ประวัติพระพุทธศาสนา



  สาเหตุให้เกิดการทำสังคายนาครั้งที่ ๓

 

              เมื่ออลัชชีปลอมบวชเข้ามาในพระพุทธศาสนาเพื่อหวังลาภสักการะ
และยังสอนลัทธิเก่าของตนโดยอ้างว่าเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าด้วยทำให้พระโมคคัลลีบุตรติสสเถระผู้ที่มีความรู้ความแตกฉานในพระไตรปิฎกเกิดความเอื่อมระอาใจต่อการประพฤติของภิกษุอลัชชีเหล่านั้น
จึงปลีกตัวออกไปอยู่ที่อโหคังคบรรพต เจริญวิเวกสมาบัติอยู่ที่นั่นเป็นเวลา ๗ ปี
ในขณะนั้นจำนวนพระอลัชชีมีมากกว่าพระภิกษุแท้ 
จึงต้องหยุดการทำอุโบสถสังฆกรรมเพราะพระภิกษุที่มีศีลบริสุทธิ์ไม่ยอมร่วมสังฆกรรมกับพระอลัชชี
เหล่านั้น พระเจ้าอโศกไม่ทรงสบายพระทัยที่พระภิกษุสงฆ์ไม่ทำอุโบสถสังฆกรรมร่วมกัน ได้แตกแยกกันขึ้น
ทรงปรารถนาให้พระสงฆ์มีความสามัคคีกัน จึงรับสั่งให้อำมาตย์คนหนึ่งไประงับอธิกรณ์
ณ อโศการาม และขอให้พระสงฆ์ทำสังฆกรรมร่วมกัน เมื่อพระภิกษุรูปใดขัดขืนก็ถูกอำมาตย์ประหารชีวิต
๒-๓ รูป  ล้วนเป็นภิกษุสงฆ์ฝ่ายธรรมวาทีทั้งสิ้น
เมื่อพระเจ้าอโศกทรงทราบการกระทำที่เกินคำสั่งเช่นนี้
ทรงร้อนพระองค์เกิดความวิปฏิสารอย่างมาก ได้เสด็จไปขอขมาพระภิกษุสงฆ์  และได้ตรัสถามถึงการที่อำมาตย์ได้กระทำความผิดอย่างร้ายแรงเช่นนี้จะทำให้พระองค์ได้รับความผิดไปด้วยหรือไม่
พระองค์ได้รับคำตอบที่ไม่ชัดเจน   พระภิกษุบางรูปก็บอกว่าความผิดนั้นจะตกมาถึงพระองค์
แต่บางรูปก็บอกว่าพระองค์ไม่มีความผิด
เมื่อพระสงฆ์วินิจฉัยถวายความเห็นไม่ตรงกันอย่างนี้ทำให้พระองค์มีความกระวนกระวายพระทัยยิ่งนัก
ทรงปรารถนาที่จะได้รับคำวิสัชนาชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องนี้
จึงให้นิมนต์พระโมคคัลลีบุตรติสสเถระที่หลีกเล้นไปเจริญวิเวกที่อโหธังคบรรพต  พระเถระได้ถวายวิสัชนาว่า  “ถ้าพระองค์ไม่มีเจตนาที่จะฆ่า  ความผิดนั้นก็ไม่ตกถึงพระองค์”
คำวิสัชนานี้ทำให้พระเจ้าอโศกทรงพอพระทัยอย่างมากจึงเกิดความเบาพระทัย[1]
 จากนั้นพระโมคคัลลีบุตรติสสเถระได้ถวายพระธรรมเทศนาแก่พระเจ้าอโศกมหาราช
จนพระองค์ทรงมีความเลื่อมใส และซาบซึ้งในหลักธรรมอันบริสุทธิ์ของพระพุทธองค์         

                   พระเจ้าอโศกมหาราชได้เห็นความแตกแยกของพระภิกษุในสมัยนั้น
ทรงปรารถนาจะให้พระภิกษุเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
และมีความรู้ความเข้าใจในหลักคำสอนของพระพุทธศาสนาตรงกัน จึงประกาศให้พระภิกษุในชมพูทวีปทั้งสิ้นมาประชุมกันที่อโศการามเพื่อชำระความบริสุทธิ์ของตนเองภายใน
๗ วัน พระองค์ทรงประทับนั่งอยู่ภายในม่านกับพระโมคคัลลีบุตรติสสเถระ
ให้พระภิกษุสงฆ์ที่มานั้นนั่งรวมกันเป็นนิกายๆ
แล้วตรัสถามให้พระเหล่านั้นอธิบายคำสอนของพระพุทธเจ้า พระภิกษุสงฆ์เหล่านั้นได้อธิบายผิดไปตามลัทธิของตนๆ
จึงรับสั่งให้สึกพระอลัชชีเหล่านั้นทั้งหมด
ปรากฏว่ามีพระอลัชชีได้ถูกให้สึกในคราวนั้นจำนวน ๖๐,๐๐๐ รูป  เมื่อกำจัดอลัชชีให้หมดไปจากพระพุทธศาสนาแล้ว
พระโมคคัลลีบุตรติสสเถระจึงจัดทำสังคายนาครั้งที่ ๓ ขึ้นที่อโศการาม  เมืองปาฏลีบุตร
โดยได้รับความอุปถัมภ์จากพระเจ้าอโศกมหาราชเป็นอย่างดี 



 



๔.๓  เหตุการณ์สำคัญเกี่ยวกับการทำสังคายนาครั้งที่



              ในการทำสังคายนาครั้งนี้มีพระภิกษุเข้าร่วมจำนวน
๑,๐๐๐ รูป ล้วนแต่เป็นผู้ที่มีความรู้ความแตกฉานในพระไตรปิฎก ได้อภิญญา ๖ และ
ปฏิสัมภิทา ๔ สังคายาครั้งนี้ได้กระทำเหมือนกับครั้งที่ ๑ โดยมีการปุจฉาวิสัชชนา
ซึ่งพระโมคัลลีบุตรติสสเถระเป็นผู้ถาม มีพระมัชฌันติกเถระ
และพระมหาเทวเถระเป็นผู้วิสัชชนา เริ่มต้นตั้งแต่พระวินัยปิฎกก่อน จากปฐมปาราชิก
สังคายนาวัตถุ นิทาน บุคคล บัญญัติ อนุบัญญัติ และอนาบัติ
แล้วสังคายนาทุติยปาราชิกไปตามลำดับจนครบปาราชิกทั้ง ๔  ต่อจากนั้นได้ชำระสังฆาทิเสส ๑๓ สิกขาบท อนิยต
๒ สิกขาบท นิสสัคคีย์ปาจิตตีย์ ๓๐ สิกขาบท 
ปาจิตตีย์ ๙๒ สิกขาบท เมื่อชำระพระวินัยปิฎกจบแล้ว
ได้ชำระพระสุตตันตปิฎกสืบต่อไป เริ่มจากคัมภีร์ทีฆนิกายประกอบด้วยพระสูตรทั้งหมด
๓๔ สูตร คัมภีร์มัชฌิมนิกายประกอบด้วยพระสูตรทั้งหมด ๑๕๒ สูตร
คัมภีร์สังยุตตนิกายประกอบด้วยพระสูตรทั้งหมด ๗,๗๖๒ สูตร
คัมภีร์อังคุตรนิกายประกอบด้วยพระสูตรทั้งหมด ๙,๕๕๗ สูตร
คัมภีร์ขุททกนิกายมีประเภทแห่งคัมภีร์ ๑๕ ประการ มีขุททกปาฐะเป็นต้น ต่อจากนั้นพระเถระเจ้าทั้งหลายได้ชำระพระอภิธรรมปิฎกต่อไป
ซึ่งประกอบไปด้วยพระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ คือ



                   ๑) พระอภิธรรมสังคิณี
ประกอบด้วยกัณฑ์ ๑๔ กัณฑ์



                   ๒) พระวิภังค์ ประกบด้วยวัง ๑๘
วิภังค์



                   ๓) พระธาตุถา ประกอบด้วยบท ๑๔
บท และวาระอีก ๒ วาระ



                   ๔) พระปุคคลบัญญัติ ประกอบด้วยบัญญัติ  ๖ ประการ



                   ๕) พระกถาวัตถุ
ซึ่งนับเป็นระธรรมขันธ์ได้ ๗,๑๐๐ พระธรรมขันธ์



                   ๖) พระยมก ประกอบด้วยยมก ๑๒
ประการ



                   ๗) พระมหาปัฏฐาน
ประกอบด้วยพระธรรมขันธ์ ๗,๔๐๐ พระธรรมขันธ์



                   ประเด็นเกี่ยวกับกถาวัตถุนี้
นักปราชญ์หลายท่านได้ให้ความเห็นว่า ไม่ใช่หนังสือที่บรรจุไว้ซึ่งพระพุทธพจน์อันดั้งเดิม
พระโมคคัลลีบุตรติสสเถระได้รจนาขึ้นเมื่อครั้งทำสังคายนาครั้งที่ ๓
เพื่อแก้ปัญหาต่างๆ ที่ยังคลุมเครือให้แจ่มแจ้ง
โดยได้ตั้งคำถามและคำตอบไว้ในกถาวัตถุ เช่นเรื่องที่กล่าวถึงบุคคลและวัตถุ  เมื่อกล่าวถึงธรรมหมวดใดก็จะเรียกตามชื่อของธรรมหมวดนั้น
เช่น กล่าวถึงคนก็เรียก บุคลกถา กล่าวถึงความเสื่อมจะเรียก ปริหานิกถา
รวมทั้งหมดมี  ๒๑๙  กถา[2]



                   เมื่อพระเถระเจ้าทั้งหลายได้กระทำสังคายนาพระไตปิฎกจบแล้ว
แผ่นดินได้แสดงอาการหวั่นไหว สาธุชนทั้งหลายได้แสดงสาธุการพร้อมกัน
การทำสังคายนาได้เริ่มขึ้นเมื่อพุทธปรินิพพานแล้ว ๒๓๔ ปี กระทำนานถึง   ๙    เดือนจึงแล้วเสร็จ
นับเวลาจากที่พระเจ้าอโศกมหาราชอภิเษกสมรสมาแล้ว   ๑๗ ปี พระโมคคัลลีบุตรติสสเถระมีพรรษา ๗๒ พรรษา
พระคันถรจนาจารย์รจนาเป็นคาถาไว้ว่า “สังคายนาครั้งนี้เรียกว่า
สหัสสิก แปลว่าทำโดยภิกษุ ๑,๐๐๐ รูป และเรียก ตติยา แปลว่า สังคายนาครั้งที่ ๓
เพราะนำมาเทียบกับทำมาแล้ว ๒ ครั้ง “การทำสังคายนาครั้งนี้เกิดผลดีแก่พระพุทธศาสนาเถรวาทเป็นอย่างมาก
นอกจากทำให้พระพุทธศาสนามีความมั่นคง และบริสุทธิ์ผุดผ่องแล้ว
ยังแพร่หลายไปสู่เมืองน้อยใหญ่ของอินเดีย และนานาประเทศอีกด้วย
จึงนับว่าเป็นการทำสังคายนี่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง



 













[1]  พระอุดรคณาธิการ (ชวินทร์  สระคำ), ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาในอินเดีย.
(กรุงเทพฯ :
โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย) ๒๕๓๔, หน้า ๒๓๔.







[2]  พระมหาดาวสยาม 
วชิรปญฺโญ, ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาในอินเดีย. (กรุงเทพฯ : บริษัท พิมพ์สวย จำกัด) ๒๕๔๙, หน้า ๗๕.