บทความในหนังสือพิมพ์แนวหน้าฉบับวันเสาร์ที่ 29 ตุลาคม 2554 ติดตามอ่านบทความย้อนหลังได้ที่ลิงก์ข้างล่างนี้ครับ

http://www.naewna.com/allnews.asp?ID=97&HL=0&no=1

 

ผมเคยพาดหัวแนวหน้า เมื่อวันที่ 17 ก.ย. 2554 ว่า "คนกรุงเทพฯ เตรียมตัวรับมือกับน้ำท่วม" 

 
วันนี้เป็นที่ประจักษ์แล้วว่า น้ำปีนี้มาถึงกรุงเทพฯอย่างที่ผมคาดไว้ เหตุผลว่ามีน้ำมากก็ไหลลงมาสู่กรุงเทพฯมากไม่ว่าจะมีเขื่อนหรือประตูกั้นก็สู้ไม่ไหว

รัฐบาลคุณปูน่าจะบอกคนกรุงเทพฯ ให้รับทราบล่วงหน้า ไม่ใช่พูดแบบขอไปทีว่า อาจไม่ท่วม ดูแลอย่างแข็งขันอยู่ เพราะการที่บอกอย่างนี้ การเตรียมตัวและปรับตัวของคนกรุงเทพฯ ก็ไม่ทันการ

จากน้ำท่วมก็ต้องมีการวิเคราะห์อย่างหนักและลึกว่า

จุดอ่อน อยู่ที่ไหน รัฐบาลที่รับผิดชอบเต็มๆไม่ใช่ปัดว่า "เกิดขึ้นมาผ่านมาหลายเดือน ก่อนรัฐบาลจะรับตำแหน่ง"

ผมเดินทางไปทัศนศึกษาดูงานด้านการศึกษาที่เมืองจีน รัฐบาลจีนก็ช่วยเหลือเรื่องน้ำท่วม 2 เรื่อง

1) สมาคมการค้าอาเซียน-จีน ได้ส่งของมาช่วยประชาชนไทยกว่า 1 ล้านบาท คนจีนกับไทยมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน

กระทรวงพาณิชย์ได้จัดซื้อเรือเล็กๆ แบบมีเครื่องวิ่งได้ 3,000 ลำ นำมาใช้ในการบรรเทาความทุกข์ยาก รัฐบาลมัวแต่เน้นรถคันแรก น่าจะเน้นที่เรือลำแรกด้วย

ในบทเรียน 14 ข้อ ที่ผมเขียนเมื่อคราวที่แล้ว เน้นสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ รัฐบาลต้องมีความเข้าใจถึงปัญหาหลักๆของน้ำท่วมไม่ใช่ขายผ้าเอาหน้ารอดไปวันๆ โชว์แต่ว่าดูแลและสร้างภาพ แต่ขาดการวางแผนและใช้คนที่มีความรู้จริงไม่ว่าจะพวกรัฐบาลฝ่ายเดียว

ยิ่งไปกว่านั้นยังมีนวัตกรรมการสื่อสารที่สร้างความเข้าใจและปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว ยังต้องปรับปรุงอีกมากและมีผลกระทบระยะยาว

ประชาชนโดยเฉพาะคนกรุงเทพฯก็เลย ซึมๆ กลัวๆ ไม่แน่ใจว่าน้ำจะมาแล้วหรือยัง ไม่สนใจอะไรนอกจากมุ่งมั่นเรื่องน้ำท่วมเป็นหลัก

* หลังน้ำลดแล้วจะแก้ปัญหาเศรษฐกิจอย่างไร ผลกระทบต่อการส่งออกก็น่าจะมากพอควร โดยเฉพาะเศรษฐกิจไทยในปีนี้ก็เริ่มชะลอค่อนข้างจะมาก เมื่อเทียบกับประเทศในอาเซียน (ดูตาราง) อัตราการเติบโตของไทยเกือบจะต่ำสุดใน ASEAN



* การฟื้นฟู สร้างความเข้าใจของนักลงทุนต่างประเทศ โดยเฉพาะเรื่องนิคมอุตสาหกรรมที่กระทบมาก

* การสูญเสียผลผลิต เช่น ข้าว ประมาณ 6 ล้านตัน

* ส่งผลกระทบด้านการส่งออก และส่งผลกระทบเรื่องการทำงบประมาณประจำปีต่อไป ว่าจะจัดสรรอย่างไรให้เหมาะสม

* แต่ที่แน่ๆ เช่น

-กระตุ้นเศรษฐกิจประชานิยมน่าจะพอแล้ว

-หันมาใช้ความปรองดอง ยกย่องศักดิ์ศรีทหารมากขึ้น

-อย่าเล่นการเมืองมากเกินไป นึกถึงส่วนรวมมากๆ

ผมเป็นห่วงว่าหลังน้ำลด บทบาทของเสื้อแดงจะลดลงมาก เพราะไม่มีพื้นที่จะเล่น แต่ถ้าลดลงก็จะสร้างปัญหาให้พรรคเพื่อไทยที่ต้องมาคิดแผนการแก้ปัญหาปากท้อง ความขัดแย้งดังกล่าวจะรุนแรงคล้ายๆกับเสื้อเหลืองกับยุคคุณอภิสิทธิ์

อย่างไรก็ตาม งานหลักๆของผมก็ยังต้องเดินหน้าต่อไป

บรรยากาศที่ ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ นำคณะนักศึกษาปริญญาเอก
ของมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ทัศนศึกษาดูงาน ณ เมืองปักกิ่งและเทียนสิน
ประเทศจีน ระหว่างวันที่ 23 - 27 ตุลาคม 2554


บรรยากาศการศึกษาดูงานที่ China University of Political Science and Law ณ เมืองปักกิ่ง เมื่อวันจันทร์ที่ 24 ตุลาคม 2554



บรรยากาศการศึกษาดูงานที่ Tianjin University of Technology โดย มี Mr.Peng LIN Deputy Director office of International Relations และ คณะให้การต้อนรับ ณ เมืองเทียนสิน ประเทศจีน เมื่อวันพุธที่ 26 ตุลาคม 2554

สัปดาห์ที่ผ่านมาผมพานักศึกษาไปทัศนศึกษาในมหาวิทยาลัยที่ประเทศจีน 2 แห่ง คือ China University of Political Science and Law ณ เมืองปักกิ่ง เมื่อวันจันทร์ที่ 24 ตุลาคม 2554 และใน Tianjin University of Technology เมืองเทียนสิน เมื่อวันพุธที่ 26 ตุลาคม 2554 ที่ผ่านมา

ผมในฐานะเลขาธิการมูลนิธิพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระหว่างประเทศก็ได้ทำหน้าที่นักการทูตภาคประชาชนอีกวาระหนึ่ง นักศึกษาที่พาไปนั้นเป็นนักศึกษา Ph.D. จากมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา จากศูนย์กรุงเทพฯและศูนย์นครราชสีมา สาขาการจัดการนวัตกรรม

สรุปได้ว่า การศึกษาเรื่องทุนมนุษย์ระหว่างไทย-จีน คงจะเข้มข้น แลกเปลี่ยนร่วมมือมากขึ้น มองที่จุดอ่อนและจุดแข็งร่วมกัน

จีนเริ่มเน้นความสำคัญของ Soft skill มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นคุณธรรม จริยธรรม ความสุขและความยั่งยืน ส่วนคนไทยต้องเร่งเรื่องการศึกษาระดับประถม มัธยมมากขึ้น

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ นำคณะนักศึกษาปริญญาเอก มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทาเยี่ยมคาราวะ ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร อัครราชทูตด้านการพาณิชย์ สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เมื่อวันพุธ ที่ 26 ตุลาคม 2554 ที่ผ่านมา



ประเด็นหลักที่ต้องยอมรับคือ ครู อาจารย์จากประเทศจีนเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพ ได้รับการยกย่องจากสังคม เป็นอาชีพที่มีรายได้สูงสุด

พื้นฐานนักเรียนของจีนจะดีคือ คิดเป็น วิเคราะห์เป็น ขยันเขียน

แต่กลับมามองการศึกษาของไทยที่มีแต่ปริมาณ มีคนเรียนจบเยอะ แต่จบออกมาทำงานไม่เป็น คุณภาพอาจารย์และขวัญกำลังใจอ่อนแอ

ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร อัครราชทูตด้านการพาณิชย์ สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน บอกว่าเด็กนักเรียนจีนที่มาเรียนในเมืองไทยแปลกใจว่าทำไมเด็กไทยเรียนเหมือนเล่น ไม่ใฝ่รู้ ไม่จริงจัง คล้ายระบบจ่ายครบ จบแน่

เราต้องช่วยกันพัฒนาการศึกษาไทยให้ไปสู่ความเป็นเลิศ

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์
เลขาธิการมูลนิธิพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระหว่างประเทศ
[email protected]
www.gotoknow.org/blog/chiraacademy
แฟกซ์0-2273-0181