จนกระทั่ง หลุดพ้น

ลูกที่รัก 

จดหมายฉบับนี้ แม่ขอคัดลอกข้อความที่แม่คุย ถาม เรื่องการนั่งสมาธิกับรุ่นพี่ของแม่ มาให้น้องอ่านดู เวลาที่เราอยู่ห่างบ้าน และไม่ต้องรับผิดชอบหลายเรื่องเกินไปนัก เราหมายถึงลูกนั่นแหละครับ ลูกจะมีเวลาพอที่มุ่งมั่นดูแลตัวเราเอง กินอาหารแต่พอดี ครบทุกสารอาหาร และไม่ขาดคือ แป้ง สักนิดก่อนนอนตามสูตรของน้อง ฮ่า ๆ  ออกกำลังกายทุกวัน เราจะสงบและมีเวลาที่จะศึกษาเรื่องการทำสมาธิเพิ่มขึ้น 

แม่ถามรุ่นพี่ของแม่ไว้อย่างนี้จ้ะ

ปุจฉา - ตอนนี้ เวลาจิตเราเปลี่ยนจากนี้เป็นนั้นเป็นนู้น เราดูมันเป็นแล้ว ดูเฉย ๆ ไม่ได้คิดจะกดหรือข่มใจ แล้วมันก็เปลี่ยนอีก อีกพักก็ เฉย ๆ ได้เอง

เวลาที่จิตหรือความคิดของเราเองนั้น กลับมารู้สึกเฉย ๆ บางทีก็เร็ว บางทีก็ช้า

มันคืออะไร ไม่ต้องไปคิดหรือสงสัยมันมากนัก รู้ทัน ดู พอ หรือคะ

 

วิสัชนา- ปรากฎการณ์ที่จิตเปลี่ยนแปลงไปอยู่ตลอดเวลาที่รู้สึก คือ “ธรรมดาของจิต” ไงครับ คือ

-        มีการเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา เรียกว่า “อนิจจัง”

-        ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ เรียกว่า “ทุกขัง”.

-        ไม่สามารถบังคับบัญชาให้เป็นนู่นเป็นนี่ตามใจเราได้ เรียก ว่า “อนัตตา”

ลักษณะทั้งสามนี้ เรียก ว่า “ไตรลักษณ์ “หรือ “สามัญลักษณะ” ซึ่งธรรมะทั้งปวง ก็ตกอยู่ภายใต้กฎของพระไตรลักษณ์ทั้งสิ้น ไม่ใช่เฉพาะจิตเท่านั้น

จุดประสงค์หลักของการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน คือ ให้เกิดวิปัสสนาปัญญาให้เห็นแจ้งใน

ไตรลักษณะ ของธรรมะทั้งปวง แต่ในที่นี้ หนูเล็ก ใช้วิธีดูจิต ที่เรียกว่า “จิตตานุปัสสนากรรมฐาน” ซึ่งตามตำราอรรถกถา แจกแจง ให้ดูจิต 16 ประเภท คือ

1. มีราคะ 2. ไม่มีราคะ

3. มีโทสะ 4. ไม่มีโทสะ

5. มีโมหะ 6. ไม่มีโมหะ

7. รู้สึกหดหู่ 8. รู้สึกฟุ้งซ่าน

9. เป็นมหัคคตะ 10. ไม่เป็นมหัคคตะ

11. สอุตตระ 12. อนุตตระ

13. ไม่เป็นสมาธิ 14 เป็นสมาธิ

15 .ยังไม่หลุดพ้น 16. หลุดพ้นจากความยึดถือ

 

เพราะเหตุนี้ พี่ถึงแนะนำให้ ศึกษาปริยัติ ควบคู่ไปกับการปฏิบัติด้วย เวลา เกิดปรากฏการณ์ทางจิต เราจะได้ไม่สงสัย และจะได้รู้จะทำอย่างไรต่อไป พี่เดาว่าตอนนี้ ทุกครั้งที่นั่งสมาธิ หนูเล็กต้องการให้จิตสงบ อย่างเดียว ไม่เปลี่ยนแปลง และไขว่หาความสงบ และ ปฏิเสธ ความฟุ้งซ่าน ความกระวนกระวาย ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ เพราะ เราบังคับบัญชา จิต ไม่ได้ ต้องเจริญ สติ หรือ วิปัสสนาไป จนเกิดปัญญา เห็นตามนั้นจริงๆ แล้วจะเกิด การเบื่อหน่ายถ่ายถอน การเปลี่ยนแปลงนั้น แล้ว จิตจะพัฒนาต่อไปเรื่อยๆ เป็นขั้นๆ มีทั้ง หมด 16 ขั้น ที่เรียกว่า ญาณ 16”

 

“””””             “”””””””””               “””””

 

รุ่นพี่แม่เค้าตอบไว้แค่นี้ในเฟซบุ๊ค

แม่ยังไม่เข้าใจเท่าไรนัก

รู้แต่ว่า ตอนแรก ๆ ที่แม่มาที่อังกฤษนี้ ดูมันขัดใจ ตลอดเวลา 

จะเหมือนตอนน้องไปโรงเรียนวชิราวุธทุกวันอาทิตย์บ่ายหรือเปล่า คือไม่อยากไป ไม่อยากนู้น ไม่อยากนี้ แต่กด ข่ม เอาไว้ 

เราจึงเกิด ทุกขัง 

แต่เนื่องจากเราต้องทำ เพราะเป็นกฏ เราจึงกดข่ม และมีอาการ ปริเวทนา

ในทางใหม่ ถ้าเราเฉย ๆ ซะ เอาจิตใจไปคิดเรื่องการเรียน การทำการบ้าน หรือแม่ไม่ดุปฎิทินบ่อย ๆ นัก วันเวลา มันก็เคลื่อนที่ไปตามธรรมชาติของมัน ปล่อยให้เวลาไปตามที่มันควรเป็น เร่งไปก็ไม่เกิดประโยชน์ มันมีความจริงในตัวมันว่า เข็มวินาที เข็มนาที และเข็มชั่วโมง เดินแบบปกติ เปลี่ยนแปลงไม่ได้

ระหว่างวินาทีที่ผ่านไป เราใช้มันให้คุ้มค่าในการหาความรู้ทางโลก

และฝึกบริหารดวงจิตของเราให้นิ่ง เฉย มองดูจิตเราว่า กำลังเป็นอย่างไร ดูเฉย ๆ 

เหงา ก็เฉย เบื่อ ก็เฉย สนุก ก็เฉยโกรธ ก็เฉย

เพราะไม่ว่ารู้สึกอย่างไร มันไม่จีรังยั่งยืนสักความรู้สึกหนึ่ง เดี๋ยวมันก็เปลี่ยนไปมา ไปมา เป็น อนัตตา ด้วย

คืออยู่นอกเหนือการควบคุมของเรา

 

แม่เขียนแม่ก็รูสึกค้านกับวิชาการที่เรียนมา ว่า ความรู้สึกหลายอย่าง คนเราควบคุมได้ เช่นความโกรธ ความรัก ความคิดถึง...

แต่ถ้าคิดให้ละเอียดยิ่ง ๆ ขึ้น น้องจะเห็นว่า เราควบคุมมันไม่ได้ อย่างเบ็ดเสร็จ เราปฎิเสธตัวเรา เราหลอกตัวเรา เรากดข่มตัวเรามากกว่า

 

นี่ไง แม่และพ่อจึงรู้สึกว่า พระพุทธเจ้าดุจนักวิทยาศาสตร์ที่ล้ำลึก ไปไกลกว่านักวิทยาศาสตร์จริงทางโลก ไปไกล ลึกซึ้ง

พระพุทธเจ้าตรัสสอนว่า เราไม่สามมารถควบคุม จิต หรือแม้กระทั่งทุกสิ่งทุกอย่างอื่น ๆ ในโลก

เราทำได้เพียง ตามดู ตามรู้ทัน เพียรบำเพ็ญตน เจริญภาวนา เจริญสมาธิ ให้เป็น ให้ทัน ให้ไม่รู้สึก ติด ต่อความคิดใด ๆ ทั้งทางบวกหรือลบ

ทำได้แบบนี้บ่อย ๆ ดวงจิตจะมีกำลัง หรือคือ มีพลัง จิตไม่อ่อนระโหย ไม่แตกกระสานซ่านเซ็น  เหมือนน้ำฝนที่ถูกรวบรวมในเขื่อนแล้วค่อยปล่อยมาใช้พลังงาน ย่อมมีพลังมากกว่า เม็ดฝนแต่ละเม็ด

เมื่อมีพลังได้บ่อย ๆ หรือภาษานักเจริญสมาธิเรียกว่า เข้าสู่สภาวะ สมาธิ ที่ลึก(deep) กว่าแค่เพียงรู้สึกสงบ รำงับ(ไม่เหมือนกดข่มนะลูก) ได้บ่อย ๆ เป็นอาจินต์จน คุ้นชิน(คล้าย ๆ เดินบนเส้นทางเดิมเส้นใดเส้นหนึ่งจนจำทางได้) เมื่อคุ้นชินได้ เราจะหน่ายต่อ”ตัวคิด” หรือ “ดวงจิต” ที่เฝ้าผันเปลี่ยนเวียนหมุนตลอดเวลา ไม่เสถียร

 

จนกระทั่ง หลุดพ้น

แม่เขียนถึงคำว่า หลุดพ้น แม่ต้องหยุดเขียน แล้วไล่สายตาขึ้นไปอ่านที่เขียนมาทั้งหมด

ไม่ใช่ว่าจบ ไม่ใช่ว่า เพราะแม่เหนื่อย แต่เป็นเพราะ แม่ยังไม่รู้จักคำ ๆ นี้ต่างหาก

ต้องมีจดหมายพุดคุยกับลูกอีกแน่นอน เราต้องคุยโต้ตอบกันบ้าง

หวังว่าลูกคงฝึกปฎิบัติ แล้วนำความคิดเห็นของลูกมาแลกเปลี่ยนให้แม่ฟัง

รักและคิดถึงลูกเสมอ ตลอดไป

แม่เอง