วันนี้เป็นวันที่ผมดีใจมากๆ..มากที่สุดอย่างหนึ่งในชีวิต คือได้ทำตามความฝัน..ผมฝันว่าผมจะเขียนบทความเกี่ยวกับ Appreciative Inquiry ให้ได้ปีละ 100 บทความ..ตามจำนวนปีของการตั้งชุมชน Thailand Appreciative Inquiry Network (AI Thailand) ปีนี้เราเติบโตมาเป็นปีที่ 4 แล้วครับ..ตอนนี้ฝันเป็นจริงแล้ว ได้ 400 บทความ..ตอ่เลย..ช่วงนี้น้ำท่วม กอปรกับเริ่มมีผู้สนใจ AI ทั้งที่เป็นนักศึกษาที่สนใจทำวิทยานิพนธ์และผู้สนใจทั่วไป..เริ่มเข้ามาในเครือข่ายอีกกลุ่มใหญ่ เลยขอถือโอกาสทบทวนสิ่งที่จะเป็นพื้นฐานของผู้สนใจ AI ซึ่งคือจิตวิทยาบวก (Positive Psychology) ครับ พูดมาสามตอน

....
ตอนนี้จะกลับไปกล่าวถึงทฤษฎี The Flow จากหนังสือ The Flow: The Psychology of Optimal Experience ผมซื้อหนังสือนี้ครั้งแรกสมัยเรียกป.โท อยู่อเมริกา. เล่มนี้ถือเป็นหนังสือเกี่ยวกับ Positive Psychology เล่มแรกที่ผมซื้อมาครับ..อ่านแล้วอ่านอีก..ชอบมาก..จนถึงกับเริ่มตามเก็บสะสมหนังสือในสาขานี้..แล้วเริ่มเอามาใช้พัฒนาเป็นการสอนในวิชา Creativity ก่อนผมรู้จัก AI..พอมาเรียนป.เอก ทำวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับ AI ปรากฏว่า .AI นี่มีพื้นฐานจาก Positive Psyhcology ทั้งนั้นครับ..ผมเลยมีความสุขมากๆ


...
ครับหนังสือนี่้กล่าวถึงการศึกษาปรากฏการณ์ของมนุษย์..ในแง่คุณภาพของชีวิตครับ..ไปเจอง่ายๆครับ..คุณภาพชีวิตของมนุษย์ขึ้นกับปัจจัยสองประการคือ..ความท้าทาย (Challenge) กับทักษะ (Skill)..

...
ถ้าความท้าทายสูง แต่ทักษะไม่ทันนี่ก็จะเกิดภาวะกดดัน กังวล..ถึงขั้นยอมแพ้ไปก็มี..เช่น คนขายประกันภัยครับ..แรกๆ ขายไม่เป็น เขาก็ให้ไปลองขายญาติๆก่อน..พอประสบความสำเร็จก็ค่อยขยายกลุ่มที่เราคุ้นเคยน้อยไปเรื่อยๆ..ตลอดเวลาก็ต้องมีการอบรม ให้กำลังใจ เชิญคนที่ขายเก่งมาเล่าให้ฟังทุกสัปดาห์ จริงไหมครับ..ถ้าปล่อยให้ไปขายโดยไม่มีตัวช่วย รับรองเหลือนักขายน้อยแน่ๆ..
พูดง่ายๆ..ถ้าเจอภาวะการณ์แบบนี้ สิ่งที่คุณต้องทำคือ..ต้องหั่นเป้าหมาย (ที่ท้าทายเกินไป) เป็นเป้าหมายระยะสั้น..ในขณะเดียวกัน..ต้องเพิ่มทักษะ และกำลังใจเป็นระยะ
...
ในด้านตรงข้าม..ถ้าเกิดความท้าทายไม่สูง แต่ทักษะเราเกิดสูงนี่ก็ยุ่งครับ..ถ้าไม่ได้รับการแก้ไข..ก็จะเกิดภาวะเบื่อหน่ายครับ..จินตาการสิครับ..คุณเป็นหมอเรียนหมอโรงหัวใจมา เรียนแทบตาย..แต่ไม่ได้รักษาโรคหัวใจสักที เพราะไปอยู่โรงพยาบาลที่ไม่มีเครืองมือ (สมมติครับ) คุณอาจสติิแตกได้ง่ายๆ..
เจอแบบนี้เมื่อไหร่ คุณต้องหาเรื่องท้าทายทำครับ..ไม่งั้นคุณอาจหมดไฟ ถ้าเกิดกับลูกน้อยก็จะไม่อยู่นานแน่ครับ..
...
ที่สมดุลย์ที่สุดคือภาวะที่ในภาษาไทยเรียกว่า "ภาวะไหลลื่น (Flow)" เป็นภาวะที่งานนั้นความท้าทายก็สูง แต่ในขณะเดียวกันทักษะของเราก็สูงด้วย..เมื่อเจอภาวะนี้..เราจะทำงานอย่างเพลิดเพลิน ลืมวันเวลาไปเลย..เรียกว่ามันไหลลื่น..เขาเลยเรียกว่า "The Flow" ไงครับ..
..
ตอนนี้น้ำท่วมครับ..แต่ยังไงเราก็จะกลับไปทำงานต่อไป..ลองสำรวจตัวเองนะครับ..งานประจำ..ครอบครัว..งานอดิเรกของเรา..ความสัมพันธ์..ทุกด้านครับ..เราอยู่แกนไหน..ถ้ากังวล..แสดงว่าเราต้องปรับเป้าหมายใหม่ เพิ่มทักษะ..ถ้าเบื่อ..ก็หาอะไรท้าทายทำ..สุดท้ายบางอย่างถ้ามันท้าทาย แต่เราทำได้..เพลิน..เอาเลยครับ..ต่อยอดไปเรื่อยๆ...ครับ..
..
เช่นสุภาพบุรุษท่านหนึ่งชอบเล่น และสร้างเครื่องบินบังคับ..เขาก็สร้างเองเล่นเองครับ..มีความสุข..ต่อมาเพื่อนก็ขอให้ช่วยสร้างให้..แล้วก็เริ่มขยายวงไปเรื่อยๆ..จนเดี๋ยวนี้ สร้างโรงงาน..ตอนนี้ส่งออกแล้วครับ..
Steve Jobs เจ้าพ่อ Apple นั่นก็เป็นตัวอย่างของคนที่ค้นพบ Flow ครับ..ไปเรื่อยๆ เลยครับ..สร้างการเปลี่ยนแปลงในระดับโลกได้

...
ภาวะ Flow นี้ส่วนตัวผมว่าเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจากอิทธิบาทสี่ คือ เรามีฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา ครับ...
...
คุณล่ะ คิดอย่างไร

เมื่อสัมผัสกับภาวะ "Flow" เช่น เขียนบทความใน gotoknow นี้ เป็นความรู้สึกที่ดีจริงๆคะ
เวลามีสมาธิกับสิ่่งใด เป็นความสุขอย่างหนึ่ง ตรงข้ามกับการทำสิ่งที่ฝืนใจ สักพักก็ใจลอยไปไหนแล้ว
...
เรื่อง skill ไม่สัมพันธ์กับ Challenge กับตัวอย่างที่อาจารย์ยกมา
นึกไปถึงปัญหา โรงพยาบาลชุมชน ให้ทุนแพทย์มาเรียนเฉพาะทาง เมื่อกลับไปเคสเฉพาะทางน้อย แต่ต้องไปช่วยตรวจเคสทั่วไป
เป็นปัจจัยหนึ่งให้คน"หนีทุน" (ไถ่ตัวเอง ไปทำงานเอกชน) ไม่น้อยคะ
น่าเห็นใจทั้งสองฝ่าย ทั้งฝ่ายให้ทุน ก็หวังได้คนกลับไปช่วยงาน ฝ่ายรับทุน เมื่อไม่ได้ทำในสิ่งที่เรียนมาเต็มที่ก็เบื่อหน่าย
โจทย์ เรื่องความท้าทาย เป็นสิ่งต้องช่วยคิดกันต่อไปคะ
การคิดเชิงบวก การใช้จิตวิทยาเชิงบวก นับเป็นเรื่องที่ดี ทำให้คนคิดมีความสุขได้ ประสบผลสำเร็จได้ แต่ไมใช่ทางที่จะนำผู้คิดผู้ใช้แนวทางนี้ไปสู่การพ้นทุกข์ได้ และการนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ผลสำเร็จโดยไม่มองภาพรวมทั้งหมดจะก่อปัญหาให้กับตนเองครอบครัวและสังคม ขอขยายความดังนี้ครับ
การคิดเป็นเครื่องมือดี แต่การ "รู้" หรือรู้สึก เป็นเครื่องมือที่ทำให้ผู้ฝึกหรือผู้ใช้ ไปถึงความพ้นทุกข์ได้ (เขียนตามตำรานะครับ เป็นตำราพุทธ) ทุกๆ ครั้งที่เกิดปัญหา ผู้นิยมใช้ความคิดเชิงบวก จะคิดทันทีในเชิงบวกทำให้ปัญหานั้นสามารถแก้ไขได้หรือหมดไปได้ เช่น เมื่อเจอคนรู้จักที่ไม่ถูกชะตาเดินมา ทำให้เกิดความไม่ชอบขึ้น ก็ "คิดทับ" ทันทีว่า ที่เขาเป็นอย่างนี้ๆ เพราะอย่างนี้ๆ ที่เขาเป็นอย่างนั้นๆ เพราะเขาเป็นอย่างนั้นๆ เป็นธรรมชาติของเขาเอง เขาถูกสอนมาแบบนั้น อะไรทำนองนี้ ผลคือทำให้สบายใจขึ้น จึงพ้นจากทุกข์จากความโกรธนั้นได้ โดยไม่ได้เผลอเดินไปทำกิริยาหรือพูดจาไม่ดีต่อคนนั้น ..... กรณีแบบนี้ เมื่อทำบ่อยๆ จนเป็นนิสัย หรือที่เรียกว่า เป็นคนมองโลกในแง่ดี ....มีความสุข... มีเพื่อนมาก..... แต่ปลายสุดก็เพียงแค่ "เป็นคนดี" ไม่ได้ฝึกฝนตนเองอะไรให้ใกล้ การรู้ความจริงนัก กล่าวคือ เมื่อคนรู้จักที่ไม่ถูกชะตาเดินมา ความรู้สึกไม่ชอบเกิดขึ้น ไม่รู้ รู้ไม่ทัน ไม่ได้สังเกตอย่างใคร่ครวญ เพราะไปคิดเชิงบวกทับเสียก่อน เลยปล่อยโอกาสที่จะฝึกฝนการรู้กระบวนการของ กายใจว่าเกิดขึ้นอย่างไร เมื่อไม่ได้ฝึกฝนอย่างนี้ การจะรู้สภาวะและกระบวนการทางอารมณ์จึงยาก ทำให้เข้าถึงความเป็นกลางได้ยาก เมื่อไม่เข้าถึงความเป็นกลางได้ยาก การจะมีโอกาสรู้ความจริง รู้สัจจธรรมจึงน้อย แน่นอนว่าโอกาสพ้นทุกข์อย่างแท้จริงจึงน้อย (ขอบอกอีกครั้งว่าเขียนตามตำราพุทธนะครับ)
ประเด็นต่อมาที่ผมบอกว่า การนำวิธีการคิดเชิงบวกมาใช้โดยไม่ได้มองภาพรวมทั้งหมดจะก่อนให้เกิดปัญหา ขอขยายความดังนี้ครับ การจะทำกิจกรรมใดก็แล้วแต่ ถ้าเอาตนเองเป็นจุดศูนย์กลาง เช่น ต้องการที่จะขายประกันฯให้ได้ เรียนมาว่า จะต้องฝึกฝนให้สมดุลกันระหว่างทักษะกับความท้าทาย ก็มาพิจารณาตนเองว่ามีทักษะการขายเท่าใด พบว่ากลุ่มเป้าหมายที่เหมาะสมกับทักษะที่สุดคือเริ่มขายจากญาติๆ ก่อน เมื่อทักษะการขายดีขึ้นจึงจะขยายไปสู่คนกลุ่มอื่น...... หากการไปขายประกันฯให้ญาติ โดยไม่ได้คำนึงว่า ญาติคนนั้นเขาควรต้องทำประกันหรือไม่ วินัยการเงิน ศักยภาพทางการเงิน รายได้ รายรับ รายจ่ายของครอบครัวเขาเหมาะแก่การทำประกันฯหรือไม่ รวมทั้งที่สำคัญที่สุด ศักยภาพ โอกาสหรือความเสี่ยงที่เขาจะไม่สามารถส่งประกันได้ ทั้งความเสี่ยงในปัจจุบันและอนาคต เช่น เศรษฐฺกิจ สังคม และการเมือง และอีกประเด็นที่สำคัญคือ การเข้าไปแทรกแซงการจัดการบริหารชีวิตของคนอื่นโดยไม่ได้หวังดี ซึ่งจะก่อผลเสียหายต่อเขาทีหลัง หากไม่ได้ขายประกันความบริสุทธิ์ใจ ไม่มีคุณธรรม ไม่มีจริยธรรม มองไม่เห็นโอกาสที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อคนอื่น การขายประกันให้ญาติๆ กันจึงเป็นสิ่งที่ต้องระวัง ... ชาวอีสานบ้านผมขาดส่งประกันสูงมาก เพราะระบบขายประกันให้ญาติ นี่แหละครับ น่าสงสารมาก บริษัทประกันรับเงินคนจนที่ถูกหลอก(แบบไม่ผิดกฏหมาย) ไม่ต่างอะไรกับขูดเลือดปู (ไม่ใช่ปูนายกนะครับ ไม่เกี่ยวการเมือง).... ที่เขียนอย่างนี้ไม่ได้หมายความว่าไม่ให้ขายประกันให้ญาติ แต่ไม่สนับสนุนให้ใช้ศาสตร์ตะวันตก ดึงดูดด้วยผลตอบแทนต่างๆ เข้าว่า เพื่อให้ตนเองขายได้เพื่อจะได้เงินส่วนแบ่ง แต่หมายถึง ต้องเข้าไปเรียนรู้ ค้นคว้าอย่างจริงจัง ด้วยความจริงใจ จนแน่ใจว่าเขามีศักยภาพที่จะซื้อประกัน และประกันจะช่วยเหลือเขาแน่นอน ในกรณีที่แน่ใจว่าญาติหรือครอบครัวญาติไม่มีศักยภาพที่จะทำประกันได้ ก็ต้องมาพิจารณาว่า เราจะช่วยให้เขามีศักยภาพได้หรือไม่ ถ้าได้ก็ช่วยเหลือให้ความรู้แนวทาง เป็นต้น แต่ถ้าไม่ได้แทนที่จะเดินหนีไปเลย กลับต้องสอนและถ่ายทอดให้เขารู้ว่าทำไมญาติถึงยังไม่สมควรทำประกัน.....
สุดท้าย ผู้ใดเข้าถึงปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงก่อน แล้วทำให้คนอื่นเข้าถึงปรัชญานี้ได้ นับว่าผู้นั้นทรงคุณค่าต่อสังคมยิ่ง
หรือ ท่าน ดร.ภิญโญ เห็นว่าอย่างไร
ตอบคุณหมอปัทมา
ใช่เลยครับ..
จริงๆ The Flow ช่วยให้เรามองอะไรในอีกมิติได้ชัดขึ้น..ทำให้สามารถกำหนดนโยบายพัฒนาคนและสังคมได้ดีมากยิ่งขึ้นครับ..
ในกรณีดังกล่าว..ต้องช่วยกันจุดประกายให้คุณหมอค้นหาความท้าทายในอีกระบบหนึ่งเสริมมา..
เช่นวางเป้าหมายพัฒนาระบบโรงพยาบาลในระยะยาว..
หรือผมเคยคุยกับคุณหมอท่านหนึ่ง เธอเบื่อมากอยากออก...
แต่ความฝันของเธอฌธออยากให้มีหลักสูตร Oral and Maxillofacial Surgery
ผมก็เลยยุเธอว่าก่อนออกผลักดันเรื่องนี้ให้สำเร็จ ได้เรื่องครับ..เธอจัดการส่งคนไปเรียนหมออีกสามคน..ยังไม่พอตอนนี้เปิดหลักสูตรได้แล้ว..สมหวังครับ..ตอนนี้อยู่ต่อ..เพราะอยากสานงานให้มากกกว่าเดิม..ครับ
สวัสดีครับ คุณฤทธิไกร
ขอบคุณมากครับ ที่เข้ามาให้แง่คิดครับ ผมขอตอบดังนี้ครับ..
1. จิตวิทยาบวกมีหลายมิติ หลายทฤษฎีครับ..แน่นอนครับ ไม่มีวันเทียบกับศาสนาพุทธได้..(เอาเป็นว่าศาสนาไหนก็ตาม) ครับ..ไม่ได้นำไปสู่การพ้นทุกข์ครับ...จริงๆแล้วผมสนใจจิตวิทยาบวก ในแง่ที่หลายๆทฤษฎีไกล้้เคียงกับศาสนาพุทธมาก อย่างกรณี The Flow นี่ไกล้เคียงกับ "อิทธิบาทสี่" มากๆ..
นักวิชากาารระดับโลกก็ไกล้ชิดกับศาสนาพุทธมากๆครับ..ในสาขาของผม Appreciative Inquiry เจ้าของทฤษฎีนับถือและคุ้นเคยกับองค์ดาไล ลามะมากครับ..ในหนังสือส่วนใหญ่ของฝั่ง Positive Psychology จะพูดถึงเรื่องสมาธิ ความเมตตา และหลายๆอย่างของศาสนาพุทธนะครับ..มีกระทั่งการทดลองหลายเรื่องๆ..เช่นมุทิตาจิตกับความสำเร็จของนักโต้คลื่นๆ ครับ..
ในมุมมองของผมแล้ว เรื่อง Positive Psychology ช่วยให้เราช่วยให้เราอยู่ในโลก "สมมติ" ได้อย่างสะดวกขึ้น..เป็นเครื่องช่วยเท่านั้นครับ..อย่างไรก็ตามยังไปไม่ถึงศาสตร์แห่งการหลุดพ้นครับ..ผมเองก็ต้องฝึก"อีกมาก"เหมือนกันครับ
2. เวลาผมมองว่าใครคิดบวกหรือไม่ มองจากสองทฤษฎีหลักครับ...ตัวแรกเรียกว่าจาก Learned Optimism คนมองโลกในแง่ดีนั้น แบ่งเป็นสามประเภท คือ มองโลกในแง่ดีตามความเป็นจริง..(Realistic Optimism) มองโลกในแง่ดีแต่ไร้เเดียงสา (Naive Optimism) มองโลกในแง่ร้าย (Pessimism)...
ผมว่ากรณีที่คุณยกมา น่าจะเป็น Naive Optimism และอาจเข้าขั้น Pessimism เลย ครับ..ดูเหมือนจะใช้หลักกรรมมามอง..แต่วิธีการมองแล้วยกตัวนะครับ..ผมว่าไม่ใช่การมองที่โสภาเท่าไหร่นัก.ดูขาดเมตตาครับ..และก็ไม่ได้มองตามหลักไตรลักษณ์ด้วย..เรียกว่าขาด "โยนิโสมนสิการ" อย่างแรง..ที่สำคัญ..ในบางมุมตรงนี้อาจทำให้เสียสุขภาพจิตระยะยาวครับ..ลักษณะนี้เป็นการมองแบบ "ตีตรา (Labeling)" ตามศาสตร์ด้านสมองนะครับ (ดู Change Your Brain Change Your Life) ตรงนี้สมองเขาไม่มีความสุขแน่นอนครับ..ขาดสุขภาวะ..ขอเรียกตรงๆว่า วิธีการมองแบบนี้ไม่ใช่การมองแบบเชิงบวกแน่นอนครับ..
3. กรณีบริษัทประกันนั้น ที่หลอกชาวบ้านนั้นเรียกว่าเลว และขาดความรับผิดชอบต่อสังคมแล้วครับ..
4. สำหรับในวันนี้ยกตัวอย่างบางประเด็นของปริษัทประกัน "ที่ดี" ครับ..ในบางมุมมองเท่านั้นครับ..โดยหลักของ Positive Psychology เองแล้ว..เน้นเรื่องจริยธรรม ความดีงามมากๆครับ..แน่นอนในเรื่องบูรณาการและองค์รวม..ศีลธรรม ความรับผิดชอบสำคัญเหนืออื่นใดครับ..
5. ส่วนศาสตร์ทาง Positive Psychology ที่ดูสนับสนุนแนวคิดแบบเศรษฐกิจพอเพียง คือการเป็น "คนมองโลกในแง่ดี ตามความเป็นจริง (Realistic Optimsm) ครับ..ผมจะเขียนตอบต่อในตอนต่อไปนะครับ..
6. เรื่องการเน้นผลประโยชน์เอาแต่เงินนั้น ผมว่าเป็นเรื่องของคนขาดความรับผิดชอบ..เป็น" เปรต" ครับ..ผมว่ามีในทุกที่.ครับ ไม่แบ่งตะวันตกและออก...ครับ..ฝร่ังหิ้วกระเป๋าเอาฌอโรอีนมาขาย.คนไทย ถ้าคนไทยซื้อไปขายต่อ..เรียกว่าเลว พอกันทั้งตะวันตก ตะวันออกครับ..
ขอบคุณที่แวะมานะครัฐงงอาจตอบไม่ครบทุกประเด็นครับ..ขาดเหลืออะไรก็ช่วยชี้แนะด้วยนะครับ...
ขอบคุณครับ อาจารย์ที่ทำให้ผมเรียนรู้ว่าผมไม่รู้อะไรอีกเยอะ แต่ประเด็นของผมมีสั้นนิดเดียวคือ "การคิด" กับการ "รู้" หมายถึง รู้ว่าคนเราสามารถหยุดคิดได้ เป็นต้น ความสามารถที่มีในเฉพาะมนุษย์นี้ ต้องฝึกฝนเอาเองเท่านั้น (ตามที่เรารู้กัน) ประเด็นมีเพียงเท่านี้ ผมจึงยังคงเชื่อว่า การคิดเชิงบวก ไม่ว่าจะเป็นแบบไหน มีกี่ชนิด แต่มันก็ยังเป็น "การคิด" ไม่ใช่การ "รู้" รู้สภาวะตามความจริง ดังนั้นผมจึงยังคงยึดเหมือนเดิมว่า การคิดเชิงบวก เป็นการ "คิดทับ" คิดทับโอกาสที่จะได้เรียนรู้กายใจ....ยินดี ตื่นเต้น ที่ได้เรียนรู้ครับ ผมคิดว่าชีวิตนี้ผมน่าจะได้เข้าไปขอคำปรึกษากับอาจารย์แน่นอน เพราะท่านอาจารย์อยู่ขอนแก่นนี่เอง ผมไปขอนแก่นบ่อยครับ... แต่ไม่รู้ว่าจะได้รับโอกาสหรือเปล่า
สวัสดีครับคุณฤิทธิไกร,
ที่คุณพูดนั้นจริง ครับ ทั้งหมดที่ผมพูดมาก็เป็นเรื่องของโลกสมมติเท่านั้นครับ..
การคิดเชิงบวก เป็นเพียง "การคิด" เอาเองเท่านั้นอย่างที่คุณพูดครับ..
ผมเองพึ่งไปวัดหลวงพ่อกล้วยมา..เรียกว่าถูกเคาะกะโหลกมาอย่างแรก...
เรียกว่าพยายามปฏิบัติธรรม แต่ยังดูจิต หยุดวงจรไม่ได้สัก กะที..
สรุปแล้ว Positive Psychology ก็คิดเอานั่นแหละครับ..
แน่นอนถ้าติดกับสมมตินี่มาก..คุณจะตกอยู่ในอีกภพหนึ่งครับ..ปรุงแต่งไม่หยุด..ไม่หลุดพ้นแน่นอน..นี่แหละครับ "ทับโอกาส" ที่จะมองไปดูถึงจิต..
ผมจึงเห็นด้วยที่คุณพูดอย่างมากๆครับ..
ในศาสตร์ที่จะทำให้คนเราหลุดออกจากวังวนความคิดปรุงแต่งนั้นยังพอมีอยู่ก็คือ"สุนทรียสนทนา (Dialogue)" ผมทำอยู่เหมือนกัน..แต่ว่าผมก็ยังมองว่าสู้วิปัสสนาไม่ได้ครับ..ยังห่างไกล..
ขอบคุณที่แวะมาให้ข้อคิดดีๆนะครับ..เอาไปต่อยอดให้เขียนได้อีกหลายเรื่องหลายตอนเลยครับ..
มาได้เลยนะครับ..มาแลกเปลี่ยกเรียนรู้กัน ผมว่าเรามีความสนใจร่วมกันนะครับ
ข้อคิดเห็นของคุณเป็นประโยชน์มากๆครับ
ทำให้ผมได้ตรวจสอบตัวเอง ได้คิดให้ลึกขึ้นอีก
ครับ มาเมื่อไหร่ก็บอกได้เลยนะครับ
เบอร์โทรของผมอยู่ที่หน้า เว็บ
www.aithailand.org
ครับ
มาเมื่อไหร่ กริ๊งมาได้เลย
ใจกว้างมากครับ อาจารย์ ผมนึกว่าท่านอาจารย์จะเป็นน้ำเต็มแก้วไปเสียแล้ว ขอคารวะครับ.... ผมกำลังฝึกฝนตนเองด้วยการดูจิต แต่ไม่ค่อยก้าวหน้าเท่าไหร่ครับ ทำไป ๆ กลายเป็นคิดเอาทุกที.... วันที่ 30 พฤศจิกายน นี้ ผมและเพื่อนนิมนต์หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชโช มาแสดงธรรมเทศนาที่ มหาวิทยาลัยมหาสารคามครับ รายละเอียดอยู่ที่ http://www.genedu.msu.ac.th/transition/ จะมีเพื่อนผู้สนใจพัฒนาตนเองแบบ จิตตปัญญาศึกษาแนวพุทธ มากันเยอะครับ ถ้าท่านอาจารย์สนใจ ขอเรียนเชิญครับ
มาช่วยเชียร์อีกแรงค่ะ
แวะมาอ่านครับ ประเด็นนี้น่าคิดทีเดียวครับ
อาจารย์ภิญโญคะ
ต้องขอบคุณมากๆ ที่แนะนำภาวะลื่นไหลให้ได้เข้าใจปรากฏการณ์ที่เคยเกิดขึ้นมากับตัวเอง ซึ่งได้ลอง AAR แล้วก็พบว่าตรงกับคำอธิบายของอาจารย์ในบันทึกนี้ค่ะ ซึ่งก็เป็นการเรียนรู้และทิศทางการปรับตัวก็ดูเหมือนจะทำให้พอเห็นภาพชัดเจนขึ้น่าแนวทางที่เลือกมาไขปัญหาที่พบจะเป็นไปได้
ขอบคุณมากๆ ค่ะ ^_^
กราบขอบคุณคะ ตามอ่านงานอาจารย์คะได้ความรู้ดีมากทำให้สามารถคิดตามเป็นขั้นตอนดี