงแล้ว ก็ยังนำปัจจัยมามอบให้เป็นค่าใช้จ่ายอีกด้วย

น้ำใจที่ไหลบ่ากันมามากมาย ณ ที่นี้  ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นเพราะที่นี่มีผู้ประสบภัยมาอยู่รวมกันเป็นจำนวนมาก  อีกส่วนหนึ่ง คงเป็นเพราะว่า เมื่อต้อง “บอกกล่าวเล่าสิบ” กับสื่อมวลชน ไม่ว่าจะเป็นแค่การพูดคุยนอกรอบ การแถลงข่าวหรือการให้สัมภาษณ์  เราได้พยายามแสดงให้เห็นการออกแบบและการจัดการที่ครบทุกฟังก์ชั่นของศูนย์พักพิง ไม่ว่าจะเป็น...   

“โรงพยาบาลสนาม (แห่งความเอื้ออาทร)” เพื่อรองรับคนไข้ผู้ประสบภัย โดยความร่วมมือกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครปฐมและโรงพยาบาลศูนย์นครปฐม

“บ้านพัก (แสนสุข) ของผู้สูงอายุ” สำหรับคุณย่า คุณยายที่หนีน้ำมาจากสถานสงเคราะห์คนชราเฉลิมราชกุมารี (หลวงพ่อเปิ่นอุปถัมภ์) ซึ่งตั้งอยู่ที่อำเภอนครชัยศรี

          “Nursery” และHome School” สำหรับเด็กอ่อน และเด็กเล็กๆ ที่เน้นกิจกรรมสร้างสุข (ภาวะ)  ซึ่งร่วมสร้างสรรค์โดย ศูนย์ศึกษาปฐมวัย (มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม),  เครือข่ายสร้างสุข, มูลนิธิเด็ก, แผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน สสส. และอื่นๆ อีกมากมาย แต่ที่ลืมไม่ได้ คือ ลุงใหญ่ (กิตติมศักดิ์  เพชรสด   ) ซึ่งนำอาสาสมัครต่างชาติมาเปิดคอร์สสอนภาษาอังกฤษให้กับเด็กๆ  ในลักษณะของจิตอาสา

          Home Stay” สำหรับคนทั่วไปที่พวกเขาสามารถใช้ชีวิตได้ “เสมือนจริง” เหมือนอยู่ที่บ้านของตนเอง เพียงแต่เป็นบ้านหลังใหญ่ที่ทุกคนต้องช่วยกันทำงาน ทั้งทำกิน ทำความสะอาด ปักกวาดเช็ดถู  แถมด้วยการสวดมนต์ทำวัตรเช้าเย็น 

“บ้านของลูกแมวและน้องหมา” สำหรับผู้ประสบภัยที่มีสัตว์เลี้ยงมาด้วยโดยศูนย์พักพิงได้จัดที่อยู่ให้แยกจากกันเป็นสัดส่วน

ท้ายที่สุด คือ เราบอกว่า เราเป็น “ครัวของจังหวัด” อันหมายถึง การบริการอาหารแก่ผู้พักพิงในศูนย์พักพิงของเรา ซึ่งเป็นผู้ที่อพยพมาจากพุทธมณฑล นครชัยศรี   บางเลน สามพราน รวมทั้งชายขอบของนนทบุรีและปทุมธานี  ในขณะเดียวกันก็บริการทั้งอาหารปรุงสำเร็จ  พร้อมวัตถุดิบ และเครื่องปรุงแก่ผู้ประสบภัยที่อยู่ในชุมชนรอบนอกหรือศูนย์พักพิงอื่นๆ ในจังหวัด

ฟังก์ชั่นที่หลากหลายเหล่านี้ จึงรองรับ “นโยบายและความสนใจเฉพาะ” ของสื่อแต่ละสื่อได้เป็นอย่างดี  เช่น รายการสำหรับเด็กอย่าง “ทุ่งแสงตะวัน” ของนก- นิรมล ก็เลือกที่จะมาทำรายการในช่วงที่มีการเปิดตัวหนังสือนิทานเล่มใหม่ “อีเล้งเค้งโค้ง ตอน ลุยน้ำท่วม” ของครูชีวัน วิสาสะ นักเขียน นักเล่านิทาน “ขั้นเทพ”  ในขณะที่บางรายการหรือบางสื่อ เช่น  หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ สนใจที่จะนำเสนอภาพของโรงพยาบาลสนาม ส่วนรายการบันเทิง ก็จะเกาะติดศิลปินและดาราที่มาเยี่ยมผู้พักพิง เป็นต้น 

 และที่สำคัญ ฟังก์ชั่นเหล่านี้รองรับ “ความต้องการที่แตกต่าง” ของผู้มีน้ำใจและมีจิตอาสา  เมื่อได้ยินได้ฟังข่าว คนที่รักน้องหมาอยู่เป็นทุนเดิม ก็จะเน้นการบริจาคอาหารสำหรับแมวและสุนัข   คนที่รักเด็ก (ซึ่งอาจจะไม่ใช่นางงามหรือนางสาวไทย) มักเน้นการจัดกิจกรรมกับเด็กหรือการบริจาคนม ขนม ของเล่นเสื้อผ้า ฯลฯ  ส่วนคนที่อยากทำบุญกับผู้ป่วย หรือสงเคราะห์ผู้สูงอายุ ก็สามารถเลือกได้ตามความต้องการ 

การกำหนด “ตำแหน่ง” ของศูนย์พักพิงไว้เช่นนี้ จึงเปรียบได้กับการจัดเตรียมวัตถุดิบสำหรับการประกอบอาหาร  แล้วรอให้บรรดาเหยี่ยวข่าวทั้งหลายมาเลือกและปรุงกันตามอัธยาศัย    หากยังขาดเหลืออะไร เราก็ช่วยกันเติมเต็มและแต่งแต้ม จึงจำเป็นที่นักประชาสัมพันธ์จะต้องมองเห็นประเด็นก่อน และสร้างประเด็นให้ได้