เมื่อย้อนกลับไปอ่านเรื่องราวที่น้องหนุ่ยเขียนใน FB ทำให้อยากเขียนบันทึกนี้อีกครั้งด้วยความประทับใจในน้ำใจของเพื่อนร่วมงาน

การที่เราสามารถสลายกำแพงที่กั้นความเป็นมนุษย์ด้วยกฏเกณฑ์ต่างๆ มากมายให้แปรเปลี่ยนมาเป็นวินัยที่ออกมาจากใจ ... เกิดเป็นความทุ่มเทในการทำงาน...งานแล้วเสร็จและมีผลงานออกมามากมาย ไม่ได้ใช้เวลาเพียงวันสองวัน หากแต่ค่อยๆ บ่มเพาะและเติบโต

ครั้งแรกที่ข้าพเจ้ากลับมาทำงานหลังจากเสร็จภารกิจการศึกษาต่อ ข้าพเจ้าถามตนเองว่า ...ชีวิตเราเกือบทั้งหมดใช้ไปในที่ทำงาน ทำอย่างไร เราทุกคนจึงจะมีความสุขกับการทำงานอยู่ที่นี่ ... อยากคิด อยากทำ อยากพัฒนา เสมือนว่าที่นี่เป็นบ้านอีกหลังหนึ่งของเรา

ด้วยความโชคดีที่ตอนนั้นแม่กอบ หรือคุณอุไร (ปัจจุบันเกษียณแล้ว) ดูแลพวกเราคล้ายแม่ดูแลลูก ส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพของเราอย่างเต็มที่ ต่อจากนั้นนพ.ยุทธชัยเข้ามาดำรงเป็นหัวหน้าดูแลพวกเรา ท่านเชื่อมั่นในความเป็นมนุษย์และศักยภาพที่เรามี ทำให้เราสามารถสรรค์สร้างผลงานต่างๆ ให้เกิดขึ้น

บนพื้นฐานในความเชื่อเรื่องความงามทางปัญญาทำให้คนทำงานเกิดการพัฒนาศักยภาพอย่างมากมาย

เกิดเป็นความรัก ความผูกพัน...

ไม่ต้องมาคร่ำครวญ...ถึงการที่จะย้ายหรือจะลาออกไปที่ไหน

ความเป็นเช่นนี้ทำให้เรารู้สึกรักที่ทำงาน ผูกพัน และมีความสุข

สิ่งต่างๆ เหล่านี้ทำให้เราเกิดการเสียสละเพื่อกันและกันได้ ... จิตใจถูกยกระดับขึ้นมา รอยยิ้มและเสียงหัวเราะ ทำให้เราสามารถทำงานได้ดีกว่าการแข่งขันเพื่อให้ได้มาซึ่งตำแหน่ง หน้าที่การงาน

ด้วยความโชคดีที่พี่ๆ น้องส่วนใหญ่ในที่ทำงานไม่ได้นำสิ่งเหล่านี้มาเป็นที่ตั้งแห่งการงาน หากแต่มุ่งทำงานเพื่อแก้ไขปัญหางาน และทำให้งานสามารถดำเนินลุล่วงไปได้

 

เพื่อนไม่เคย ไม่เคยทิ้งกัน ไม่ว่าความฝัน นั้นจะไกลสักเท่าไร ถ้าหกล้มซมซานเมื่อใด เพื่อนจะปลอบใจ ไม่มีคนที่จะรู้ใจ ไม่มีใครรักและตามใจเหมือนเพื่อนเก่า จะทำไงตามใจแต่เรา...เพื่อนเรารักจริง 
จะมีกี่คน ที่จะเคยมีเพื่อนดี และให้เราทำตามความฝัน จะมีกี่คน ที่เต็มใจจะร่วมทาง และเข้าใจในความสำคัญ ยิ่งทียิ่งผูกพัน เพื่อนเท่านั้นจะอยู่กันเรื่อยไป เพื่อนเป็นไงก็เป็นกัน กอดคอกันเอาไว้จนวันตาย
...

จาก Ployrung Jansam 

ข้างต้นเป็นถ้อยความที่น้องหนุ่ยเขียนขึ้นมา...

เป็นเรื่องราวที่เราร่วมเคียงข้างกันเมื่อพี่หน่อยน้อย...จะต้องเป็นตัวแทนไปทำงานเยียวยาจิตใจผู้ประสบภัยน้ำท่วมแล้วน้องหนิงเสียสละไปเป็นเพื่อน

แต่...ทั้งสองคนนี้มีภาระที่จะต้องดูแลครอบครัว

การอยู่ร่วมกัน ไม่ได้อยู่เพื่อใครหรือใคร แต่การอยู่ร่วมกัน จะอยู่อย่างไรให้เกิดความเป็นหนึ่งเดียว ... ข้าพเจ้าจึงขันอาสา ทำไม...จึงไปเยียวยาจิตใจผู้ประสบภัยน้ำท่วม?

ตัดสินใจเดินทางไปแทนทั้งพี่และน้องนี้...ซึ่งในขณะนั้นคุณแม่ข้าพเจ้าเริ่มมีอาการไม่สบายด้วยอาการทางโรคหัวใจกำเริบ แต่แม่ก็อนุญาตให้ลูกได้ไปทำหน้าที่ในการฝึกฝนการเสียสละ... และด้วยความรับผิดชอบในการตัดสินใจ...แม้ว่าจะเป็นผู้มีภาระมาก แต่ข้าพเจ้าก็ยังคงเดินทาง...

ไม่มีสิ่งใดสำคัญมากไปกว่าการให้ความสำคัญต่อจิตใจของคนที่อยู่ใกล้ชิดเรา

โชคดีที่ข้าพเจ้าได้ตัดสินใจไปแทน เพราะ...ข้าพเจ้าไม่มีสิ่งใดจะตอบแทนเพื่อนร่วมงานที่ได้ทำหน้าที่เสียสละ อยู่เสมอและตลอดมา...

และที่สำคัญการเดินทางไปครั้งนี้ทำให้ได้เกิดการเรียนรู้ต่างๆ มากมายไม่ว่าจะเป็นเรื่องจิตใจของเพื่อนร่วมงาน เหตุการณ์ และสิ่งที่เกิดขึ้น นี่คือ โอกาสที่เราไม่สามารถหาได้จากการเรียนหรือท่องจำในตำรา

เยียวยาจิตใจผู้ประสบภัยน้ำท่วม กทม.

...