
วาทิน ศานติ์ สันติ : เขียน ๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๔
ฉบับเต็มก่อนการตัดให้เหลือ ๑ หน้า A4 เพื่อส่งประกวด
เรียงความชนะเลิศบิ๊กซีแจ้งวัฒนะในหัีวข้อ "การลอยกระทงกับวิกฤติอุทกภัย" พฤษจิกายน ๒๕๕๔
“...พระจันทร์แจ่มแสงปราศจากเมฆมลทิน...ข้าพระองค์จึงทำโคมลอยเป็นรูปดอกกระมุทซึ่งบังเกิดมีอยู่ยังนัมมทานที อันเป็นที่พระบวรพุทธบาทประดิษฐาน กับแกะรูปมยุราคณานกวิหคหงส์ประดับ และมีประทีปเปรียงเจือด้วยไขข้อพระโคถวายในการพระราชอุทิศครั้งนี้ ด้วยจะให้ถูกต้องสมกับนักขัตฤกษ์วันเพ็ญเดือน ๑๒...”
มนุษย์อาศัยแม่น้ำในการตั้งถิ่นฐานก่อร่างสร้างวัฒนธรรมจนกลายเป็นอารยธรรมอันยิ่งใหญ่ เช่น อารยธรรมลุ่มแม่น้ำไนล์ของอียิปต์ อารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุ-คงคาของอินเดีย อารยธรรมลุ่มแม่น้ำไทกิส-ยูเฟติสของอีรัก อารยธรรมลุ่มแม่น้ำฮวงโฮของจีน ฯลฯ ทุกอารยธรรมอยู่ร่วมกับแม่น้ำอย่างรู้สำนึกในพระคุณ ยกย่องแม่น้ำให้เป็น “เทพเจ้า” ผู้ดลบัลดาลชีวิตสารพัน การประกอบพิธีกรรมบูชาแม่น้ำจึงเกิดขึ้นพร้อม ๆ กับการสร้างอารยธรรมของมนุษยชาติ
อินเดียเป็นแม่บทใหญ่ของเอเชียโดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศไทย รู้ซึ้งถึงอำนาจของแม่น้ำมายาวนานเพราะมีความผูกพันกับการเกษตร หน้าที่ของแม่น้ำเป็นทวิลักษณ์สร้างและคร่าชีวิตไปพร้อม ๆ กัน จากการไม่เข้าใจในธรรมชาติของน้ำ พวกพราหมณ์จึงยกแม่น้ำที่มีความเกรียวกราดให้เป็นเจ้าแม่สมควรได้รับการบูชาให้ถึงพร้อม จะได้ลดความรุนแรงลง ให้เทพเจ้าฟ้านาม “ศิวะ” รับเป็นสวามี ศิวะรับแม่น้ำนั้นขึ้นเหนือเศียรเก็บไว้ในมวยผม ปราบผยศแม่น้ำได้ชะงัก
ชาวอินเดียใช้กุศโลบายสอนคนรุ่นหลังให้สำนึกบุญคุณของแม้น้ำอย่างชาญฉลาด นำน้ำไปเกี่ยวพันธ์กับเทพเจ้า การเคารพเทพเจ้าจึงเป็นการเคารพน้ำไปพร้อมๆ กัน พิธีกรรมการบูชาน้ำ เช่น “พิธีศิวะราตรี” ในวันขึ้น ๑๕ ค่ำแห่งมาฆมาศ พราหมณ์จะลงอาบน้ำในแม่น้ำใช้น้ำล้างบาปพร้อมกับการสวดบูชาพระศิวะ “พิธีสนธยา” เป็นพิธีการชำระร่างกายในแม่น้ำคงคาอันศักดิ์สิทธิ์ มีการสวดมนต์สดุดีแม่น้ำคงคา ยมนาและสินธุ น้ำจะล้างบาปให้พ้นจากความชั่ว “พิธีทีปาวลี” จัดเดือนตุลาคม – พฤศจิกายน บูชามหาเทพคู่กับลอยกระทง มีการนำโคมไฟไปลอยน้ำเรียกว่าตามประทีป มีการจุดประทัดและดอกไม้ไฟ “พิธีอูนีอัมมาวัศยะ” เป็นเทศกาลในวันพระจันทร์เต็มดวง มีการลอยกระทงเพื่อเป็นการบูชาพระจันทร์ จนเมื่อบุคคลตายไป ชาวอินเดียยังใช้น้ำในการส่งวิญญาณผู้ตายไปสวรรค์ กล่าวคือชาวอินเดียเชื่อเรื่องการบรรลุโมกษะคือการหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด ดวงวิญญาณไปรวมกับวิญญาณอันบริสุทธิ์หรือพรหมมัน เมื่อชาวฮินดูรู้ว่ากำลังจะตาย ความคิดเบื้องแรกคือไปสู่เมืองพาราณาสีเมืองศักดิ์สิทธิ์เพราะจะได้อาบน้ำจากแม่น้ำนี้ แม่น้ำจะปลดเปลื้องชำระล้างบาปที่ได้กระทำมาแต่ครั้งอดีตได้ และเมื่อตายไปก็จะมีการเผาร่างที่ริมแม่น้ำแล้วโปรยเถ้ากระดูกลงแม่น้ำ หากไม่เผาก็จะนำร่างทั้งร่างปล่อยลงแม้น้ำไป เพราะเชื่อว่าแม่น้ำอันศักดิ์สิทธิ์จะนำหาพวกเขาไปพบกับทางหลุดพ้น
ต่อมาชาวไทยพุทธเห็นการบูชาน้ำและเทพเจ้าเป็นเรื่องดี จึงแปลงคติพราหมณ์บูชาเทพเจ้าให้เป็นคติพุทธบูชาพระพุทธเจ้า บูชาเจดีย์จุฬามนีในดาวดึงส์โดยการปล่อยโคมลอย บูชารอยพระพุทธบาทในนาคพิภพแม่น้ำนัมมทานทีโดยการลอยกระทง มักถือเดือน ๑๒ เป็นเกณฑ์
การลอยกระทงยังแฝงไว้ซึ่งการบริจาคทานลดอัตตาเช่นการใส่อาหาร ผลไม้ และเงินลงในกระทง
การลอยกระทงยังแฝงไว้ในกิจกรรมของชาวไทยมากมายเช่น พิธีกรรม ศิลปกรรม การละเล่น สุภาษิต วรรณกรรม บทเพลง ที่โด่งดังไปทั่วโลกคือเพลง “ลอยกระทง” โดยสุนทราพร ที่แม้แต่ฝรั่งหัวทองตาน้ำข้าวยังรำและร้องได้
“วันเพ็ญเดือนสิบสอง น้ำนองเต็มตลิ่ง
เราทั้งหลายชายหญิง
สนุกกันจริง วันลอยกระทง
ลอย ลอยกระทง ลอย ลอยกระทง
ลอยกระทงกันแล้ว
ขอเชิญน้องแก้วออกมารำวง
รำวงวันลอยกระทง รำวงวันลอยกระทง
บุญจะส่งให้เราสุขใจ บุญจะส่งให้เราสุขใจ”
สังเกตว่า คนไทยพุทธเชื่อว่าการลอยกระทงนั้นจะทำให้ผู้ลอยได้บุญจนให้สุขใจ
บทเพลง “น้ำลงเดือนยี่” ที่ขับร้องโดย รุ่งเพชร แหลมสิงห์ ได้ให้ภาพถึงการรับรู้ของชาวบ้านว่าธรรมชาติของน้ำเป็นอย่างไร เมื่อไหร่จะมา เมื่อไหร่จะนอง เมื่อไร่จะหมด
“ย่างเดือนสิบเอ็ดน้ำเริ่มไหลนอง
พอเดือนสิบสองน้ำในคลองก็เริ่มจะทรง
ครั้นถึงเดือนยี่น้ำก็รี่ไหลลงไหลลง
ตกเดือนสามแล้วน้ำก็คง แห้งขอดตลอดลำคลอง
........
เมื่อเดือนสิบเอ็ดน้ำเริ่มไหลนอง
เพ็ญเดือนสิบสองพี่และน้องร่วมลอยกระทง
แล้วใยเดือนยี่ น้องของพี่รักเริ่มถอยลง
เหตุไฉนน้ำใจอนงค์ ไหลค่อยลงเหมือนน้ำเดือนยี่”
แต่การรับรู้นี้อาจถูกหลงลืมไปแล้วก็ได้ใน พ.ศ. นี้
พุทธศักราช ๒๕๕๔ นับตั้งแต่ปลายฤดูร้อน มวลน้ำอันมหาศาลถาโถมประเทศไทยตั้งแต่ภาคเหนือไล่ลงมาถึงภาคกลางตอนล่าง พลังน้ำรุกเล้าเข้าทำลายทุกสรรพสิ่งที่ขวางหน้าไร้ซึ่งความปราณี แม้จะก่อกำแพงหนาขวางกั้นก็ไม่อาจทานแรงน้ำได้ เมืองแล้วเมืองเล่าต้องจมอยู่ภายใต้น้ำ ไม้เว้นแม้แต่กรุงเทพมหานครเมืองฟ้าอมรที่พระอินทร์สร้างซึ่งขึ้นชื่อว่าไม่มีวันตาย มหาอุทกภัยครั้งนี้อาจไม่ใช่สัญญาณแรกและไม่ใช่สัญญาณสุดท้ายที่จะทำให้เราตระหนักถึงพลังอำนาจน้ำด้วย “น้ำตา”
...น้ำไม่ได้มีไว้ต่อสู้หรือเอาชนะ แต่น้ำมีไว้ให้เราเรียนรู้และอยู่ร่วม...
หากนำคติชนที่บรรพชนสร้างไว้นานนมและไม่อคติมองว่างมงาย เราคงไม่จัดงานลอยกระทงอย่างพร่ำเพรื่อไปทุกมุมเมือง บางที่ไม่ติดกับแหล่งน้ำเพียงแต่ขอให้มีเพียงบ่อน้ำหรืออ่างจำลองก็ยังจัดงาน เช่นโรงเรียน เทศบาล ห้างสรรพสินค้า ซึ่งจัดงานใหญ่โตแสงสีเสียงตระการตามากด้วยร้านรวง ใส่ความบันเทิงจนเกินความจำเป็น เพียงเพื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์ เรียกคนมามาก ๆ และเพื่อเงินตรา
เราคงไม่สามารถป้องกันและแก้ไขมหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นในปัจจุบันได้แล้ว แต่เราสามารถป้องกันไม่ไห้เกิดในอนาคตได้ เพียงแค่เราเปลี่ยนพฤติกรรมและความเชื่อเดิม ๆ เกี่ยวกับการลอยกระทง เช่น หนึ่งครอบครัวหนึ่งกระทง หนึ่งคู่รักหนึ่งกระทง ใช้วัสดุที่ย้อยสลายได้หรือเป็นอาหารให้สัตว์น้ำ หรือให้ตามสมัยก็ลอยกระทงด้วยวัสดุที่ย้อยสลายในน้ำแล้วทำให้เกิดจูลินซีที่ช่วยทำให้น้ำไม่มีกลิ่นที่เรียกว่า "กระทง EM" หรือทำตามกระทรวงวัฒนธรรมแนะนำคือ “ลอยกระทงออนไลน์” หรือจะให้เก๋ไก๋ไปกว่านั้นคือเปลี่ยนจากการลอยเป็นการ “เก็บ” ช่วยกันเก็บขยะที่ลอยไปทั่วซอกซอยหลายแสนตันนำมาจัดเก็บรวมไว้เป็นที่เป็นทาง เพื่อหน่วยงานราชการมาเก็บต่อไป ก็จะเป็นการแสดงกตเวทิตาต่อน้ำได้อย่างดียิ่ง
จุดประสงค์สูงสุดของการลอยกระทงหาใช่อยู่ที่ว่าเอาอะไรลงไปลอยจนกลายเป็นขยะเกิดภาวะโลกร้อน หากอยู่ที่การกำหนดจิตแล้วลอยจิตสำนึกบุญคุณให้กับแม่น้ำและเพื่อเป็นพุทธบูชา
หากเราหลงลืม แกล้งลืม ไม่สนใจจิตวิญญาณอันแท้จริงของการลอยกระทง เจ้าแม่น้ำก็คงจะพิโรธเช่นนี้เรื่อยไป
นางนพมาศและการลอยกระทงในสมัยสุโขทัยอาจไม่มีจริง แต่แก่นของเรื่องบอกได้ว่า คนไทยมีความผูกพันกับสายน้ำอย่างยาวนาน จนคนไทยยกย่องน้ำเสมือน “แม่”
“...ครั้งสมเด็จพระร่วงเจ้าได้ทรงสดับ...จึงพระราชบริหารบำหยัดสาปสรรว่า แต่นี้สืบไปเบื้องหน้า โดยลำดับกษัตริย์สยามในประเทศ ถึงการกำหนดนักขัตฤกษ์วันเพ็ญเดือน ๑๒ พระราชพิธีจองเปรียงแล้ว ก็ให้กระทำโคมลอยเป็นรูปดอกกระมุทอุทิศสักการะพระพุทธบาทนัมทานที ตราปเท่ากัลปวสาน...คำโลกสมมุติเปลี่ยนชื่อเรียกลอยกระทง…”
..........................