เฝ้าระวังสุขภาพช่วงหน้าฝน

เฝ้าระวังสุขภาพช่วงหน้าฝน

             ยังคงมีความเคลื่อนไหวให้ติดตามอย่างต่อเนื่องสำหรับ สถานการณ์ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 การมีความรู้ความเข้าใจปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตนเอง เคร่งครัดต่อการดูแลสุขภาพด้วย การกินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ สวมหน้ากาก อนามัยเมื่อเป็นหวัด ตามที่มีการรณรงค์ นอกจากจะช่วยสกัดกั้นการแพร่ระบาดของเชื้อโรคแล้ว ยังช่วยให้เราหลีกไกลจากหวัดร้ายด้วย!!
   
              การแพร่ติดต่อของโรค ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ จาก  คนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งโดยการ ถูกผู้ป่วยไอจามรดโดยตรง หรือในบางคนอาจได้รับเชื้อทางอ้อมผ่านการสัมผัสมือ หรือสิ่งของเครื่องใช้ที่ปนเปื้อนเชื้อ โดยเฉพาะตามสถานที่สาธารณต่าง ๆ อาทิ ลูกบิดประตู แก้วน้ำ ราวบันได โทรศัพท์ ฯลฯ เชื้อจะเข้าสู่ร่างกายทั้งทางจมูก ตา ปาก ซึ่งในอาการป่วยที่ปรากฏส่วนหนึ่งจากที่กระทรวงสาธารณสุขเผยแพร่อธิบายไว้ ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะเริ่มมีอาการหลังจากได้รับเชื้อไวรัส 1-3 วันซึ่งน้อยรายที่นานถึง 7 วัน อาการป่วยจะใกล้เคียงกับโรคไข้หวัดใหญ่ที่เกิดขึ้นทั่วไป อย่างเช่น มีไข้ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ไอ เจ็บคอ คัดจมูก และอาจมีอาการเบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียนหรือ  ท้องเสียร่วมด้วย
   
            ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีอาการไม่รุนแรงหายป่วยได้โดยไม่ต้องนอนรักษาในโรงพยาบาล อาการจะทุเลาและหายป่วยได้ภายใน 5-7 วัน แต่บางรายที่มีโรคประจำตัวเรื้อรังอาจมีอาการปอดอักเสบรุนแรง มีอาการหายใจเร็ว เหนื่อยหอบ หายใจลำบากซึ่งอาจทำให้เสียชีวิตได้ ฯลฯ การดูแลรักษาสุขภาพให้แข็งแรง ปฏิบัติตัว  เคร่งครัดทั้งการรักษาความสะอาด ด้วยการล้างมือบ่อยครั้งรวมทั้งปฏิบัติตามวิธีที่มีการแนะนำรณรงค์ให้ความรู้ดังที่ได้ทราบกันนั้นมีความสำคัญ และนอกจาก ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ที่กำลังเป็นที่กล่าวขาน โรคที่เกิดขึ้นในช่วงฤดูฝน เวลานี้ที่มีการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศอันเป็นเหตุให้เกิดโรคหลายชนิดที่ต้องระมัดระวังดูแลสุขภาพและแม้จะเป็นที่ทราบกันแต่ทั้งนี้ก็ไม่ควรมองข้ามความเจ็บป่วยที่อาจเกิดขึ้น
   
               นพ.ม.ล.สมชาย จักรพันธุ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข กล่าวให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า ช่วงฤดูฝนโรคที่มักพบได้บ่อยก็จะมีทั้ง ไข้เลือดออก อีกทั้งช่วงนี้อาจมีน้ำท่วมขังส่งผลให้น้ำดื่มน้ำใช้อาจปนเปื้อนเชื้อโรค โรคที่ติดต่อทางน้ำและทางอาหารที่พบบ่อยก็มีทั้ง โรคท้องเดิน บิด ไทฟอยด์ อาหารเป็นพิษฯลฯ
   
               ขณะที่ โรคทางเดินหายใจ ซึ่งพบ ได้แก่ โรคหวัด ไข้หวัดใหญ่ คออักเสบ ปอดอักเสบหรือปอดบวม ฯลฯ ซึ่งเกิดขึ้นเนื่องจากร่างกายอ่อนแอ อุณหภูมิเปลี่ยนแปลงกะทันหันทำให้ติดเชื้อโรคที่ฟุ้งกระจายอยู่ในอากาศหรือในละอองเสมหะน้ำมูก น้ำลายของผู้ป่วยที่ไอจาม และ          ที่ต้องเฝ้าระวัง คือ ในกลุ่มผู้สูงอายุ เด็กเล็ก รวมทั้งผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว
   
               นอกจากนี้ยังมี โรคเลปโตสไปโรซิส หรือโรคฉี่หนู โดยเชื้อจะปะปนอยู่ในน้ำและสิ่งแวดล้อมที่ชื้นแฉะ มีน้ำท่วมขังเป็นอีกโรคที่พบได้บ่อยในช่วงดังกล่าว เช่นเดียวกับ โรคไข้เลือดออก ที่เกิดจากเชื้อไวรัสดังที่ทราบกัน  ไข้เลือดออกนั้นมียุงลายเป็นพาหะและหลังจากถูกยุงลายมีเชื้อกัดประมาณ 5-8 วันจะมีไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ มีจุดแดงเล็ก ๆ ขึ้นตามแขน ขา ลำตัว ฯลฯ ผู้ที่อาการไม่รุนแรงหลังจากไข้ลดอาการต่าง ๆ จะดีขึ้น แต่ในรายที่อาการรุนแรงขณะไข้ลดอย่างรวดเร็วจะเกิดภาวะช็อกซึ่งมีความอันตรายต้องได้รับการรักษาที่ถูกต้องทันเวลา
   
               นอกจากนี้ช่วงหน้าฝนยังพบ โรคไข้สมองอักเสบ ซึ่งเกิดจากการติดเชื้อไวรัส มียุงรำคาญเป็นพาหะ โรคไข้ปวดข้อยุงลาย อีกโรคที่พบทางภาคใต้มียุงลายเป็นพาหะเช่นกัน โรคชนิดนี้มีอาการไข้ ปวดข้อ มีผื่นตามตัว แต่จะไม่มีเลือดออกเป็นอีกโรคที่พบในช่วงฤดูฝนเช่นเดียวกับ          โรคตาแดงและน้ำกัดเท้า อีกทั้งช่วงเวลานี้อาจพบเจออันตราย การบาดเจ็บจากสัตว์มีพิษ อย่าง ตะขาบ แมงป่อง งู ฯลฯ รวมทั้งยังมีอุบัติเหตุการจมน้ำของเด็กเล็กในช่วงฤดูกาลนี้ซึ่งต้องเฝ้าระวังทั้งในเรื่องของสุขภาพ โรคภัยไข้เจ็บและอุบัติเหตุที่อาจทำให้เกิดการ เจ็บป่วยได้
   
           “สิ่งที่อยากฝากเตือนให้เพิ่มความระมัดระวังกันก็คือเมื่อทราบสาเหตุของโรคว่ามาจากอะไรก็ต้องเพิ่มความระมัดระวังยิ่งขึ้น อย่างในเรื่องของยุงลายที่ก่อเกิดทั้งโรคไข้เลือดออก ไข้ปวดข้อก็ต้องดูแลสุขภาพ ระมัดระวังไม่ให้ถูกยุงกัด ต้องหมั่นสำรวจกำจัดทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุงไม่ให้มีแหล่งเพาะพันธุ์  ทั้งในบ้านและนอกบ้าน ฯลฯ
   
               เช่นเดียวกับการป้องกันดูแลสุขภาพเพื่อให้ห่างไกลจากหวัดก็ต้องพยายามดูแลตนเอง ทำความสะอาดล้างมือบ่อย ๆ ซึ่งเป็นสิ่งหนึ่งที่จะช่วยป้องกันได้และไม่เพียงช่วยในเรื่องของไข้หวัด แต่ยังเป็นการป้องกันสารพัดโรคทั้งโรคตาแดง โรคทางเดินอาหารและโรคทางเดินหายใจ”
   
                ส่วนโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ด้วยความที่เป็นเชื้อตัวใหม่ที่ทุกคนยังไม่มีภูมิต้านทานก็คงต้องดูแลสุขภาพกันมากยิ่งขึ้น ในกลุ่มที่มีโรคประจำตัวโรคเรื้อรังต้องระวังมากขึ้นหลีกเลี่ยงพื้นที่ที่มีความแออัด
   
               ไอจามก็ต้องสวมใส่หน้ากากอนามัย ล้างมือบ่อย ๆ และถ้าเป็นหวัดควรพักผ่อนอยู่บ้านดูแลตนเอง แต่หากไอมาก หอบหืดหรือมีไข้สูงควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการรักษาและหากทุกบ้าน ทุกสถานที่ช่วยกันดูแลก็จะช่วยกันลดการแพร่ระบาดโรคนี้ลงได้
   
                ขณะที่สุขภาพดีเป็นสิ่งที่ทุกคนปรารถนา การดูแลตนเองเพื่อให้ห่างไกลจากโรค ความเจ็บป่วยจึงเป็นสิ่งสำคัญ เช่นเดียวกับการดูแลสุขภาพช่วงอากาศเปลี่ยนแปลงเวลานี้ ทุกครั้งเมื่อร่างกายเปียกชื้นถูกฝนควรรีบอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า สร้างความอบอุ่นให้แก่ร่างกาย 
   
               อีกทั้งการรับประทานอาหาร นอกจากเลือกทานอาหารปรุงสุก สะอาดถูกสุขอนามัย การรับประทานผักผลไม้ที่อุดมด้วยวิตามิน พักผ่อนเพียงพอ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ อีกทั้งการรักษาความสะอาดล้างมือบ่อยครั้งก็เป็นสิ่งจำเป็นช่วยให้ปลอดภัยห่างไกลจากหวัดร้าย รวมทั้งโรคภัยไข้เจ็บในช่วงฤดูฝนได้.

สรรหามาบอก

- สำนักการแพทย์และสำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร ขอเชิญผู้สนใจร่วมงาน “มหกรรมสุขภาพกรุงเทพมหานคร 2552” หรือ Bangkok Health Fair 2009 เพื่ออัพเดทความรู้และนวัตกรรมใหม่ทางการแพทย์ ร่วมสัมมนาทางวิชาการในหัวข้อน่าสนใจ พร้อมตรวจเช็กสุขภาพฟรี 17 รายการและรับบริการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่สำหรับกลุ่มเสี่ยง ฟรี จำนวน 3,500 คน ถึง วันที่ 19 ก.ค. 2552 เวลา 10.00-20.00 น. ณ ห้องบางกอกคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ ชั้น 4 โรงแรมโซฟิเทล เซ็นทารา แกรนด์ แบงคอก เซ็นทรัลลาดพร้าว สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ โทร. 1555
   
- สำนักเสริมศึกษาและบริการสังคม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ขอเชิญฟังบรรยาย เรื่อง “อาหารปลอดภัยสำหรับครอบครัว” โดย ผศ.ดร.นันทิกา สุนทรไชยกุล วันจันทร์ที่20 กรกฎาคม 2552 เวลา 10.00-12.00 น. ณ ห้องประชุม      ประภาศน์ อวยชัย ชั้น 4 อาคารอเนกประสงค์ 1 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ กทม. ไม่เสียค่าใช้จ่าย สนใจโทร. 0-2613-3822-5, 0-2623-5072
   
- โรงพยาบาลรามคำแหง ขอเชิญผู้สนใจร่วมสัมมนาในหัวข้อ “ดูแลหัวใจ...ด้วยใจ” ตอน “โรคหัวใจเป็นกันง่ายจริงหรือ ? & รับมืออย่างไร..เมื่อโรคหัวใจมาเยือน” โดย รศ.นพ. วสันต์ อุทัยเฉลิม อายุรแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคหัวใจ ใน วันเสาร์  ที่ 25 กรกฎาคม 2552 เวลา 13.00-15.30 น. ณ ห้องประชุม อาคาร C ชั้น 10 โรงพยาบาลรามคำแหง โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย สำรองที่นั่งด่วน โทร. 0-2743-9999 ต่อ 2680, 2688, 2699.

เคล็ดลับสุขภาพดี
ใช้เจลล้างมือ...ลดการสะสมของเชื้อโรค

กระแสสถานการณ์ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ในบ้านเรายังคงทวีความรุนแรงมากขึ้น แต่อย่ามัวตื่นตระหนกอยู่เลยค่ะ เรามาเรียนรู้วิธีการป้องกันตัวให้ปลอดภัยจากเชื้อไวรัสที่ร้ายกาจนี้กันดีกว่า

เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าเชื้อไวรัสสามารถติดต่อได้จากเชื้อที่อยู่ในเสมหะ น้ำมูก น้ำลายของผู้ป่วยและแพร่ไปยังผู้อื่นโดยการไอหรือจาม การรับประทานอาหารและการใช้ภาชนะร่วมกัน หรือติดต่อกันโดยการสัมผัสมือและสิ่งของที่มีเชื้อปนเปื้อนอยู่ ซึ่งเชื้อจะเข้าสู่ร่างกายทางจมูกและตา เช่น การแคะจมูก การขยี้ตา โดยวิธีหนึ่งที่จะช่วยป้องกันทั้งการแพร่เชื้อและการติดเชื้อได้ก็คือ การล้างมือ เพื่อตัดตอนเชื้อโรค แต่การล้างมือบ่อย ๆ อาจไม่ค่อยสะดวกเท่าใดนักเราจึงมีทางเลือกอีกทางหนึ่งคือ การใช้ “เจลล้างมือฆ่าเชื้อโรค” ซึ่งถือเป็นวิธีที่ง่าย พกพาสะดวกและยังสามารถลดการเกิดเชื้อแบคทีเรียได้ดีอีกด้วย
   
ดร.ดำรงค์ สมมิตร์ อาจารย์ภาควิชาเคมี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร ให้ความรู้ว่า เจลล้างมือที่มีประสิทธิภาพตามมาตรฐานในการฆ่าเชื้อโรคนั้นต้องมีส่วน  ผสมของ เอทิลแอลกอฮอล์ (ethyl alcohol) ไม่ต่ำกว่า 60 เปอร์เซ็นต์และเป็นเกรดสุราสามารถดื่มได้จะไม่เป็นอันตรายหากกลืนเข้าปาก รวมทั้งต้องมีส่วนผสมของ สารฆ่าเชื้อ (Tricosan) ประมาณ 0.1-0.2 เปอร์เซ็นต์จะช่วยเสริมประสิทธิภาพของแอลกอฮอล์ในการลดการเกิดเชื้อโรคต่าง ๆ ได้ดี สำหรับวิธีการใช้นั้นควรบีบลงฝ่ามือประมาณ 5 ซีซี หรือถ้าเป็นขวดแบบปั๊มกดประมาณ 2-3 ครั้ง จากนั้นลูบไล้ให้ทั่วมือและปล่อยให้แห้งระเหยไปเองโดยไม่ต้องล้างออก
   
การใช้สบู่ล้างมือกับเจลล้างมือ ทั้ง 2 กรณีนี้สามารถลดการสะสมของเชื้อโรคได้ แต่หากใช้สบู่ล้างมือต้องตรวจดูส่วนผสมด้วยเพราะบางยี่ห้อไม่ได้ใส่สารฆ่าเชื้อ หรือหากเราล้างมือไม่ถูกวิธีก็จะทำให้สะอาดไม่เพียงพอ  แต่สำหรับเจลล้างมือนั้นเมื่อใช้แล้วมั่นใจได้ว่าสามารถฆ่าเชื้อได้แน่นอนรวมทั้งสะดวกในการใช้และการพกพา แต่ข้อควรระวังหากทาเจลล้างมือใหม่ ๆ ควรหลีกเลี่ยงการเข้าใกล้วัตถุติดไฟ เพราะแอลกอฮอล์มีคุณสมบัติติดไฟได้ ซึ่งปริมาณแอลกอฮอล์ในส่วนผสมของเจลล้างมือที่มีขายในท้องตลาดอยู่ที่ 65-75 เปอร์เซ็นต์ไม่สามารถติดไฟได้ ต้องมีประมาณ 85 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไปแต่เพื่อความปลอดภัยควรป้องกันไว้ก่อน
   
สำหรับวิธีการสังเกตเจลล้างมือปลอม ซึ่งก็คือเจลล้างมือที่ไม่ได้มาตรฐานมีปริมาณแอลกอฮอล์ไม่ถึง 60 เปอร์เซ็นต์ที่ผู้ผลิตบางยี่ห้อลดปริมาณแอลกอฮอล์ลงและใส่น้ำในปริมาณที่มากแทนเพื่อเป็นการลดต้นทุน เราสามารถทดสอบเบื้องต้นได้โดยการบีบเจลลงที่ฝ่ามือแล้วลูบไล้ หากรู้สึกเย็นและแห้งระเหยไปอย่างรวดเร็ว แปลว่ามีปริมาณแอลกอฮอล์มากสามารถฆ่าเชื้อโรคได้ แต่หากทาแล้วแห้งช้าแสดงว่าเจลนั้นมีปริมาณแอลกอฮอล์น้อยแต่มีปริมาณน้ำมาก นอกจากนี้ควรอ่านฉลากว่ามีปริมาณแอลกอฮอล์กี่เปอร์เซ็นต์ หรือควรเลือกซื้อเจลที่มีส่วนผสมของมอยส์เจอไรเซอร์ในการบำรุงผิวเพิ่มด้วยก็ได้ เพราะเจลล้างมือมีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ซึ่งมีคุณสมบัติในการระเหยจะทำให้ผิวหนังแห้งขาดความชุ่มชื้น 
   
เพื่อความสะดวกสบายที่ปราศจากโรคภัยและเชื้อร้ายอย่าลืมพกพาเจลล้างมือไว้ใช้ฆ่าเชื้อโรคปกป้องตัวเองให้ห่างไกลจากไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ที่กำลังคุกคามเราอยู่กันนะคะ

ขอขอบคุณ       เว็บไซต์เดลินิวส์