ความ ” วิตกกังวล “ กลายเป็นสิ่งคู่ใจคนไทยในสมัยนี้ไปเรียบร้อยแล้ว อาจเป็นเพราะความไม่แน่นอนทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคมที่รุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้เราคาดคะเนอนาคตได้ยากลำบาก เช่น ภาวะเศรษฐกิจปีหน้าจะเป็นอย่างไร จะตกงานไหมสงครามจะเกิดขึ้นเมื่อไร ตลาดหุ้นจะดีขึ้นไหมหากจะเดินทางไปต่างประเทศจะมั่นใจได้อย่างไรว่าปลอดภัย ฯลฯนานาคำถามดูเหมือนจะมีแต่ด้านลบยิ่งคิดก็ยิ่งวิตกกังวล และหลาย ๆ คำถามก็มาจากปัญหาที่ไกลตัวเรามากจนหมดปัญญาที่จะแก้ไข ยิ่งคิดก็ยิ่งหมดแรงไปเรื่อยๆ ทำให้ผมอดคิดถึงชีวิตในวัยเด็กที่มีแต่ความสุขกายสบายใจไม่ได้แต่การผ่อนคลายเพื่อคิดถึงธรรมชาติในวัยเด็กแต่เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอต่อความรู้สึกเครียดและกดดันในจิตใจของเรา เพราะทุกวันนี้ความวิตกกังวลกลายเป็นเรื่องปกติธรรมดาจนดูเหมือนเป็นลักษณะนิสัยแบบหนึ่งที่ทำให้เราหวาดระแวง และกังวลต่อทุกสิ่งรอบด้าน บ่มเพาะให้เราติดนิสัยการมองโลกแง่ร้ายและใช้ชีวิตเข้มงวดเกินไปโดยไม่รู้ตัว จากจุดเล็กๆน้อยๆในความคิด ในจิตใจของเราจึงบานปลายกลายเป็นความล้มเหลวครั้งใหญ่ได้ เพราะการคิดเชิงลบและหวาดระแวงมองโลกแง่ร้ายสุดท้ายแล้วก็จะทำให้สิ่งเลวร้ายเกิดขึ้นได้จริงๆ การหาหนทางผ่อนคลายและลดความวิตกกังวลจึงเป็นเรื่องใหญ่ที่เราทุกคนต้องหาทางออก จากการกล่าวของ แจ็ค มินทร์อิงค์ธเนศ ทำให้ข้าพเจ้าเรียนรู้ว่า เขาชี้ให้เห็นถึงการวิตกกังวลกับเหตุการณ์สิ่งต่าง ๆ ที่เกิดในยุคปัจจุบันกับบุคคลต่าง ๆ ว่าสาเหตุของปัญหาทั้งหมดเกิดจากการวิตกกังวลมากเกิดไปกับสิ่งที่จะเกิดตามมาในภายหลังทำให้คนเราเครียดจนเกิดการมองโลกในแง่ร้าย เกิดความหวาดระแวงกับผลที่จะเกิดขึ้น เช่น การเรียน นักศึกษาบางคนเครียดกับการสอบมากจนหาทางออกไม่ได้ทำให้เกิดการฆ่าตัวตายในที่สุด เป็นต้น และเขาจึงชักชวนให้ทุกคนช่วยกันหาทางออกของความเครียดทั้งด้วยการผ่อนคลาย โดยการผ่อนคลายนั้นก็มีหลากหลายวิธีแล้วแต่คนชอบ บางคนอาจจะหาวิธีด้วยการดูหนัง ฟังเพลง เข้าสปา เพื่อนวดตัว ให้เกิดความผ่อนคลาย เป็นต้น
ปัญญาจากปัญหา โดย แจ็ค มินทร์ อิงค์ธเนศ
ความเห็น
บทความในวันเดียวกัน
Wanpen · 27 ส.ค. 2549
ครูอ้อย แซ่เฮ · 27 ส.ค. 2549
น.ส. surg BI · 27 ส.ค. 2549
ชวนพิศ สุขแย้ม · 27 ส.ค. 2549
sompong · 27 ส.ค. 2549
ปํญหาก้อคือปัญหา