อีกครั้งกับการเดินเท้าที่ยาวไกล แต่ครั้งนี้เป็นการเดินที่เร่งรีบ พ่อเหรียญพาผมออกจากบ้านคำบากเวลาประมาณตีสี่ ในเส้นทางที่ผมไม่เคยไป มันเป็นทางเดินเท้าโดยแท้ เพราะทางแคบๆ ตัดผ่านทุ่งนา ป่าละเมาะ และลำธารเล็กๆ
ฝนที่ตกกลางดึกหยุดแล้ว เราเดินไปเงียบๆ มีเพียงเสียงรองเท้ากระทบน้ำฝนบนทางเดิน พ่อเหรียญเดินนำ นอกจากบนไหล่ขวาสะพายย่ามที่ตุงเล็กน้อยแล้ว ก็มีไฟฉายในมือซ้ายที่ถือส่องทางเท่านั้น ส่วนผมเดินตัวเปล่ามีเพียงผ้าขาวม้าคาดเอว
ตอนที่เราผ่านบ้านสร้างหอม ซึ่งห่างจากบ้านคำบาก 6 กิโลเมตร ขอบฟ้ายังมืด พอถึงบ้านคำเชียงเบ้าท้องฟ้าทิศตะวันออกเริ่มปรากฏแสงเงินแสงทอง พอพ้นบ้านคำเชียงเบ้า พ่อเหรียญก็ปิดไฟฉายเอาใส่ย่าม แต่เราก็ยังไม่หยุดพัก
จากบ้านคำเชียงเบ้าไปบ้านห้วยข่า พ่อเหรียญยังคงพาผมเดินลัดไปตามทุ่งนา และป่าละเมาะ เรายังคงเดินเงียบๆ ขณะที่เรากำลังผ่านป่าละเมาะริมลำธารเล็กๆ ห่างจากบ้านคำเชียงเบ้าไม่นานนัก พ่อเหรียญก็แวะไปหักกิ่งไม้ขนาดนิ้วชี้ข้างทาง ยาวประมาณ 2 ศอก ผมสงสัยกำลังจะเอ่ยปากถาม ก็เห็นพ่อเหรียญใช้ไม้นั้นตีลงไปที่พื้นทางเดิน
ปลาดุกตัวเขื่องกำลังพยายามใช้เงี่ยงทั้งสองหนีจากการถูกตี แต่ไม่พ้น ถูกตีเพียงสามครั้งก็กระตุกๆ แล้วไม่กระดุกกระดิก
พ่อเหรียญใช้ไม้ที่ตีสอดใต้เหงือกทะลุปากปลาดุกเคราะห์ร้ายตัวนั้น แล้วหิ้วเดินต่อ พร้อมกับหัวเราะโดยไม่พูดอะไรสักคำ
ประมาณเจ็ดโมงเช้า เราก็ถึงบ้านห้วยข่า พ่อเหรียญพาผมแวะบ้านเพื่อนของเขา ตอนนี้เองที่ผมได้รู้ว่าในย่ามที่พ่อเหรียญสะพายมีอะไรบ้าง มันคือ ข้าวเหนียวปั้นใหญ่ห่อด้วยใบตองแห้ง ที่คนสองคนกินอิ่มแล้วยังพอเหลือ ยังมีปลาดุกย่างตัวเขื่องอีกสองตัว และแจ่วปลาร้าอีกห่อใหญ่
"แม่เขาทำไว้ให้ ตั้งแต่ตีสาม" พ่อเหรียญบอกแล้วก็หัวเราะตามแบบฉบับ
"ผมไม่รู้เลย ตอนที่ผมตื่นก็ไม่เห็นแม่เข้าครัว แม่ขยันและดีจริงๆ นะครับ" ผมพูดด้วยความชื่นชมและซาบซึ้งใจ
หลังจากกินอิ่ม เราก็อำลาเจ้าบ้านเดินทางต่อ ส่วนปลาดุกเคราะห์ร้าย พ่อเหรียญได้มอบให้เพื่อนของเขาไป
พ่อเหรียญพาผมมาถึงที่ว่าการอำเภอบุณฑริก เมื่อประมาณเกือบสิบโมง มันเป็นการเดินด้วยเท้าที่ไกลมากและใช้เวลาน้อยที่สุดในชีวิตของผม นั่นคือ จากบ้านคำบากถึงที่ว่าการอำเภอบุณฑริก ระยะทางประมาณ 28 กิโลเมตร เราใช้เวลาเพียง 6 ชั่วโมง เท่านั้น
พ่อเหรียญนั่งรอผมอยู่ที่ศาลาหน้าอำเภอ ผมเข้าไปพบท่านศึกษาธิการอำเภอบุณฑริก โดยไม่ลืมที่จะฝากผ้าขาวม้าไว้กับพ่อเหรียญ
ผมเข้าไปในสำนักงานศึกษาธิการอำเภอบุณฑริกไม่ถึงชั่วโมงก็เดินออกมา
"ท่านศึกษาให้ผมย้ายโรงเรียน" ผมบอกพ่อเหรียญก่อนที่แกจะถาม แล้วพูดต่อว่า "ท่านให้ไปอยู่โรงเรียนบ้านโนนสูง"
พ่อเหรียญมองหน้าผม เงียบไปอึดใจ แล้วพูดว่า
"บ้านโนนสูง ก็ดี ไม่ไกลจากอำเภอนัก แล้วจะไปเมื่อไหร่"
"ท่านให้เวลา 15 วัน" ผมตอบพร้อมถอนหายใจ มันเร็วเกินไป และไม่คาดคิด อีกอย่างผมยังไม่อยากจากบ้านคำบาก
พ่อเหรียญหาซื้อของกลับบ้าน 2-3 อย่าง ก่อนเที่ยงเล็กน้อยเราก็เดินออกจากตัวอำเภอบุณฑริก เกือบบ่ายโมงเราจึงแวะกินข้าวกลางวันใต้ร่มไม้ใหญ่ข้างทาง ด้วยข้าวเหนียวไก่ย่างที่ผมซื้อจากเพิงริมถนนในตัวอำเภอ
พ่อเหรียญพาผมกลับทางเดิม คราวนี้เราเดินตามสบาย ไม่เร่งรีบเหมือนขาไป พอตะวันคล้อยต่ำ เราก็มาถึงบ้านห้วยข่า และพักค้างคืนที่เรือนของเพื่อนพ่อเหรียญ
คืนนั้น ตะวันยังหลับตาไม่มิด แต่ดวงตาของผมก็ปิดสนิทจนย่ำรุ่งของวันใหม่
สวัสดีครับ ซือเฮีย
เดินทางออกจากบ้านก่อนตะวันโผล่
(ตอนที่เราผ่านบ้านสร้างหอม ซึ่งห่างจากบ้านคำบาก 6 กิโลเมตร ขอบฟ้ายังมืด พอถึงบ้านคำเชียงเบ้าท้องฟ้าทิศตะวันออกเริ่มปรากฏแสงเงินแสงทอง พอพ้นบ้านคำเชียงเบ้า พ่อเหรียญก็ปิดไฟฉายเอาใส่ย่าม แต่เราก็ยังไม่หยุดพัก )
แสงเงินแสงทองตอนเช้า บ้านผมเขาเรียกว่า"หวันตั้งดาม" ดาดฟ้าเริก
นึกเห็น บรรยากาศเมื่อห้าสิบปีมาแล้ว ความสมบูรณ์ทางด้านอาหารมีทุกแห่ง เพียงออกไปนอกนาก็มีปลามีปูให้กิน...
อวยพรให้ซือเฮียประสบสุขโชคดี มีสุขภาพแข็งแรงในปีใหม่ 2555นี้
ด้วยคารวะ
มาส่งความสุขด้วยปฏิทินชุด "รอยยิ้มของพ่อ" ค่ะ
http://www.gotoknow.org/blogs/posts/471969
สวัสดีครับ
ซือตี๋
ไม่ถึงห้าสิบหรอก เหตุการณ์ที่ซือเฮียเล่า เกิดขึ้นเมื่อสี่สิบปีเอง...
(แก่..ยังไม่แล้ว..ยังจะแก่ต่อไปอีก)
ขอให้ซือตี๋มีความสุข สมหวัง สุขภาพแข็งแรงตลอดปี 2555 เช่นกัน
สวัสดีครับ
"รอยยิ้มของพ่อ" เป็นมงคลอย่างยิ่ง
ขอบคุณครับ