แปดโมงเช้าวันอังคาร.....
ปรากฏว่าพวกเราชาว MK ยังไม่มีใครลุกจากที่นอนเลยค่ะ อาจจะเพราะอากาศที่นี่ค่อนข้างหนาว เลยรู้สึกเหมือนถูกที่นอนดูด ไม่ให้ลุกขึ้น ยังไงยังงั้น อิอิ
วันนี้พวกเราได้แบ่งกันออกเป็น 2 ทีม ทีม A มุ่งหน้าเข้าเมืองเพื่อไปขอข้อมูลและขอแผ่นพับ โปสเตอร์ เอกสารความรู้ต่างๆ ที่จะใช้ให้ความรู้แก่ชาวบ้านในการดำเนินโครงการของเรา
ส่วนทีม B อยู่ที่ท่าหลวง เพื่อนำโครงการไปเสนอให้กับพี่แอม ผอ.รพ.สต.ท่าหลวง ก่อนไปได้โทรนัดพี่แอมไว้ พี่แอมว่างช่วงบ่าย ช่วงเช้าพวกเราเลยว่าง จึงซ้อมเต้นแอโรบิกกันต่อ เวลา 13.00 น. ได้เวลาที่พี่แอมนัดแล้ว พวกเราทั้ง 5 คน ปั่นจักรยานท้าลมหนาวไปที่ รพ.สต.ท่าหลวง ไม่นานนักก็ถึง พวกเราได้พบกับพี่แอม บรรยากาศวันนี้เป็นไปอย่างสบายๆ หลังจากอ่านโครงการที่พวกเราเขียนไป พี่แอมก็ได้เสนอความเห็นหลายๆอย่าง ผลสรุปการเสนอโครงการวันนี้ ก็คือ จากเดิมที่พวกเราคิดว่าจะจัดให้มีการอบรม อสม. ในวันเสาร์ที่ 17 ธ.ค. แต่พี่แอมอยากให้จัดงานวันราชการ เนื่องจาก สสอ. จะได้มาร่วมงานด้วย เราจึงได้ตกลงกันว่าจะเลื่อนไปจัดวันจันทร์ที่ 19 ธ.ค. ส่วนการอบรมชาวบ้านนั้นจากเดิมที่จะจัดในวันจันทร์ที่ 19 ธ.ค. ก็ต้องเลื่อนไปจัดวันที่ 20 พร้อมกับเปิดลานแอโรบิคและรำไม้พลองในตอนเย็นวันเดียวกัน สุดท้ายงานมหกรรมท่าหลวงร่วมใจสดใสไร้พุงจะจัดขึ้นในวันที่ 22 ธ.ค. ถ้าอาจารย์ท่านใดว่างเรียนเชิญร่วมงานวันมหกรรมที่ รพ.สต.ท่าหลวงด้วยนะคะ
หลังจากคุยเรื่องโครงการเสร็จ เราก็กลับมาที่โฮมสเตย์ เพื่อนๆทีม A ยังไม่กลับมา วันนี้จึงไม่ได้ถ่ายคลิปออกกำลังกาย นอกจากนั้นพวกเราต้องเป็นพ่อครัวและแม่ครัวจำเป็น เตรียมอาหารมื้อเย็นให้ทุกคนรับประทาน เย็นนี้เรามีต้มจืด (อีกแล้ว 555) ไก่ผัดกะปิ ไก่ผัดกะเพรา และผัดผักบุ้ง วันนี้เป็นวันของเชฟเต้ยอีกแล้วค่ะ อร่อยจนทุกคนตะลึง!!!! และพวกเราก็อิ่มหนำสำราญกันอีกตามเคย
ทีมA รับหน้าที่อันสำคัญอย่างยิ่ง คือการเข้าเมืองหาข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อฝ่ายต่างๆและซื้อเสบียงเข้าบ้าน ถึงสถานีแรกประมาณ 10โมงกว่าเราก็ไปถึงสสจ. “สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด” เพื่อไปพบกับพี่จ๋อย ตามคำแนะของอ.อุไร เพื่อที่จะขอเอกสารและข้อมูลต่างๆเพิ่มเติมเพื่อนำมาใช้ทำกิจกรรม แต่พอไปถึง พี่จ๋อยหายไปไหน??? ไงดีนะ T.T
แต่ก็เหมือนฟ้ายังเข้าข้างพวกเราที่ส่งพี่ใจดีอีกคนมาช่วยชีวิตได้ทันเวลา (ขอเรียกว่าพี่น้อยนะคะ พอดีจำชื่อพี่เค้าไม่ได้ แต่คิดว่าเป็นเพื่อนพี่จ๋อย เลยน่าจะชื่อน้อย ??? เกี่ยวกันมั้ย ) พี่น้อยก็ได้พาพวกเราทั้ง5ไปช่วยกันค้น คุ้ย เขี่ย ตามหาเอกสาร และ โรนอัพ (หลายคนอาจะงงว่า “โรนอัพ”คืออะไร จริงๆแล้วมันคือ Roll up) เมื่อได้ของเป็นที่น่าพอใจแล้วพวกเราก็ขอบคุณพี่ๆใจดีที่สสจ.พร้อมกับกล่าวคำอำลา เพื่อเดินทางสู่สถานีต่อไป
NEXT Station >> PPK hospital
ได้กลับสู่PPKที่รักของเรา เดินขึ้นตึกวิทยชั้น2 เลี้ยวขวา เลี้ยวซ้าย แล้วก็จะได้พบกับหน่วยงานที่เราแทบไม่เคยได้ยินชื่อ “เวศนิทัศน์” เพื่อขอความช่วยเหลือในเรื่องการจัดทำเอกสารต่างๆเพื่อแจกชาวบ้านและใบประกาศ เนื่องจากกลัวว่าใกล้ถึงเวลาเที่ยงแล้ว และมีงานอีกหลายฝ่ายที่เราต้องไปติดต่อขอความช่วยเหลือ ทีมB จึงแบ่งเป็นทีมย่อยๆอีก2ทีมเพื่อทำภารกิจในฝ่ายที่เหลือ คือกลุ่มงานสุขศึกษา และ กลุ่มงานโภชนาการ ซึ่งใน2ฝ่ายหลังการติดต่อขอความช่วยเหลือเป็นไปด้วยดี ต้องขอบคุณ แม่แฮม และพี่นักโภชนาการที่ให้ความอนุเคราะห์model อาหารและเอกสารประกอบ แต่ยังเหลืองานที่ฝ่ายเวศนิทัศน์ที่ต้องมาติดต่อในช่วงบ่ายอีกรอบ
12.30 การติดต่องานในช่วงเช้าก็ผ่านไปด้วยดี(มีปัญหาบ้างเล็กน้อยถึงปานกลาง) อาหารกลางวันมื้อแรกที่พวกเราชาวMKทั้ง10ต้องแยกกัน วันนี้MK ทีมB มีโอกาสได้ลิ้มลองรสชาติอาหารบ้านเกิดสุดหรูอีกครั้ง คือ ภัตตาคารอาหารอีสานสุดหรู “เจ๊รัตน์ส้มตำ”ได้ช่วยสงเคราะห์กระเพาะน้อยๆของพวกเราที่เต็มไปด้วยความว่างเปล่าตั้งแต่มื้อเช้า ให้หายจาความหิวโหย เมื่อท้องอิ่ม กองทัพก็มีกำลังพร้อมที่จะสู้กับงานต่างอย่างไม่หวั่น
เดินทางสู่เวศนิทัศน์อีกรอบ เมื่อคุยงานเสร็จสรุปว่า พี่ก็ตกลงที่จะทำใบประกาศให้(ฟรีนะจ๊ะ) หลังจากนั้นก็ต้อง..
Last station LOTUS
เพื่อซื้อเสบียงอาหารเข้าบ้าน และของต่างๆที่ต้องใช้ในวันมหกรรม เราวางแผนการซื้อของกันอย่างเคร่งเครียดผลสรุปก็คือ “ซื้อของที่โลตัสนี่แหละ ถูก ดี และคุ้มค่าที่สุด”
Latest station
สถานีสุดท้าย ท้ายสุดของวันนี้ ก็คือบ้านพักอันแสนอบอุ่น พร้อมกับอาหารเย็นที่แสนอร่อยฝีมือเพื่อนๆ MK ทีม A รออยู่ ระหว่างทางอาจเพราะด้วยความเหนื่อยล้า หลายคนจึงหลับไปเหลือแต่คนขับรถ ตื่นขึ้นมายังงงๆอยุว่าถึงบ้านเร็วจัง
และแล้วบ้าน MK ก็กลับมาพร้อมหน้ากันอีกครั้ง
หลังอาหารเย็นพวกเราได้มานั่งประชุมงาน แลกเปลี่ยนกันว่าทั้ง 2 ทีมวันนี้มีอะไรคืบหน้าบ้าง จากนั้นก็แยกย้ายกันทำงานที่ได้รับมอบหมาย เช่น แก้ไขโครงการ เตรียมของรางวัลไว้ในวันงาน ฯลฯ
สุดท้าย ขออนุญาตไปทำงานต่อก่อนนะคะ ความคิดเริ่มพลุ่งพล่านแล้วค่ะ (manic episode รึเปล่านะ 555) ราตรีสวัสดิ์นะคะ เจอกันใหม่วันพรุ่งนี้ค่ะ
หน่วยงาน เวศนิทัศน์ พี่ก็ไม่รู้จักอ่ะ
ถ้า เวชนิทัศน์ ก็พอได้ เวช มาจาก เวชศาสตร์
ส่วนใหญ่เดิมจะถ่ายภาพทางการแพทย์เป็นส่วนใหญ่
มีเรียนจบมาโดยตรง
ปัจจุบันทำได้หลากหลาย
ได้นำโครงการไปพูดคุยกับทีมผู้รับผิดชอบระยะยาวแล้ว
มีการปรับเพื่อให้เหมาะสมกับบริบทแล้ว
ผลลัพธ์....................
(โดยทฤษฎี คาดว่าน่าจะเป็นไปตามที่าดหวังนะคะ....)
อ่านที่ตอบคำถามอาจารย์สมบูรณ์
ไม้พลองป้าบุญมีท่าละ 99 ครั้ง (โอ้แม่เจ้า...ต่อคำเดียวท่าละ 8 ก่อนได้มั้ย ทำไมต้อง 8 ไม่ทราบค่ะ เห็นตอนออกกำลังกายชอบมีท่านึง 8 ครั้ง คงพอดีๆ ไม่เบื่อมั้ง)
ถ้าเริ่มท่าละ 99 ครั้ง จากคนที่ไม่เคยออก...คงถอดใจ
หรือไม่หมอลองดูว่าถ้าทำครบ 12 ท่า (คงนานกว่าจะจำท่าได้) ต้องทำท่าละกี่ครั้งจึงจะรวมเวลาได้ประมาณ 30 นาที (อันนี้คือจุดหมายปลายทางหรือสำหรับคนที่มุ่งมั่น)
แต่สำหรับคนที่ไม่ชอบออกกำลังกาย อาจเริ่มจากค่อยๆทำก่อน แล้วค่อยๆเพิ่มเวลาน่าจะดีกว่านะคะ
เคยมีแพทย์ใหญ่ท่านหนึ่งมาตั้งคำถามไว้ว่า
"เวลาเราทำงานเรารู้สึกเหนื่อยและเบื่อ
แต่เวลาเราเล่นกีฬาเราเล่นนานๆโดยไม่ยอมเหนื่อย
เวลา2ห้วงนั้นมีปัจจัยอะไรที่แตกต่างกัน
จนมีอิทธิพลต่อความเหนื่อยและความเบื่อ"
ผมจำได้ว่าตอบนั้นผมไม่ get 555
วันนี้เอาสั้นๆ นะครับ คนที่ท่าหลวง ทำไมจึงอ้วนลงพุง เพราะอะไร ???? น้องทราบไหม เพราะถ้าไม่ทราบก็อาจแก้ปัญหาไม่สำเร็จนะครับ
แต่เราเล่นกีฬาเดี๋ยวๆก็เหนื่อยอ่ะ เพราะ.....
แต่ตอนมาคุยกับ นสพ.ที่หมู่บ้านไม่เบื่อ เพราะ....
แต่กลับถึงบ้านเริ่มเหนื่อยกาย (สังขารไม่ไหวทั้งที่อายุไม่มาก...หุหุ)
@อ.สมบูรณ์
ตอบคำถามของอาจารย์ .. เป็นเพราะความชอบหรือเปล่าคะ ที่เป็นปัจจัยที่ทำให้ 2 อย่างนั้นต่างกัน เพราะว่าถ้าเราชอบอะไรก็จะทำให้เราทำสิ่งนั้นได้โดยไม่รู้จักเบื่อ
@พี่บี
เพราะวิถีชีวิตของชาวบ้านที่นี่ไม่เหมาะสมค่ะ เช่นการรับประทานอาหารหวาน มัน เกินไป, การไม่ออกกำลังกาย ทำให้เราจัดตั้งโครงการไร้พุงของเราขึ้นมาค่ะ
พี่หมายถึง สาเหตุจริงๆ เราจะแนะนำคนไข้ ชาวบ้านเรื่องอาหารอย่างไร ถ้าเราไม่รุ้ว่าเค้ากินอะไรบ้าง เช่น บอกว่าให้งดกินอาหารมัน ๆ คือ อะไร อะไรทีชาวบ้านกิน มีแหล่งอาหารที่ทำให้เค้าอ้วนไหม เเล้วถ้ามี ชุมชนจะใช้มาตรอะไร ได้บ้าง
ลองดูแผนภูมินี้ครับ บอกว่าโรคไร้เชื้อเรื้อรัง เนี่ยต้องใช้ระยะเวลาเเละเป็นส่วนประกอบของปัจจัยทางด้านสังคมสิ่งเเวดล้อม พฤติกรรมเสี่ยง และ ปัจจัยทางด้านสรีรวิทยา จึงจะทำให้เกิดโรคขึ้น
ที่นี่ลองมาดูแนวทางการแก้ไข้บ้าง
1. มาตรการทางสังคม
- ลดการบริโภคโซเดียม ผงชูรส เครื่องปรุงรสในงานเลี้ยง ร้านค้าเมนูชูสุขภาพ ออกกำลังกาย จัดให้มีชมรมผู้สูงอายุ ชมรมออกกำลังกาย เช่น รำไม้พลอง เต้นแอโรบิก
- จัดให้มีลานกีฬา สถานที่ออกกำลังกาย สวนสาธารณะ สร้างทางเดินเพื่อออกกำลังกาย วิ่ง ขี่จักรยาน เล่นฟุตบอล หรือกีฬาตามความชอบ ฯลฯ
- ไม่ขายเครื่องดื่มน้ำอัดลม/ น้ำหวาน ขนมกรุบกรอบในโรงเรียน
2. พฤติกรรมเสี่ยง และ ปัจจัยเสี่ยงทางสรีระ - ก็ตามที่น้องทำอยู่นะครับ
ลองพิจารณาดู (เห็นว่าคิดเองไปเยอะเเล้ว เลยเอามาให้ดูครับ)