ในการประชุมวิชาการแพทยศาสตร์ศึกษาแห่งประเทศไทย ครั้งที่ ๑๒ “การวัดและประเมินความรู้ความสามารถทางการแพทย์ :จากทฤษฎี สู่การปฏิบัติ” ที่คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล เมื่อวันที่ ๑๒ ต.ค. ๕๔ มีการประชุมในห้องย่อยเรื่อง การศึกษาสายวิทยาศาสตร์สุขภาพในศตวรรษที่ ๒๑ ในประเทศไทย   โดยมีผู้พูด ๓ คน คือ ผม,  ศ. นพ. ภิเศก ลุมพิกานนท์,  และ รศ. ดร. ศิริพร ขัมภลิขิต    แต่ รศ. ศิริพร มาไม่ได้ ติดน้ำท่วม ม. ธรรมศาสตร์รังสิต  

ดู Pptของผมที่นี่   และของ ศ. นพ. ภิเศก ที่นี่

 
          ผมบอกที่ประชุมว่า ขบวนการปฏิรูปการศึกษาของวิชาชีพสุขภาพนี้เป็นการเดินทางไกลที่ไม่มีจุดจบ    จึงไม่ใช่โครงการ ๓ ปี ๕ ปีแต่ต้องดำเนินการระยะยาวเพราะระบบสุขภาพไม่หยุดนิ่งมีการเปลี่ยนแปลงเรื่อยไปถ้าเราประมาทไม่ปรับเปลี่ยนให้ดีจะตกบ่วงหรือหลุมดำแบบระบบสุขภาพของสหรัฐที่สิ้นเปลืองมากมายแต่ก็ยังไม่ทั่วถึงไม่เป็นธรรมแตกต่างจากของประเทศคิวบาที่ อ. หมอสายพิณหัตถีรัตน์ไปดูและเพิ่งกลับมาทำให้ ศ. นพ.บรรจงมไหสวริยะขอให้ อ. หมอสายพิณเล่าว่าระบบสุขภาพและการศึกษาของวิชาชีพสุขภาพของคิวบาเป็นอย่างไร   สรุปได้ว่าเป็น good health at low cost   คนสุขภาพดีแม้จะรายได้น้อยหรือยากจน

          รศ. ดร. ศิริพร ฝาก อ. หมอภิเศก บอกที่ประชุมว่าการศึกษาของพยาบาลจะเปลี่ยนแปลงยาก เพราะหาอาจารย์ยาก   และมหาวิทยาลัยก็มักมีเงื่อนไขให้รับอาจารย์ปริญญาเอกเท่านั้น    เป็นอุปสรรคต่อการมีอาจารย์ที่จะทำงานในระบบการเรียนรู้แบบ Trans-professional

          ผมลืมบอกที่ประชุมว่า ในเรื่องการประเมินความรู้ความสามารถของแพทย์ในศตวรรษที่ ๒๑ นั้น ต้องก้าวข้ามความเคยชิน ๔ อย่าง

๑. ลดการเน้นสอบเพื่อผล ได้-ตก (summative evaluation)    ไปเน้นการสอบหรือประเมินเพื่อการพัฒนา (formative evaluation)
๒. ข้อสอบต้องไม่เน้นถามความจำ หรือถูก-ผิด    ต้องเน้นความคิด
๓. สอบเป็นทีมด้วย    ไม่ใช่สอบรายบุคคลเท่านั้น
๔. ข้อสอบไม่เป็นความลับ

วิจารณ์ พานิช
๑๒ต.ค.๕๔