ถึงแม้บางทีเราจะมาหา Evidence-Based หลังจากที่ให้การบำบัดรักษาแล้ว แต่นั้นก็จะเป็นประโยชน์การพัฒนาองค์ความรูู้ของเราเพื่อช่วยเพิ่มทักษะในการฝึกปฏิบัติงานต่อไปในอนาคตครับ

สำหรับสัปดาห์แรกในการฟังการนำเสนอ  รวมทั้งการที่ได้นำเสนอเองนะครับทำให้ผมได้เห็นประสบการณ์การฝึกงานของเพื่อนๆแต่ละคนที่แตกต่างกันไป  ทั้งใน ลักษณะกรณีศึกษา  วิธีการรักษา  เทคนิคที่ใช้  แต่ที่ผมมองว่าเป็นสิ่งที่จำเป็นมากสำหรับพวกเราทุกคนคือ  การมี Evidence-Based มายืนยัน  เพื่อทำให้การบำบัดรักษาของเรามีประสิทธิภาพมากขึ้น  ซึ่งวันนี้เพื่อนๆก็ได้อ้างถึง  Evidence-Based  ที่ผมพอจะจำได้และน่าสนใจ  ขอยกตัวอย่างนะครับ

1. ใบตอง ในการทำกลุ่มดนตรีบำบัด  เพื่อลดการแยกตัวใน case ทางจิตเวช  ซึ่งค่อนข้างน่าสนใจมากครับ   และได้ผลจริงจากการฟังเพื่อนอธิบาย

2. เมธาวี ได้กล่าวถึงการประเมินการตัดสินใจใน case  ติดสุราเรื้อรัง  ซึ่งตัวเมธาวีเองได้ทำตามหลักการของ  Evidence-Based  จาก 4 ใน 6ข้อ ได้แก่

  • หาปัญหาที่แท้จริง
  • สร้างสัมพันธภาพระหว่างผู้บำบัดและผู้รับบริการ
  • ให้คำปรึกษาปํยหาของผู้รับบริการ
  • ให้ผู้รับบริการตอบคำถามจากเหตุการณืสมมุติที่สอดคล้องกับปัญหาขของตัวผู้รับบริการ   โดยที่ผู้บำบัดดูการตัดสินใจจากการคำตอบว่าเหมาะสมหรือไม่

3. กมลชนก  ได้กล่าวถึงการให้กิจกรรมการรักษาใน case Hydrocephalus  ที่ใช้หลักการ CIMT ร่วมกับ Rood facilitate ซึ่งเป็นเทคนิคในกรอบอ้างอิงประสาทพัฒนาการ (Neurodevelopmental FoR)  เพื่อช่วยเพิ่มความตึงตัวและความกำลังของกล้ามเนื้อ

จากที่ตัวอย่างยกมานะครับ  จะเห็นได้ว่าการที่เรามี Evidence-Based มาเป็นแนวทางในการให้บริการนั้นถือเป็นสิ่งสำคัญนะครับ  ถึงแม้บางทีเราจะมาหา  Evidence-Based  หลังจากที่ให้การบำบัดรักษาแล้ว   แต่นั้นก็จะเป็นประโยชน์การพัฒนาองค์ความรูู้ของเราเพื่อช่วยเพิ่มทักษะในการฝึกปฏิบัติงานต่อไปในอนาคตครับ

สำรับสัปดาห์ที่ 2 มี Evidence-Based  เรื่องใดที่น่าสนใจจากการฟัง presnt  ผมจะเอามาลงเพิ่มนะครับ