เห็นสภาพสวนแล้วกว่าจะพลิกฟื้นให้เหมือนเดิมได้ คงจะหนักและนานเหมือนกัน

วันศุกร์ที่ ๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๔
ดิฉันลาพักร้อน ๑ วันเพื่อกลับกรุงเทพฯ ที่ต้องลาพักร้อนเนื่องจากต้องการออกเดินทางด้วยเที่ยวบินเช้า เพราะเข็ดกับการเดินทางด้วยเที่ยวบินเที่ยวสุดท้ายตอนเย็น (อ่านที่ และ ) เครื่องบินนกแอร์เที่ยวบิน DD1383 ออกจากนครศรีธรรมราชเวลา ๑๐.๑๐ น. ตรงเวลา ท้องฟ้าโปร่ง มีเมฆบางๆ เท่านั้น

 

ท้องฟ้ายามสาย วันที่ ๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๔

เมื่อถึงสนามบินสุวรรณภูมิแล้วต้องใช้เวลารอสัมภาระอยู่นาน กว่าจะออกจากสนามบินได้ก็เลยเวลา ๑๒.๓๐ น.ไปแล้ว  ดิฉันใช้เส้นทางด่วนเอกมัย-รามอินทรา และเข้าหมู่บ้านทางซอยลาดพร้าว ๗๑ รถที่จอดบนทางด่วนถูกเคลื่อนย้ายไปเกือบหมดแล้ว ได้เห็นขยะอยู่ริมถนนทางด่วนเยอะเลย สงสัยจะมาจากรถที่เคยจอดอยู่บริเวณนั้น ภายในหมู่บ้านที่ดิฉันอยู่น้ำแห้งหมดแล้ว มีร่องรอยให้เห็นว่าน้องน้ำมาเยี่ยมรอบๆ บ้านแต่ไม่สูง

ดิฉันใช้เวลาช่วงบ่ายทำความสะอาดเสื้อผ้าที่ขนมาจากนครศรีธรรมราช เอาข้าวของที่ขนหนีน้ำจากชั้นล่างไปไว้ที่ชั้นสองมาเก็บเข้าที่ได้บ้างเล็กน้อย ยังไม่มีแรงขนของส่วนใหญ่กลับที่เดิม

วันเสาร์ที่ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๔
วันนี้ดิฉันนัดหมายกับพี่สาวคนติดกันไปเยี่ยมแม่ที่บ้านนครนายก เราออกเดินทางจากบ้านพักเมื่อเวลาประมาณ ๐๙ น. แวะซื้อก๋วยเตี๋ยวเจ้าอร่อยในซอยลาดพร้าว ๗๑ ไปฝากคนที่บ้านนครนายก แล้วออกไปทางถนนกาญจนาภิเษก เพราะคิดว่าถนนรังสิต-นครนายกช่วงที่เลยคลอง ๔ ไปน่าจะใช้ได้ ถนนมีรถวิ่งเยอะทำให้อุ่นใจว่าน่าจะไปได้แน่

พอถึงแถวลำลูกกามีป้ายบอกว่าแถวด่านธัญบุรีมีน้ำท่วม รถเล็กผ่านไม่ได้ แต่ไม่รู้ว่าป้ายนี้บอกข้อมูลของวันที่เท่าไหร่ พยายามโทรถาม จส.๑๐๐ และตำรวจทางหลวง สายไม่ว่างตลอด จึงโทรหาลูกสาวให้ช่วยตรวจสอบทางอินเทอร์เน็ต และถามหลานที่เพิ่งเดินทางไปนครนายกมาไม่นาน ไม่มีใครรู้ว่าถนนรังสิต-นครนายกใช้ได้หรือเปล่า ช่วงนี้รถก็ติดมากค่อยๆ ขยับ ไม่รู้ว่าเพราะอะไร เราจึงตัดสินใจกลับรถเพื่อเดินทางไปทางมอเตอร์เวย์และเข้าจังหวัดฉะเชิงเทราแทน

แถวบ้านโพธิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา ก่อนจะแยกไปทางพนมสารคาม รถติดค่อนข้างมาก แต่พอเข้าถนนไปพนมสารคามก็คล่องตัว เราไม่กล้าใช้ทางลัดเพราะไม่รู้ว่าสภาพถนนเป็นอย่างไร ไปตามทางปกติคือจากพนมสารคามผ่านปราจีนไปถึงนครนายก กว่าจะถึงบ้านก็ ๑๔ น. แล้ว หิวทั้งข้าวและน้ำ ได้ก๋วยเตี๋ยวที่ซื้อมาตอนเช้า ซึ่งตอนนี้ก็เซ็งแล้วแก้หิว

แม่สบายดี บอกว่ารออยู่ทั้งวัน พี่สาวคนโตที่อพยพหนีน้ำท่วมบ้านแถวใกล้ๆ สะพานใหม่มาอยู่กับแม่เอาปลาหมอตะกรับทอดมาให้กิน ปลาหมอตัวใหญ่เท่าปลานิลทีเดียว เรื่องดีของน้ำท่วมปีนี้คือมีปลาเยอะมาก นั่งตกเบ็ดอยู่ที่บ้านก็ได้ปลาพอกินแล้ว พี่สาวน้องสาวทำปลาเค็มตากแดดอยู่ข้างบ้าน

ที่บ้านน้ำลดลงมาก อีกไม่นานคงแห้งหมด ต้นไม้รอบๆ บ้านตายหมด รวมทั้งที่สวน ต้นมะม่วงเขียวเสวย มะม่วงน้ำดอกไม้ทั้งสีทองและสีเขียว ต้นมะยงชิดที่กำลังโตนับ ๑๐ ต้น ตายเกือบทั้งหมด เหลือแต่มะม่วงน้ำดอกไม้เพียง ๑ ต้น แม้แต่หญ้าคาก็ตาย

 

ซ้าย-ต้นกล้วยน้ำว้าที่ตายและที่ฟื้น ขวา-ต้นมะยงชิดที่ตายหมด

 

ซ้าย-มะม่วงน้ำดอกไม้ที่เหลือต้นเดียว ขวา-มะพร้าวน้ำหอมที่คงทน

มะพร้าวน้ำหอม และต้นไม้ที่ขึ้นเองคือต้นหว้าไม่ตาย หญ้าขนขึ้นสูง น้องสาวบ่นว่ามีแต่ต้นที่ไม่ได้เรื่องได้ราวที่ไม่ตาย ต้นกล้วยน้ำว้าตายและเกือบตาย บางต้นที่ถูกฟันทิ้งก็เริ่มแทงยอดขึ้นใหม่ น้องสาวบอกว่าต้องปลูกใหม่จึงจะดี เห็นสภาพสวนแล้วกว่าจะพลิกฟื้นให้เหมือนเดิมได้ คงจะหนักและนานเหมือนกัน พี่สาวเจ้าของสวนหลายไร่บอกยอมแพ้แล้วเพราะอายุเกิน ๖๐ หากอายุสัก ๓๕ จะพอสู้ฟื้นสวนได้บ้าง

 

ทุ่งนาข้างๆ สวน ข้าวกำลังออกรวง

 

ภาพบน-ล่าง สภาพสวนหลังน้ำท่วม

 

พี่สาวทำฉู่ฉี่ปลาหมอตะกรับ หอมมากเพราะกะทิมาจากมะพร้างน้ำหอม น้องสาวทำปลาช่อนให้ ๒ ตัว เราหั่นเป็นชิ้นแล้วทอดห่อใบตองเอาใส่ถุงกลับกรุงเทพฯ ด้วย เรารีบออกเดินทางเมื่อเวลา ๑๖ น. เพราะกลัวค่ำ คราวนี้ออกจากบ้านทางเกาะกาไปทางท่าแดงไม่ต้องผ่านเมืองนครนายก ไปปราจีนแล้วกลับทางเดิม รถติดแถวบ้านโพธิ์เช่นเดิม รวมทั้งในเส้นทางมอเตอร์เวย์ช่วงเลยสนามบินสุวรรณภูมิมาเล็กน้อย กว่าจะขึ้นทางด่วนได้ก็นานพอดู ไปถึงบ้านของพี่สาวที่ซอยวัดบัวขวัญ ถนนงามวงศ์วานก็สองทุ่มกว่าแล้ว เรียกว่าใช้เวลาเดินทางไป-กลับ กรุงเทพฯ-นครนายก ประมาณ ๙ ชม. ทีเดียว

วันอาทิตย์ที่ ๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๔
เช้าวันนี้ต้องรีบจัดเสื้อผ้าและกระเป๋าแต่เช้า ลูกสาวพาหลานชายตัวน้อยมาหา หลานโตขึ้นเยอะ รู้เรื่องมากขึ้น (รู้ว่าใครเป็นใคร เรื่องไหนใครจะตามใจ) ได้เล่นกับหลานจนถึง ๑๓ น. ลูกสาวลูกเขยและหลานไปส่งที่สนามบินสุวรรณภูมิเพื่อเดินทางกลับนครศรีธรรมราชด้วยเที่ยวบิน DD1324 เวลา ๑๖.๕๕ น. (เลื่อนจากเวลาเดิมคือ ๑๖.๓๐ น.) เผื่อเวลาไว้มากๆ เพราะเข็ดจากครั้งก่อนเหมือนกัน

ไปถึงสนามบินยัง Check in ไม่ได้ เพราะต้องรอของจากคุณเอก ทีมถ่ายทำ VDO งานมหกรรม KM เบาหวาน ที่นัดจะเอา VDO ที่สั่งเพิ่มมาให้ รออยู่เกือบ ๔๕ นาทีจึงมาถึง แต่ไม่ได้ pack ของใส่กล่อง ดิฉันก็หิ้วไม่ไหวเพราะมีเป้ ๑ ใบและกระเป๋า notebook อีก ๑ ใบอยู่แล้ว ต้องไปหาซื้อกล่องจากไปรษณีย์ที่คุณเอกบอกว่าต้องเดินไกลโขอยู่

การ Check in คราวนี้สะดวกขึ้น มีป้ายบอกปลายทางแยกเป็นแถวๆ แต่ดิฉันก็ยังเจอปัญหาอีก เมื่อตรวจของแล้วลงบันไดไปด้านล่างแล้ว หยิบแว่นมาดู boarding pass ก็เจอว่าใบ boarding pass บอกว่าไม่มีสัมภาระ load ทั้งๆ ที่ดิฉัน load ไป ๒ ชิ้นคือกระเป๋าเสื้อผ้า ๑ ใบ กล่องใส่ VDO อีก ๑ ใบใหญ่ น้ำหนักรวม ๑๙ กก. ต้องย้อนกลับไปสอบถามที่ Check in อีกครั้ง ได้รับคำขอโทษพร้อมกับเปลี่ยน boarding pass ใบใหม่

เครื่องบินออกช้ากว่าเวลาที่กำหนดไว้ มีประกาศให้ขึ้นรถไปขึ้นเครื่องบินเมื่อเวลาเกือบ ๑๖.๔๐ น. เครื่องบินทะยานขึ้นฟ้าเมื่อเวลาประมาณ ๑๗.๒๕ น. ถึงนครศรีธรรมราชเมื่อเวลา ๑๘.๒๕ น. ค่ำพอดี โชเฟอร์ที่ไปรับเล่าว่าที่นครศรีธรรมราชมีฝนตกเกือบตลอดวัน

วัลลา ตันตโยทัย