ผมหยิบโน๊ตบุ๊คพร้อมด้วยถุงผ้าบรรจุเอกสารหลายเล่มเดินลงจากชั้นสองของบ้านเอื้ออาทร วางของเหล่านั้นบนตะกร้าหน้ารถจักรยาน ปั่นออกมาทางหน้าหมู่บ้าน เห็นรถเก๋งโตโยต้าวีออสแล่นผ่านไป ดูไฟที่หน้ารถสวยดี มีการแต่งใหม่ผิดจากรูปเดิมจากโรงงาน นึกถึงไฟหน้าทรงทรานฟอเมอร์ของนิสสันมาร์ช สวยเท่ห์เข้าที ความคิดหนึ่งแวบเข้ามา "ซื้อความฝันหรือซื้อความจริง...ซื้ออนาคตหรือว่าซื้ออดีต"

   เป็นความจริงตั้งแต่เยาว์ หลายคนใฝ่ฝันอะไรมากมาย แล้วเดินตามล่าฝัน บางคนทำฝันนั้นให้กลายเป็นจริง แต่บางคนยังได้แต่เพียงภาพฝัน และใช้ชีวิตบนความฝัน ผมคิดว่า ไฟหน้าที่แตกต่างจากโรงงาน ทำออกมาดูสวยดี สะดุดตาแปลกกว่าไฟพื้นฐาน ตลอดถึงสิ่งอื่นๆ คือความฝันที่เราอยากให้เป็น หลายคนยอมลงทุนทุ่มเงินเพื่อให้ได้สิ่งที่ตนใฝ่ฝันนั้น โดยจ้างโรงงานให้ทำไฟหน้ารถตลอดถึงสิ่งอื่นๆตามที่ตนคิดฝัน แล้วเราก็ได้ในสิ่งที่ปรารถนานั้น อย่างไรก็ตาม เราจะพบว่า ความปรารถนาที่มีอยู่นั้นไม่เคยอิ่มเต็ม กาลเวลาผ่านไป ไฟหน้าแห่งความฝันที่เราทุ่มเงินทำนั้นก็ผ่านกาลเวลาไปด้วย ความเก่าคร่ำคร่าเข้ามาเยือน ความทรุดโทรมจากการใช้งานที่เราสัมผัสได้ ความรู้สึกอิ่มใจจากการได้สิ่งใหม่กลายเป็นความเมินเฉย เราซื้ออารมณ์ในบางขณะ หรือซื้อความฝันที่ประสงค์ หรือเราซื้อความจริง  

   อีกประการหนึ่ง เราซื้ออนาคตหรือเราซื้ออดีต ในกรณีเดียวกันกับข้างต้น อนาคตคือสิ่งที่ยังมาไม่ถึง ผมมีความเชื่อลึกๆว่าอนาคตมีจริง และมีอย่างเป็นแบบแผน ความคิดแบบนี้อาจเกิดจากอิทธิพลของเอกสารบางเล่มตลอดถึงแนวคิดบางประการที่เราใส่ข้อมูลลงไปในตัวเรา อย่างไรก็ตาม ถ้าข้อมูลดังกล่าวไม่สอดรับกับฐานข้อมูลเดิมในความคิดของเรา ก็ยากแท้ที่ข้อมูลใหม่นั้นจะอยู่คงทน ผมเชื่อว่า คำว่าอนาคตนั้น เราไม่อาจรู้ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ถ้ารู้ได้ป่านนี้สลากกินแบ่งรัฐบาล และหวยมาเลย์ก็คงล่มสลายไปแล้ว แต่อดีตต่างหากที่เรารู้ดี เรารู้ว่าเราเกิดเมื่อไร การรู้แบบนี้ได้เพราะเราสนใจในสิ่งที่เรารู้นั้น เรารู้ว่าคนที่อยู่เคียงข้างเราชอบพออะไร เรารู้ว่าเราชอบกินอะไร สิ่งที่รู้นี้ไม่ใช่อนาคตกำหนด หากแต่เป็นอดีตกำหนด

   ฉะนี้แล