สวัสดีครับ คุณฤทธิไกร

ขอบคุณมากครับ ที่เข้ามาให้แง่คิดครับ ผมขอตอบดังนี้ครับ..

1. จิตวิทยาบวกมีหลายมิติ หลายทฤษฎีครับ..แน่นอนครับ ไม่มีวันเทียบกับศาสนาพุทธได้..(เอาเป็นว่าศาสนาไหนก็ตาม) ครับ..ไม่ได้นำไปสู่การพ้นทุกข์ครับ...จริงๆแล้วผมสนใจจิตวิทยาบวก ในแง่ที่หลายๆทฤษฎีไกล้้เคียงกับศาสนาพุทธมาก อย่างกรณี The Flow นี่ไกล้เคียงกับ "อิทธิบาทสี่" มากๆ..

นักวิชากาารระดับโลกก็ไกล้ชิดกับศาสนาพุทธมากๆครับ..ในสาขาของผม Appreciative Inquiry เจ้าของทฤษฎีนับถือและคุ้นเคยกับองค์ดาไล ลามะมากครับ..ในหนังสือส่วนใหญ่ของฝั่ง Positive Psychology จะพูดถึงเรื่องสมาธิ ความเมตตา และหลายๆอย่างของศาสนาพุทธนะครับ..มีกระทั่งการทดลองหลายเรื่องๆ..เช่นมุทิตาจิตกับความสำเร็จของนักโต้คลื่นๆ ครับ..

ในมุมมองของผมแล้ว เรื่อง Positive Psychology ช่วยให้เราช่วยให้เราอยู่ในโลก "สมมติ" ได้อย่างสะดวกขึ้น..เป็นเครื่องช่วยเท่านั้นครับ..อย่างไรก็ตามยังไปไม่ถึงศาสตร์แห่งการหลุดพ้นครับ..ผมเองก็ต้องฝึก"อีกมาก"เหมือนกันครับ

2. เวลาผมมองว่าใครคิดบวกหรือไม่ มองจากสองทฤษฎีหลักครับ...ตัวแรกเรียกว่าจาก Learned Optimism คนมองโลกในแง่ดีนั้น แบ่งเป็นสามประเภท คือ มองโลกในแง่ดีตามความเป็นจริง..(Realistic Optimism) มองโลกในแง่ดีแต่ไร้เเดียงสา (Naive Optimism) มองโลกในแง่ร้าย (Pessimism)...

ผมว่ากรณีที่คุณยกมา น่าจะเป็น Naive Optimism และอาจเข้าขั้น Pessimism เลย ครับ..ดูเหมือนจะใช้หลักกรรมมามอง..แต่วิธีการมองแล้วยกตัวนะครับ..ผมว่าไม่ใช่การมองที่โสภาเท่าไหร่นัก.ดูขาดเมตตาครับ..และก็ไม่ได้มองตามหลักไตรลักษณ์ด้วย..เรียกว่าขาด "โยนิโสมนสิการ" อย่างแรง..ที่สำคัญ..ในบางมุมตรงนี้อาจทำให้เสียสุขภาพจิตระยะยาวครับ..ลักษณะนี้เป็นการมองแบบ "ตีตรา (Labeling)" ตามศาสตร์ด้านสมองนะครับ (ดู Change Your Brain Change Your Life) ตรงนี้สมองเขาไม่มีความสุขแน่นอนครับ..ขาดสุขภาวะ..ขอเรียกตรงๆว่า วิธีการมองแบบนี้ไม่ใช่การมองแบบเชิงบวกแน่นอนครับ..

3. กรณีบริษัทประกันนั้น ที่หลอกชาวบ้านนั้นเรียกว่าเลว และขาดความรับผิดชอบต่อสังคมแล้วครับ..

4. สำหรับในวันนี้ยกตัวอย่างบางประเด็นของปริษัทประกัน "ที่ดี" ครับ..ในบางมุมมองเท่านั้นครับ..โดยหลักของ Positive Psychology เองแล้ว..เน้นเรื่องจริยธรรม ความดีงามมากๆครับ..แน่นอนในเรื่องบูรณาการและองค์รวม..ศีลธรรม ความรับผิดชอบสำคัญเหนืออื่นใดครับ..