รูปไม่ต่างจากความว่าง เป็นธรรมสูงสุด เป็นความเข้าใจอันสูงสุด

 

 

"เพื่อนทุกข์"

บทที่ ๓ 

มาตรฐานเดียว

 

          เศรษฐีผู้มั่งคั่ง  สะสมโบราณวัตถุหรือทรัพย์สินมีค่าไว้มาก  นักปราชญ์ผู้ทรงภูมิรู้ เห็นแจ้งซึ่งสัจธรรมและความเป็นไปทั้งหมดของโลก  นักปกครองผู้มีมหาอานุภาพแผ่บารมีปกไปทั่วสิบทิศ    หรือยาจกผู้ไร้ซึ่งบ้านและความรักเป็นสมบัติ  แม้ท่านเหล่านี้จะมี “รูป” ภายนอกที่แตกต่างกันออกไป แต่ทุกคนย่อมมี “ธรรม” อันเป็นมาตรฐานเดียวกัน ที่ทำให้ไม่มีใครต่างไปจากใคร ไม่มีใครอยู่เหนือใคร นั่นก็คือ “ความตาย” หรือการพ้นไปจากสภาพเดิมที่เป็นอยู่  ซึ่งเราอาจจะเรียกว่าเป็นการเข้าถึงภาวะความว่างหรือความไม่มีอยู่แท้ๆ 

          ใน วชฺรจฺเฉทิกา ปฺรชฺญาปารมิตาสูตฺร ได้อ้างพระวจนะของพระบรมครูที่พระราชทานแก่   พระสูภูติว่า  “รูปไม่ต่างจากความว่าง”  แต่ปุถุชนกลับมิได้เห็นเช่นนั้น  เพราะพวกเขามองว่า รูปนี้เป็นสิ่งที่ยั่งยืน มีอยู่จริง ไม่ได้ว่างอย่างอากาศดังที่ว่าไว้  โลกนี้จึงเป็นโลกที่ประกอบผสานผสมกันขึ้นมาของวัตถุ  และสรรพสิ่งที่เห็นเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ เพราะมีคุณสมบัติและคุณลักษณะที่แตกต่างกันไปตามที่เราวัดได้ ประมาณหรือคะเนได้ด้วยอุปกรณ์ที่เราสมมติขึ้น   ด้วยเหตุนี้  ความจริงแท้ก็คือการปรากฏให้เห็นของรูป  ดังนั้น ไม่แปลกว่า คนเราจึงหลงใหลและพึงพอใจกับ “รูปลักษณ์” เห็นได้ว่า  พอจะซื้อบ้าน เราก็ต้องเลือกบ้านที่มีรูปลักษณ์หรูหรา ตกแต่งด้วยเครื่องประดับบ้านลวดลายอย่างเลิศ  เพื่อให้สมกับรสนิยมชั้นสูง  เมื่อจะซื้ออาหาร ก็ต้องเลือกร้านที่ปรุงแต่งผักปลาทั่วไปให้มีหน้าตาน่ารับประทาน ปานอาหารอันเป็นทิพย์  พอจะต้องเลือกคู่ครอง ก็ต้องดูรูปร่างหน้าตาว่าเหมาะสม สวยหล่องามเด่นพอที่อวดโอ่และแสดงต่อวงศาคณาญาติได้  และแม้แต่การเลือกสิ่งของเล็กๆ น้อยๆเราก็มักจะเลือกชิ้นที่มีรูปต้องตาและสัมผัสพึงใจตนไว้ก่อน

          สรรพสิ่งต่างๆ  อาจมีรูปลักษณ์ที่ต่างกันออกไป เมื่อปุถุชนพิจารณาแต่เฉพาะรูปลักษณ์ เท่าที่ความสามารถในการรับรู้ของตนเองจะทำงานได้  ผลเสียที่ตามมาก็คือ  รูปนั้นจะลวงเราให้ตัดสินคุณค่าของทุกอย่างเพื้ยนไปหมด เราอาจจะตัดสินคนที่แต่งกายดีว่าเป็นผู้มีใจสุจริต ทั้งที่ผู้นั้นประพฤติตนเป็นโจรเพื่อมาหลอกลวงเรา  อาจจะให้คุณค่าของนาฬิกาประดับเพชรกับนาฬิการาคาถูกทั่วไปว่าแตกต่างกัน หรืออาจจะยกย่องชมเชยผู้ที่มีบุคลิกภาพแคล่วคล่องว่าเป็นคนฉลาดมากกว่าผู้ที่เห็นว่าอาจะมีท่าทางไม่กระฉับกระเฉงนัก ท่านผู้รู้จึงว่า รูปนี้คือความว่าง เป็นมาตรฐานเดียว     คือความไม่มีอยู่จริงของรูป  ความตายหรือการสลายสูญสิ้นไปของรูป จึงเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าทุกสิ่งย่อมเข้าถึงซึ่งความว่าง  หากคิดได้เช่นนี้ การยึดมั่นถือมั่นในรูปย่อมสิ้นไป  ความห่วงหาอาทรในรูป ย่อมลดลงในที่สุด ซึ่งก็หมายความว่า ทุกข์อันเกิดการการยึดรูปไว้ก็ย่อมสิ้นไปด้วย  ดังที่ครั้งหนึ่ง ได้มีนักศึกษาไปถามพระเถระผู้ทรงภูมิธรรมในนิกายเซนว่า พระพุทธรูปประธานในมหาวิหารนั้นมีค่าประมาณเท่าใด ท่านกลับยิ้มและหันมาตอบว่าเท่ากับ “กองดิน” กองหนึ่งเท่านั้น  ซึ่งสิ่งนี้เอง สำหรับปุถุชนทั่วไปย่อมมิอาจเข้าใจได้  แต่สำหรับผู้ที่พ้นไปจากอาสวะทั้งหลายแล้ว คำตอบนี้ คือมาตรฐานเดียว นั่นก็คือ ทุกอย่างล้วนกลับคืนสู่ความสิ้นไป เสื่อมไป เป็นความว่างทั้งสิ้น ประโยชน์อันใดที่เราจะแสวงหาตัวเงิน หรือราคาในสิ่งที่เป็นความว่าง สิ่งที่แม้แต่ตัวเองก็ไม่อาจจะรักษาหรือคงสภาพเช่นนั้นให้เสถียรอยู่เป็นอนันตกาลได้    

          ศตวรรษนี้ โลกให้ความสำคัญกับรูป เราจึงนิยมเลือกซื้อ สรรหา และบรรจงประดิดประดอยสิ่งต่างๆ ให้มีรูปลักษณ์อันบรรเจิด เพื่อลวงใจเราให้เฝ้าศรัทธา ให้เกิดความนิยมชมชอบ นี้นับว่าเป็นกับดักลวงตนเองประการหนึ่ง  และที่สำคัญ  รูปที่เราสร้างขึ้นก็อาจจะชักนำจิตของผู้อื่นให้มาเคลิบเคลิ้มใหลหลงกับเราได้เป็นประการที่สอง  บ่วงแห่งรูปจึงมิได้มัดเราไว้แต่เพียงลำพัง เราอาจนำบ่วงนั้นไปคล้องผู้อื่นให้ลำบากไปกับเราด้วย  การจะพ้นจากบ่วงแห่งรูปนี้จึงเป็นของลำบากยิ่ง  ไม่ง่ายเลย  อุปมาดังเนื้อที่ติดพันบ่วงแห่งพราน ยิ่งขยับทุรนทุรายเพียงใด บ่วงร้ายนั้นก็ยิ่งพันธนาการมันให้ตรึงแน่นขึ้นฉะนั้น  ท่านผู้มีปัญญารู้แจ้งในธรรมจึงให้เราถือสติเป็นเครื่องคุ้มภัย ทำใจให้นิ่งเมื่อเรารู้ตัวว่าเรากำลังหลงในรูป ให้กำหนดรู้ในแทบจะทันที่เมื่อความรัก หลงหรือพึงใจในรูปเกิดขึ้น  จงเร่งรีบพิจารณาความว่างหรือความสิ้นไปของรูปนี้เป็นปฐม เพราะหากไร้ซึ่งสติควบคุม โดยเห็นไปว่า  “โอ้ สิ่งนี้สวยจริงหนอ ต้องใจเราจริงหนอ  แม้ราคาจะแพงเพียงใด หรือแม้จะอยู่ในกรรมสิทธิ์ของผู้ใด เราก็จะต้องแสวงมาบำบัดความต้องการของเราให้ได้” การขาดสติเช่นนี้ คือทุคติที่นำผู้คิดเช่นนั้นไปสู่อบาย  ดังนั้น  ให้เรารีบปฏิบัติในทางตรงข้าม คือมีสติรู้ว่า “รูปนี้เป็นสิ่งลวงตาเราหนอ  คุณค่าในสิ่งที่สวยและไม่สวยก็อาจมีได้เท่ากัน  และบางครั้งสิ่งที่ไม่สวยแต่ให้ผลมากกว่าสิ่งที่สวยก็ได้ เพียงแต่เราอดใจไว้” การมีสติดังเช่นในข้อหลังนี้เอง  คือหนทางที่จะนำไปสู่การคลายกับดักของรูปลวงนั้นได้ 

            อนัตตา หรือความไม่มีอยู่จริงนั้นมีอยู่  เป็น “ความไม่มีที่มีในทุกสรรพสิ่ง”  เป็นสิ่งที่ลึงซึ้งที่สุด อุปมาดั่งเพชรน้ำงาม เปล่งประกายแวววาวจรัสจ้า  อยู่ ณ ยอดแห่งมงกุฏสัจธรรม ดังเช่นที่นักปราชญ์ในพุทธศาสนาท่านหนึ่งกล่าวไว้ว่า “ไม่มีตัวกู ของกู” เพราะท่านเห็นแล้วว่า ไม่มีอะไรที่เป็นของเราจริง  และแม้ตัวของเราเองนี้ ที่อ่านที่เขียนอยู่นี้ ก็หาได้เป็นตัวของเราแต่อย่างใดไม่ วันหนึ่งก็จะต้องกลับคืนสู่ธรรมสภาวะดั่งเช่นธาตุทั้งหลาย  จึงไม่เป็นประโยชน์แต่อย่างใด ที่จะมัวแต่ไปพะวงว่า  เรางามหรือไม่ เรามีสิ่งที่สวย ที่ต้องใจ  ที่พึงใจ ที่เป็นที่ปรารถนาอันเป็นที่สุดเหนือกว่าใครๆ  ครอบครองไว้แล้วหรือไม่  เพราะการตัดสินคุณค่าของรูปใดๆ ในโลกขึ้นอยู่กับมาตรฐานของแต่ละคน ซึ่งอย่างไรก็ไม่มีวันเหมือนกัน แต่การตัดสินของ “สัจธรรม” นั้น น่าเคารพและน่าเชื่อถือมากว่า เพราะมีเพียงมาตรฐานเดียว ไม่ยกเว้น ไม่ละเลยหรือเกรงใจผู้ใดทั้งสิ้น

 

 _________________________