แต่เมื่อการน้ำเจอการเมือง บวกดีแต่โม้ของ ศปภ. น้ำก้อนใหญ่จากเหนือแทนที่จะไปลงสู่ทะเลตามทางที่จัดไว้ให้ เมื่อเจอ "การเมืองเหนือนายกฯ" จึงไหลบ่าแบบเบี่ยงทิศและผิดทาง จนกรุงเทพฯ ชั้นใน และคนฝั่งธนฯ คนมหาชัย คนนครปฐม แทนที่จะท่วมแค่เปียก เป็นท่วมแค่หัว
(แค่รับทราบข้อมูลก็ดีแล้วครับ)
บทความของ "เปลว สีเงิน"
http://www.thaipost.net/news/101111/47903
ซึ้งน้ำใจคนฝั่งธนฯ คนมหาชัย และคนนครปฐม อันเป็นคน "ฝั่งตะวันตก" ยิ่งนัก ท่วมหนักมิคาดหมายก็ไม่เกี่ยง ไม่โวยวายโทษใคร ลำพัง "การน้ำ" ปกติจะไม่ขนาดนี้ แต่เพราะ "การเมือง" จึงรับเคราะห์ชนิดไม่ควรเกิด ถ้าดูตามยุทธศาสตร์การน้ำแล้ว ฝั่งตะวันตกไม่ใช่ทางหลักในการระบายน้ำจากเหนือ-จากกรุงเทพฯ ลงสู่ทะเล จึงไม่มีแนวต้านรับและอุปกรณ์หลักติดตั้งอยู่ด้านนี้
ต่างกับ "ฝั่งตะวันออก" ที่ถูกกำหนดเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์การระบายน้ำลงสู่ทะเลทางสมุทรปราการ ดังนั้น ทั้งคลอง ทั้งประตูน้ำ ทั้งเครื่องสูบ รวมถึงอุโมงยักษ์ เรียกว่าสารพัด กรมชลประทานและ กทม.พร้อมพรักรับมือน้ำอยู่ทางนี้
แต่เมื่อการน้ำเจอการเมือง บวกดีแต่โม้ของ ศปภ. น้ำก้อนใหญ่จากเหนือแทนที่จะไปลงสู่ทะเลตามทางที่จัดไว้ให้ เมื่อเจอ "การเมืองเหนือนายกฯ" จึงไหลบ่าแบบเบี่ยงทิศและผิดทาง จนกรุงเทพฯ ชั้นใน และคนฝั่งธนฯ คนมหาชัย คนนครปฐม แทนที่จะท่วมแค่เปียก เป็นท่วมแค่หัว
ขณะนี้สังคมชนถามกันมากว่า แล้ว "ฟลัดเวย์" หรือกรีนเบลต์ เส้นทางเร่งระบายน้ำออกสู่อ่าวไทยทางฝั่งตะวันออก ตามแนวพระราชดำริในการป้องกันน้ำท่วมเมืองนั้น อยู่ที่ไหน สร้างเสร็จแล้วหรือยัง?
ไม่มีฝ่ายไหน ใครตอบ...ผมโชคดีอยู่อย่าง มักมีคนค้นนั่น-นี่ส่งให้อ่านประจำ เมื่อวาน (๙ พ.ย.๕๔)คุณ Somchai K. อีเมล์บทความหนังสือพิมพ์ "ฐานเศรษฐกิจ" ฉบับวันที่ ๑๙ ธันวาคม ๒๕๔๗ มาให้ อ่านแล้วเห็นว่าพอจะตอบคำถามนั้นได้ ก็อยากให้ท่านอ่านบ้าง ดังนี้
สืบเนื่องจากหนังสือพิมพ์ "ฐานเศรษฐกิจ" ได้นำเสนอข่าวเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ประกอบการ และกลุ่มนักการเมืองที่ได้ออกมาเคลื่อนไหว ขอแก้ไขผ่อนปรนร่างผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร (กทม.) ฉบับใหม่ ที่จะประกาศใช้แทนผังเมืองรวม กทม.ฉบับที่ 414 ที่หมดอายุลงไปเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2547 และ กทม.กำหนดที่จะประกาศใช้ในช่วงสิ้นปี 2547 ไม่เกินเดือนมกราคม 2548 นั้น

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่นี่
อย่างไรก็ดี ตามข้อเท็จจริงแล้วกรณีที่มีการประกาศบังคับใช้ผังเมืองรวม กทม.ฉบับใหม่ล่าช้าออกไป แหล่งข่าวกล่าวยืนยันว่า เพราะมีกลุ่มนักการเมืองหลายกลุ่มในพื้นที่ อย่างกรณีของนายวิชาญ มีนชัยนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร เขตมีนบุรี พรรคไทยรักไทย และพวกพ้อง เป็นแกนนำในการวิ่งล็อบบี้รัฐบาล พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร เพื่อขอปรับสีผังบริเวณแนว "ฟลัดเวย์" หรือพื้นที่สีขาวทแยงเขียวทั้งหมด ที่กำหนดให้เป็นที่ดินประเภทอนุรักษ์ชนบทและเกษตรกรรม โซนตะวันออกบริเวณรอบสนามบินสุวรรณภูมิจำนวนกว่าแสนไร่
ทั้งๆ ที่บริเวณดังกล่าวเป็นแนวพระราชดำริ กำหนดให้เป็นแนวฟลัดเวย์หรือพื้นที่รับน้ำมาตั้งแต่ปี 2535 ซึ่งเป็นพื้นที่รับน้ำจากทางตอนเหนือของ กทม.ระบายลงสู่อ่าวไทยเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วม ดังนั้นกทม.จึงไม่สามารถที่จะปรับตามที่เอกชนและนักการเมืองกลุ่มดังกล่าวต้องการได้
แหล่งข่าวกล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้แล้วช่วงที่ผ่านมามีนักลงทุน นักการเมืองได้พยายามยืมมือประชาชนเจ้าของพื้นที่ โดยร่วมกับกลุ่มพัฒนาที่ดินส่งเรื่องร้องเรียนมายัง กทม.และสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อให้เกิดเสียงร้องเรียนจำนวนมากๆ เพื่อต้องการผลประโยชน์ให้กับตนเองและพวกพ้อง เพราะมีที่ดินอยู่ในแถบนั้นไม่ต่ำกว่า 1,000 ไร่
จากการสำรวจของ "ฐานเศรษฐกิจ" พบว่ามีกลุ่มนักการเมืองและบริษัทพัฒนาที่ดินรายใหญ่มีที่ดินอยู่ในพื้นที่ขาวทแยงเขียวจำนวนมาก อาทิ กลุ่มของนายวิชาญ มีนชัยนันท์ ส.ส.กรุงเทพมหานคร เขตมีนบุรี พรรคไทยรักไทย และพี่น้องที่เป็นทั้งสมาชิกสภา กทม.(ส.ก.) และสมาชิกสภาเขต กทม.(ส.ข.) โดยมีที่ดินรวมกันประมาณกว่า 1,000 ไร่ กลุ่มนายแพทย์บุญ วนาสิน ประธานกรรมการบริษัท เวชธานีกรุ๊ป มีที่ดินประมาณ 500 ไร่
นางราศรี บัวเลิศ ประธานกรรมการกลุ่มบริษัท แชลเลนจ์ กรุ๊ป มีที่ดินบริเวณย่านสุวินทวงศ์ จำนวน 600 ไร่, นายประสงค์ เอาฬาร กรรมการบริษัท ฟอร์ร่าวิล์ จำกัด และในฐานะนายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรรมีที่ดินบริเวณสุวินทวงศ์ จำนวน 300 ไร่ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) ของนายประทีบ ตั้งมติธรรม มีที่ดินอยู่ย่านสุวินทวงศ์ 50 ไร่
นอกจากนี้ บริษัท พฤกษา จำกัด มีที่ดินประมาณ 300 ไร่ ของนายเจ้าพ่อบ้านราคาถูก นายทองมา วิจิตรพงศ์พันธ์ บริษัท เค.ซีกรุ๊ป ของนายอภิสิทธิ งามอัจฉริยะกุล มีที่ดินประมาณ 2,000 ไร่บริเวณคลองสามวา บริษัท แลนด์แอนเฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ของนายอนันต์ อัศวโภคิน มีที่ดินจำนวน 50 ไร่ นางเพียงใจ อัศวโภคิน ซึ่งเป็นมารดาของนายอนันต์ มีที่ดินอยู่บริเวณเขตลาดกระบังใกล้กับสนามบินสุวรรณภูมิจำนวน 2 แปลง รวม 1,000 กว่าไร่
นายวันชัย ชูประภาวรรณ เจ้าของบริษัท ประภาวรรณกรุ๊ป มีที่ดินย่านสุวินทวงศ์ประมาณ 100-200 ไร่ บางกอกแลนด์มีที่ดินหลายร้อยไร่ และยังพบว่าตระกูลดังเมืองปากน้ำ "อัศวเหม" เองก็มีที่ดินในย่านดังกล่าวหลายร้อยไร่เช่นเดียวกันกัน
ตัวอย่างหนังสือพิมพ์ที่ทำหน้าทีแทนปวงชน
ชาว กทม. และชาวน้ำท่วม และชาวไทย
เดือดร้อนกันไปทั่ว เพราะเหตุนี้ ใช่หรือไม่?
ครับ...เอาเท่านี้พอ ยังไม่จบข่าวแต่เนื้อที่ตรงนี้น้อย ถ้าอยากอ่านจนจบก็ลองคลิกไปที่http://www.reic.or.th/home_eng/news/news_detail.asp?nID=570&p=9&s=15&t=14
http://www.thaipost.net/news/101111/47903
อ.จุฬาฯ จ่อฟ้อง รบ.บริหารงานพลาดจนน้ำท่วมทรัพย์สินเสียหาย
“ดร.ณรงค์” ตั้งโต๊ะชวนร่วมฟ้องเรียกค่าเสียหายจากรัฐบาล เหตุบริหารจัดการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมผิดพลาด ทำให้ทรัพย์สินเสียหายจำนวนมาก ระบุจ่ายค่าชดเชย 5 พันบาทต่อครัวเรือนไม่เพียงพอต่อค่าเสียหายจริง ที่โดยเฉลี่ยอย่างต่ำก็ 4-5 หมื่นบาท
ใช่คลิปนี้หรือเปล่าครับ
http://play.kapook.com/vdo/show-119531
หรืออาจจะเป็นคลิปนี้
จั๊ดจัด ขำขำ
http://www.youtube.com/watch?v=DGbhZvc3X5I&feature=related
http://www.youtube.com/watch?v=yjyxSL6bhR4&feature=related
ขอบคุณที่ไปเยี่ยมเยียน น้ำเกินกว่าจะบรรยาย
.. การเมืองไทย... ทำเมืองไทยพินาศโดยแท้
.. ขอบคุณอาจารย์ที่นำข้อมูลมาปะติดปะต่อกันให้เห็นภาพมากขึ้น
.. เรื่องทางเดินน้ำลงทะเลด้านตะวันออก กทม. ไปลงทะเล เป็นเรื่องสำคัญมากๆๆ จริงครับ ลองดูแผนที่ตามลิงค์ข้างล่างในหน้าเวบเพจของ ผศ.ดร.สมชาย ม.มหิดล จะชัดเจนขึ้น
http://www.tumcivil.com/engfanatic/media/DR.SOMCHAI+Bunlue/BKK_Land_Level_Re.pdf
.. ถ้าให้ดีที่สุดแก้ไขให้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด...ทำเผื่อ 100ๆๆ ปีข้างหน้า ยังยืนยีนว่าต้องสร้างแม่น้ำเจ้าพระยา2 และ เจ้าพระยา3 .... หรือ คลองจากเหนือกรุงเทพลงอ่าวไทย 8-10 สาย ก็เลือกเอาสักอย่าง ที่คำนวนได้ว่าสามารถลากน้ำลงอ่าวไทยได้ทันทุกฝน
... เจ็บปวดแน่เมื่อต้องผ่าตัดใหญ่
นับเป็นพาหนะย้อนยุคที่เข้ากับยุคสมัยนะครับ
ส่วนชาวบ้านนั่น น่าสงสารแน่นอน
เร่งคิดการแก้ไข "การโกง" โครงการใหญ่ไปหน่อย
แต่คงต้องทำ ถ้าไม่ทำคงเดือดร้อนอีกแน่
ทั้งน้ำท่วมทั้งไฟไหม้
สวัสดีคะ อจ.โสภณ ขอให้มีความสุขในวันลอยกระทง หมดทุกข์ หมดโรค หมดภัย หมดหนีสินความร่ำรวยรวย เจริญในหน้าที่การงาน ครอบครัวมีความสุข สุขภาพแข็งแรงตลอดปีไปคะ
ปี 2549 กับปีนี้ ปริมาณน้ำก็ไม่ได้แตกต่างกันมาก เพียงแต่ปีนี้มาเร็วกว่าปกติ จำได้ว่า ปี 2549 นักการเมืองสิ้นฤทธิ์ ไม่ได้มีบทบาทในการบริหารจัดการน้ำมากนัก แต่ปีนี้ เห็นได้ชัดว่าจังหวัดที่ไม่มีนักการเมืองฝ่ายรัฐ ต้องรับน้ำมากและนาน กักก็ไม่ได้ ปล่อยก็ไม่ได้ ทั้งๆ ที่มีเขื่อน มีประตูระบายน้ำ มีแม่น้ำมีคลอง มากมายที่จะผันน้ำไปได้อย่างเหมาะสม
เหนือประตูระบายน้ำ
ใต้ประตูระบายน้ำ
ผลจึงเป็นแบบนี้
แบบนี้

แบบนี้
แบบนี้

แบบนี้
แบบนี้และอีกมากมายที่คนไทยสัมผัสได้ถ้วนทั่วกัน