วันนี้บรรยาการในห้อง 406 ของเร าวันนี้ดูอึมครึมแปลกๆ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะการพรีเซ็นงานเป็นภาษาอังกฤษ โดยตั้งAuoto run 15 วิ รึป่าว ที่ทำให้เพื่อนๆ 10 คนที่เตรียมพรีเซ็น ดูกดดัน แต่นี่ไม่ใช่การพรีเซ็นเป็นภาษาอังกฤษครั้งแรกของพวกเรา แต่ที่มันดูน่ากดดันเพราะ เราอยู่ปีที่4 และในอีก ไม่กี่เดือนเรา "คาดว่าน่าจะจบ" ทำให้อาจารย์และตัวเราเองมีความคาดหวัง ที่จะให้ผลงานออกมาดี
เนื้อหาสาระที่ดิฉันได้นำเสนอในวันนี้ เป็นเรื่องเกี่ยวกับเรื่อง กิจกรรมการรักษาในผู้ป่วย stroke ซึ่งในวันนี้พูดถึงกิจกรรมที่ช่วยในการ Improve voluntary movement ของผู้รับบริการ ดิฉันเลือกใช้กิจกรรม bilateral and unilateral training ในกาฝึกผู้ป่วย โดยใช้หลักการของ Motor learning โดยได้นำเสนอ evidence based 2 ชิ้นที่มาสนับสนุนหลักการดังกล่าว เพื่อยืนยันว่าเป็นการรักษาที่มีประโยชน์ต่อการบำบัดรักษา
evidence based 1 ได้พูดถึงการเปรียบเทียบประโยชน์ของการฝึกแบบ bilateral training และแบบ unilateral training โดยการศึกษานี้เค้าได้แบ่งกลุ่มตัวอย่างเป็น 2 กลุ่ม โดยแบ่งความรุนแรงของโรคจากแบบประเมิน FMUE โดยคัดเลือกเฉพาะกลุ่มตัวอย่างที่มีคะแนนอยู่ในช่วง 19-40 คือ moderate impairment และเป็นมาไม่ต่ำกว่า 6 เดือน คัดเข้าเฉพาะผู้ป่วยที่ ไม่มีอาการ neglect และมีพยาธิสภาพที่สมองบริเวณ corticalและsubcortical เท่านั้น
วิธีการศึกษา คือแบ่งกลุ่มตัวอย่างเป็น 2 กลุ่มๆละ 12 คน โดยฝึกสัปดาห์ละ 1 ชั่วโมง ครั้งละ 3 training รวมทั้งหมด 24 ชั่วโมง กิจกรรมที่ผู้ศึกษาเลือกมาฝึก เป็นกิจกรรมที่ไม่ยากนัก สามารถให้ผู้ป่วยทุกคนสามารถทำสำเร็จได้ เช่น กิจกรรมเปิด-ปิดลิ้นชัก เช็ดโต๊ะ ปั่นจักรยานมือ เป็นต้น ทั้งนี้ทุกกิจกรรมจะต้องสามารถใช้ใน bilateralและunilaeral ได้ สิ่งที่น่าสนใจในการศึกษานี้ เขานำเครื่องเคาะจังหวะมาใช้ในทุกกิจกรรมการรักษา เพื่อให้ผู้ฝึกสามารถเห็นprogressของการรักษาได้ ที่สำคัญ มีงานวิจัยสนับสนุนว่า อัตราความเร็วในการทำกิจกรรม สามารถกระตุ้น sensorimotor ของสมองได้
ผลของการศึกษานี้ พบว่าการฝึกแบบ ทั้ง unilaeralและbilateral นั้นให้ผลของการรักษาที่ดี ไม่แตกต่างกัน แต่ที่น่าสนใจคือ การฝึกแบบUnilateral ให้การเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัดใน การทำงานของมือและข้อมือ
evidence base2 ได้พูดถึงหลักการของ plasticity ที่มีผลต่อการรับประสาทความรู้สึกส่วนปลายขาออก และการเรียนรู้การเคลื่อนไหว (motor learning) โดยการศึกษานี้ได้แนะนำวิธีการฝึกโดยนำหลักการของ plastisity มาใช่ เช่น CIMT คือการบังคับให้ใช้งานแขนข้างที่อ่อนแรง และที่น่าสนใจคือ มีการศึกษาว่า การออกกำลังกายมือข้างที่อ่อนแรงสามารถไปเพิ่ม พื้นที่ในการทำงานของสมองส่วนที่ไม่ได้ใช้งานของมือ และช่วยให้หารทำงานของมือดีขึ้นได้
จากการศึกษา ทำให้ฉันสนใจที่จะศึกษาในหลักการของplasticity เพื่อนำความรู้ดังกล่าวมาพัฒนากิจกรรมการรักษาใหม่ๆที่ใช้ในการฟื้นฟูผู้ป่วยหลอดเลือดสมอง
ชื่นชมกับการนำเสนอของนักศึกษากิจกรรมบำบัดครับ