บ่ายวันนี้ ได้ไปร่วมวิจัยบทเรียน Lesson study ที่โรงเรียนบ้านฉางเกลือ ครูผู้สอนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒ เรื่องเงิน ไปถึงก็ไปสนทนาแผนการสอนกันก่อนครับ โดยผมเน้นแผนที่เขียนมา เป็นแผนที่ทำให้เด็กเกิดการเรียนรู้หรือไม่ หลังจากนั้นก็ไปสังเกตการสอนจริง คุณครู ๕ คน รวมทั้งผมด้วย ไปสังเกตการสอนหลังห้อง คุณครูก็สอนไปตามปกติ หลังจากนั้นก็มาสนทนาหลังการสอน ข้อค้นพบที่ได้ คือ ค้นพบว่า ๑. ในห้องเรียน จะมีเด็กเก่งอยู่สองสามคน ซึ่งมีอิทธิพลต่อเพื่อนในห้องเรียน ถ้าเด็กเก่งตอบ คนอื่นจะไม่คิด ๒. เด็กปานกลางบางคน อยากจะตอบ แต่ไม่มีความมั่นใจ ๓. เด็กอ่อน ไม่มีโอกาสได้ตอบ ผมและคณะครูจึงพอสรุปได้ว่า เด็กที่คิดในห้องส่วนหนึ่ง จะมีเฉพาะเด็กเก่ง ส่วนเด็กปานกลางและเด็กอ่อน ไม่ใช่เขาคิดไม่ได้ คิดไม่เป็น แต่เขา "ไม่กล้าคิด" เพราะ เขาขาดความมั่นใจ เพราะเขาขาดการยอมรับ เนื่องจากถูกคนเก่งบดบังรัศมี ขาดการยอมรับจากครูและเพื่อน ผมเลยฝากคำถามไปว่า แล้วจะทำอย่างไร ให้เด็กปานกลาง เด็กอ่อน เขาได้คิดบ้าง
ลงไปดูครูสอนแล้วนะครับ ไวมากๆๆเยี่ยมจริงๆๆ
มีโอกาส็ ททท ครับ ทำทันที ๕๕๕
ทำอย่างไร ให้เด็กปานกลาง เด็กอ่อน เขาได้คิดบ้าง?
ขอบคุณอาจารย์ที่ทิ้งคำถามนี้ค่ะ
เด็กเก่ง เด็กปานกลาง เด็กอ่อน เขาถูกตัดสินมาบ้าง ทำให้รู้ว่าโอกาสถูกตัดสินผิด/แพ้ มาก น้อยเพียงไร มีผลต่อความมั่นใจ..
คำถาม ที่คำตอบที่ไม่ต้องมีการตัดสิน อาจเปิดช่องให้ลองคิดได้บ้าง
เป็นความเห็นหนึ่งค่ะอาจารย์
สำหรับ คำถาม ที่คำตอบไม่ต้องมีการตัดสิน เปิดโอกาสให้้เด็กทุกคน ได้พูด ได้คิด
ดีมากเลยครับอาจารย์ ผมจะนำไปบอกคุณครูครับ
ควรสร้างบรรยากาศให้ทุกคนอยากมีส่วนร่วมในการคิด ด้วยการระดมความเห็น โดยไม่เปรียบเทียบกัน และให้กำลังใจกันในรูปแบบต่างๆ น่าจะช่วยได้ไหมคะ ?
การระดมความคิดเห็น โดยไม่เปรียบเทียบ และ ให้กำลังใจกัน เป็นเรื่องที่ช่วยได้มากเลยครับ
ขอบคุณครับ
อาจารย์ครับ ผมเห็นรูปอาจารย์ทั้งหมดที่ไปนิเทศก์ดูการสอน นั่งหลังห้องหมดทั้ง 6 ท่าน ครูและเด็กจะเกิดอาการเกร็งไปทั้งหมด อาจารย์ลองแอบๆ นิเทศก์ซิครับจะเป็นธรรมชาติดี จะเห็นอะไรดีๆ ครับ
สำหรับเด็กอ่อนและเด็กปานกลางมีความสามารถไม่แพ้กับเด็กเก่งหรอกครับ เพียงแต่ใช้เวลามากขึ้นอีกนิดเท่านั้น ผมเคยวิจัยมาแล้วครับเรื่อง การอ่านของเด็กทั้ง 3กลุ่ม โดยเฉพาะเด็กปานกลางมีความสามารถเท่าๆ กับเด็กเก่งเลยทีเดียว ลองให้โอกาสเขาหน่อยนะครับ เป็นกำลังใจให้ ใจเย็นๆ ครับ มีวิธีมากมาย โดยเฉพาะการปลูกความมั่นใจเขาก่อน ทุกอย่างก็จะดีเอง
ไปนั่งสังเกตการสอนหลังห้อง หกคน เด็กไม่เกร็งครับ คุณครูผู้สอนก็ไม่เกร็ง เพราะเป็นบรรยากาศของกัลยาณมิตรที่มาเสริมเติมเต็ม มาช่วยกัน ไม่ใช่มาจับผิด การสอนทั้งชั่วโมง เป็นไปตามปกติ ทั้งครูและเด็ก แอบๆ นิเทศ จะไม่เห็นพฤติกรรม "การคิด" ของเด็กครับ และ การคิดของเด็กทุกคน จึงต้องไปนั่งสังเกตอย่างจริงจังในห้องเรียนเลยครับ
ส่วนประเด็นเด็กอ่อน เด็กปานกลาง คงต้องให้เวลาเขาเพิ่มเติมอย่างที่แนะนำมาแหละครับ โดยเฉพาะการให้ "โอกาส" เขาได้พูด ได้แสดงออก และ ยอมรับความคิดของเขา
ขอบคุณมากครับสำหรับความคิดที่เป็นประโยชน์
คำถามที่ท่านรองฝากให้คิดน่าสนใจมากค่ะ
การที่เด็กไม่ตอบ มันมีอะไรลึกๆ อยู่ข้างใจ ซึ่งการได้คลายจุดตรงนั้น จะช่วยส่งเสริมศักยภาพให้เด็กทุกคนได้
หนูมองว่าเด็กๆ ทุกคนควรได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียมกัน ซึ่งเริ่มต้นง่ายๆ จากโอกาสในการเรียนรู้และมีส่วนร่วมในห้องเรียน ซึ่งต้องรบกวนคุณครูทุกคนเมตตาให้โอกาสน้องๆ อีก 2 กลุ่มด้วยนะค่ะ ^_^
การที่เด็กไม่ตอบ มีอะไรลึกๆอยู่ในใจ ถ้าคลายตรงนั้นได้ จะช่วยเสริมสร้างศักยภาพของเด็กทุกคน
ผมจะนำไปขยายผลให้คุณครูฟังครับ ให้คุณครูนำำไปคิดต่อ
เพื่อให้โอกาสอีก ๒ กลุ่ม
ขอบคุณมากครับ
ท่านรองคะ
ขอแลกเปลี่ยนเพิ่มเติมนิดนึงค่ะ
พอดีว่าเพิ่งจะนึกขึ้นได้ว่า เคยคุยกับอาจารย์พยาบาลท่านหนึ่งเกี่ยวกับเรื่องการเรียนการสอน อาจารย์ท่านเล่าให้ฟังว่าการที่นักศึกษาทำงานที่ได้รับมอบหมายได้ไม่ดี บางทีเราก็ไม่รู้ว่าเค้ามีอะไรในใจ เช่น อาจจะมีปัญหาจากเรื่องครอบครัว จนส่งผลต่อการเรียนรู้ในชั้นเรียน อาจารย์ท่านก็เมตตาพูดคุยสอบถามนักศึกษาค่ะ ซึ่งก็ทำให้เข้าใจเหตุผลของนักศึกษาคนนั้นได้ดีขึ้น
วันนั้นดูเหมือนว่าจะพูดคุยกันในประเด็นเรื่องของการวัดผลการเรียนการสอน อาจารย์ท่านก็แบ่งปันเรื่องราวที่ได้แนวคิดว่าบางทีการที่ครูผู้สอนตัดสินว่าเด็กเรียนไม่ได้ ทำผลงานได้ไม่ได้จากภาพที่มองเห็น อาจจะไม่ใช่เสมอไป เมื่อลองพูดคุยก็จะเห็นเหตุที่ชัดขึ้น จึงสามารถเข้าใจผู้เรียนได้มากขึ้นค่ะ
นำเสนอแนวคิดมาดีมากเลยครับ เทียบเคียงกับอาจารย์พยาบาล นักศึกษาทำงานได้ไม่ดี น่าจะมาจาก "มีอะไรในใจ"
ครับ ตรงนี้ ผู้สอน คงจะไม่ด่วนสรุปนะครับ ว่าผู้เรียนเรียนไม่ได้ ทำงานไม่ได้ เพราะจริงๆ แล้ว เขาทำได้ คิดได้ เพียงแต่ว่าเขามีอะไรค้างคาอยู่ในใจ ซึ่งตรงนี้ เป็นเรื่องละเอียดอ่อน คงต้องใช้เวลา และ สังเกตให้ความสนใจเอาใจใส่เป็นรายบุคคล เพื่อเข้าใจผู้เรียนได้ดีขึ้น พัฒนาผู้เรียนให้กล้าพูด กล้าคิด กล้าแสดงออก คิดได้ ทำได้
ขอบคุณมากครับ
ใช่เลยนะคะ...ขอมาเรียนรู้ด้วยคนค่ะ
ขอบคุณมากครับที่เข้ามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้
ขอขอบพระคุณท่านเป็นอย่างสูงเลยครับ สำหรับคำตอบเชิงจิตวิทยา ที่ว่าด้วยการเรียนรู้ทางสังคม
อาจารย์ให้หลักการ พร้อมตัวอย่างที่เป็นรูปธรรม นำไปใช้แก้ปัญหาได้เป็นอย่างดีเลยครับ และ หลักการตรงนี้ ผมว่าไปประยุกต์ใช้การพูด การคิด ของผู้เรียน ในสาระต่างๆ รวมทั้งการแสดงความคิดเห็นตามหลักประชาธิปไตย
ขออนุญาตนำคำแนะนำของท่านอาจารย์ ไปแจ้งให้ที่ประชุมผู้บริหารโรงเรียนทราบนะครับ พร้อมกับนำไปเผยแพร่ในกลุ่มครู เป็นวิทยาทานครับ เพื่อ "พัฒนาผู้เรียน" เพื่อพัฒนาเด็ก"
ขอบคุณอาจารย์มากครับ
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับ ครูคือผู้จัดกระบวนการเรียนรู้ การที่จัดกระบวนการเรียนรู้ไม่เป็นไปตามหลักจิตวิทยา หลักการสอน คือครูมุ่งแต่มอบความรู้ นักเรียนจะรับได้หรือไม่ ไม่มีอะไรที่จะยืนยันได้ การที่ปล่อยให้เด็กนักเรียนสองสามคนแสดงออกตลอด นับเป็นมรดกของครูไทยที่แก้ไขกันน้อยมาก สังคมการเรียนรู้แบบไม่มีความมั่นใจจึงแผ่ขยายสู่เยาวชนไม่มีสิ้นสุด..................