แนวความคิดทางเศรษฐศาสตร์ของสำนักคลาสิค

          เศรษฐศาสตร์สำนักคลาสิคเป็นแนวความคิดทางเศรษฐศาสตร์ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นในประเทศอังกฤษ โดย อดัม สมิท  โทมัส โรเบิร์ต มัลทัส  เดวิด ริคาร์โด  จอห์น สจ๊วต มิลล์ และ เจ.อี. แครนส์ เศรษฐศาสตร์สำนักคลาสสิคเป็นผลิตผลที่สำคัญของประเทศอังกฤษ และมีการขยายแนวความคิดไปในประเทศฝรั่งเศสโดย เจ.บี. ซาย ก็ได้มีแนวความคิดในทำนองเดียวกัน ลัทธิเศรษฐศาสตร์สำนักคลาสสิคได้มีอิทธิพลต่อแนวความคิดทางเศรษฐศาสตร์ในโลกตะวันตกในครึ่งแรกของคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ ซึ่งหลักการพื้นฐานของสำนักคลาสสิคคือ

              ๑. เสรีภาพทางเศรษฐกิจ (economic freedom) ตามหลักการนี้บุคคลแต่ละคนมีเสรีภาพในการที่จะประกอบธุรกิจ และหน่วยธุรกิจก็มีเสรีภาพในการที่จะเข้าหรือออกจากอุตสาหกรรม นอกจากนี้บุคคลแต่ละคนก็ยังมีเสรีภาพในการที่จะแสวงหางานตามแต่ที่เขาจะหาได้ และออกจากงานเมื่อเขาปรารถนา

              ๒. ความสนใจในผลประโยชน์ของตนเอง (self interest) ความสนใจในผลประโยชน์ของตนเองเป็นแรงกระตุ้นที่สำคัญของระบบเศรษฐกิจ ทั้งนี้โดยความคิดที่เชื่อกันตามที่ อดัม สมิท กล่าวไว้ว่า บุคคลใดบุคคลหนึ่งนั้นในการแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตนย่อมเท่ากับถูกชักนำโดย “มือที่มองไม่เห็น” (invisible hands) ก่อให้เกิดสวัสดิการแก่เพื่อนร่วมชาติ ดังนั้นในการที่แต่ละบุคคลดำเนินการสิ่งใดเพื่อให้บรรลุเป้าหมายของเขาก็เท่ากับได้ช่วยเพิ่มพูนความมั่งคั่งให้แก่ประเทศชาติเป็นส่วนรวมไปโดยปริยาย ตัวอย่างที่จะเห็นได้ในเรื่องนี้ได้แก่ การที่ผู้ประกอบการดำเนินการโดยการแสวงหากำไรก็เท่ากับว่าผู้ประกอบการได้มีส่วนในการทำให้มีการจ่ายค่าแรงงานให้แก่ลูกจ้าง ก่อให้เกิดรายได้แก่ผู้จัดหาวัตถุดิบ และจัดให้มีซึ่งสินค้าและบริการสำหรับสังคม ความสนใจในผลประโยชน์ของตนเองทำหน้าที่เป็นพลังชีวิตให้แก่ระบบเศรษฐกิจและสังคมเป็นส่วนรวม ตามทัศนะของ อดัม สมิท สังคมจะดำรงอยู่ได้โดยการแลกเปลี่ยนซึ่งเป็นผลของความสนใจในผลประโยชน์ของตนเองของแต่ละบุคคล

              ๓. การแข่งขัน (competition) ในโลกที่มีการค้าเสรีและมีความสนใจในผลประโยชน์ของตนเองการแข่งขันเป็นตัวควบคุมระบบเศรษฐกิจ การแข่งขันช่วยบังคับไม่ให้เกิดการผูกขาดเกิดขึ้น การที่อุปทานของสินค้ามาจากผู้ขายเป็นจำนวนมากรายย่อมช่วยควบคุมมิให้หน่วยธุรกิจใดหน่วยธุรกิจหนึ่งตั้งราคาสินค้าสูงเกินไป การแข่งขันยังช่วยป้องกันมิให้นายจ้างเอารัดเอาเปรียบลูกจ้าง ยิ่งกว่านั้นการแข่งขันยังเป็นพลังที่ช่วยกระตุ้นให้เกิดนวกรรม (innovation) และทำให้ผู้บริโภคมีสินค้าใหม่ ๆ บริโภคในราคาถูกลง และช่วยทำให้ไม่เกิดภาวะสินค้าชนิดใดชนิดหนึ่งล้นตลาดหรือขาดตลาด โดยกลไกที่ผ่านการปรับปรุงในราคาและผลิตผล

             ๔. การดำเนินการโดยเสรี (laissez faire) ในโลกซึ่งทุกคนมีเสรีภาพทางเศรษฐกิจ มีความสนใจในผลประโยชน์ของตนเองและมีการแข่งขันนั้น บทบาทของรัฐบาลก็ควรจะเป็นบทบาทที่น้อยมาก โดยรัฐบาลควรปล่อยให้เอกชนดำเนินงานโดยเสรี คือ รัฐบาลควรปล่อยให้เอกชนดำเนินงานไปโดยลำพังและปล่อยให้สถานการณ์เป็นไปตามที่เป็นอยู่ (let alone, let be) นอกเหนือไปจากการออกตัวบทกฎหมาย การให้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินของเอกชน การป้องกันประเทศและการส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศแล้ว รัฐบาลไม่ควรเข้าแทรกแซงในการดำเนินงานของระบบเศรษฐกิจ นอกจากจะทำหน้าที่เป็นอนุญาโตตุลาการในการตัดสินกรณีพิพาทที่เกิดขึ้น การดำเนินการโดยเสรีไม่ได้หมายความว่าระบบเศรษฐกิจจะต้องเป็นระบบที่ไม่มีรัฐบาลโดยสิ้นเชิงหรือเป็นระบบอนาธิปไตย (anarchy) แต่บทบาทของรัฐบาลจะเป็นบทบาทที่น้อยมากและจำกัดอยู่เฉพาะในการจัดให้มีโครงสร้างทางการเมืองที่เหมาะสมต่อการดำเนินงานของระบบเศรษฐกิจแบบตลาดเสรี (free market economy)  

           ซึ่งหลักการพื้นฐานทั้ง ๔ ประการนี้เป็นแนวความคิดหลักของนักเศรษฐศาสตร์สำนักคลาสสิค โดยแนวความคิดทางเศรษฐศาสตร์ที่สำคัญได้แก่

อดัม สมิท (Adam Smith ค.ศ. ๑๗๒๓-๑๗๙๐) ได้ชื่อว่าเป็นผู้วางรากฐานแนวความคิดทางเศรษฐศาสตร์ของสำนักคลาสสิคที่สำคัญ โดยเขาได้วางรากฐานแนวความคิดทางเศรษฐศาสตร์ไว้อย่างมากในหนังสือชื่อ An Inquiry into the Nature and Causes of the Wealth of Nations ซึ่งตีพิมพ์ในปี ค.ศ. ๑๗๗๖ ซึ่งบรรดานักเศรษฐศาสตร์คนอื่น ๆ ได้รับอิทธิพลจากแนวความคิดของเขาและมีส่วนช่วยขยายความคิดของเขาออกไป โดยที่เนื้อหาของหนังสือดังกล่าวเขียนขึ้นเพื่อโต้แย้งลัทธิพาณิชย์นิยม ซึ่งเป็นลัทธิที่ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในอังกฤษ ซึ่งนักพาณิชย์นิยมเชื่อว่า โลหะมีค่าเป็นบ่อเกิดของความมั่งคั่งของประเทศ ดังนั้นรัฐบาลควรจะมีบทบาทที่สำคัญในการค้าระหว่างประเทศเพื่อหาแนวทางเพิ่มพูนโลหะมีค่าให้แก่ประเทศ

           ดังนั้นนโยบายที่นักพาณิชย์นิยมสนับสนุนจึงได้แก่การปกป้องการค้า การจัดตั้งกิจการผูกขาด และการเข้าควบคุมกิจกรรมทางเศรษฐกิจในลักษณะอื่น ๆ ที่จะสร้างความเจริญมั่งคั่งให้แก่ระบบเศรษฐกิจของประเทศ แต่สมิทโต้แย้งว่า อันที่จริงแล้วการที่ประเทศจะบรรลุถึงจุดสุดยอดแห่งความเจริญรุ่งเรืองได้ จะต้องมีลักษณะที่สำคัญ ๒ ประการคือ การที่บุคคลแต่ละคนมีสนใจมีความสนใจในผลประโยชน์ของตนเองและการมีระบบตลาดเสรี ซึ่งถ้าหากมีทั้ง ๒ ประการนี้แล้วไม่เพียงแต่ความพอใจของแต่ละบุคคลจะสูงสุดเท่านั้น แต่สวัสดิการของสังคมเป็นส่วนรวมก็จะสูงสุดด้วย

           สมิทเห็นว่าบุคคลแต่ละคนต่างก็แสวงหาสิ่งที่เขาพึงประสงค์ แต่เนื่องจากบุคคลบางคนอาจมีสินค้าชนิดใดชนิดหนึ่งในครอบครองมากกว่าหรือน้อยกว่าที่เขาปรารถนาเมื่อเทียบกับสินค้าชนิดอื่น ๆ ดังนั้นแต่ละบุคคลจะได้รับความพอใจเพิ่มขึ้นโดยการแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างกัน สิ่งนี้ย่อมเป็นความจริงสำหรับระบบเศรษฐกิจเป็นส่วนรวมด้วย ดังนั้นการค้าเสรีจะเป็นสิ่งที่นำไปสู่ความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและสวัสดิการทางเศรษฐกิจที่สูงสุดของสังคม และความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเกิดขึ้นได้เป็นผลเนื่องมาจากการแบ่งงานกันทำ (division of labor)

           สมิทย้ำว่าหากการแลกเปลี่ยนเป็นไปโดยเสรีแล้ว ระบบเศรษฐกิจย่อมจะดำเนินงานโดยมีประสิทธิภาพสูงสุด แต่การที่จะเป็นเช่นนี้ได้ไม่เพียงแต่จะต้องมีการแลกเปลี่ยนโดยเสรีเท่านั้น แต่ตลาดยังต้องมีเสถียรภาพอีกด้วย และเงื่อนไขที่จะก่อให้เกิดเสถียรภาพในตลาดก็คือ การแข่งขันซึ่งจะเป็นเครื่องประกันว่าสินค้าขายได้หมด (markets clear) อยู่เสมอ ไม่เกิดสถานการณ์ที่มีสินค้าล้นตลาดหรือขาดตลาด ซึ่งตามทัศนะของสมิทนั้น เมื่อบุคคลแต่ละคนดำเนินการเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง การแข่งขันย่อมทำให้เกิดดุลยภาพขึ้นในระบบเศรษฐกิจเสมอ และรัฐบาลควรมีบทบาทที่ค่อนข้างจำกัด การเข้าแทรกแซงของรัฐบาลโดยการผูกขาด การควบคุม หรือการให้เงินอุดหนุนก็ดี ล้วนแล้วแต่เป็นการทำให้การจัดสรรทรัพยากรเป็นไปอย่างไม่เหมาะสม และเป็นการขัดขวางการดำเนินงานของตลาดเสรีซึ่งเป็นผลเสียต่อสังคม

           สมิทมีความเชื่อในปรัชญาของความสนใจในผลประโยชน์ของตนเองและของการแข่งขันโดยเสรีว่าเป็นสิ่งที่จะทำให้สังคมได้รับผลประโยชน์สูงสุด ในเรื่องของความมั่งคั่งของประเทศเขาเห็นว่าประเทศจะเจริญมั่งคั่งไม่ได้อยู่ที่การมีอำนาจหรือการมีโลหะมีค่ามาก ๆ แต่อยู่ที่การมีผลผลิตสินค้าและบริการที่เป็นประโยชน์ออกมาเสนอขายแก่ประชาชนในตลาด และ สมิทเห็นว่าการเพิ่มขึ้นของปริมาณเงินไม่มีผลอย่างใดในระยะยาวต่อผลผลิตและความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ เขาเห็นว่าควรจะต้องหามาตรการที่จะเอื้ออำนวยต่อการผลิตและความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยเน้นให้เห็นถึงความสำคัญของแรงจูงใจทางบวกที่จะมีต่อแรงงานและทุนเขามีความเห็นว่าค่าแรงที่สูงจะไม่ลดแรงจูงใจในการทำงานตรงกันข้าม การเพิ่มขึ้นในค่าแรงจะจูงใจให้มีการเพิ่มขึ้นในอุปทานแรงงานเสมอไป

            ในส่วนของการสะสมทุนสมิทเห็นว่ามีบทบาทที่สำคัญในกระบวนการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ เขาสนับสนุนนโยบายภาษที่จะช่วยกระตุ้นการผลิต โดยการเสนอหลักการเบื้องต้นของภาษีไว้ ๔ ประการคือ

                ประการแรก ประชาชนทุกคนควรที่จะเสียภาษีให้แก่รัฐบาลให้ใกล้เคียงที่สุด หรือเป็นสัดส่วนกับความสามารถในการเสียภาษีของตน หลักการนี้ก็คือหลักการของความสามารถในการเสียภาษี (ability to pay principle) หรือหลักการของความเสมอภาค (equality principle)

                ประการที่สอง ภาษีที่ประชาชนแต่ละคนต้องเสียควรเป็นจำนวนที่แน่นอน      

                ประการที่สาม ภาษีที่เรียกเก็บนั้นควรจะต้องมีความสะดวกและง่ายดายต่อประชาชนในการที่จะเสียภาษี และ

               ประการที่สี่ ภาษีที่เรียกเก็บนั้นควรจะมีผลกระทบต่อประชาชนให้น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้