อ่านบันทึก "เศษ" ของพระอาจารย์ก็รู้สึกว่า “ได้คิด” หันมามองตนเอง ลึก ๆ ก่อนจะมาถึงวันนี้เป็นคนนี้ ซึ่งก็ไม่รู้ว่า ต่อไปจะเป็นอย่างไร จะเจ็บมากกับคำว่า

ไม่มีใครเอา”

เป็นความรู้สึก

ไม่เห็นคุณค่าในตนเอง ไม่รู้ด้วยซ้ำว่า ตนเองมีความสามารถหรือทำอะไรได้บ้าง ไม่ใช่ไม่ทำนะคะ ตรงกันข้าม ทำตั้งมากมาย แต่ใจตนเอง ไม่เห็น”

เข้าใจเป็นอย่างดี กับหัวจิตหัวใจของเด็ก ๆ ที่เข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกับคำว่า

“ไร้ค่าในใจตนเองเป็นอย่างไร”

ส่วนเด็กเหล่านี้ดูจะเจอหนักกว่า เพราะเขาถูกผู้คนภายนอกตอกย้ำเขาด้วย

แต่สามสี่ปีมานี้ ครูนำพาให้เข้าสู่การฝึกฝน ให้รู้จักตรวจสอบศีล เจริญสติ อดทนกับสิ่งต่าง ๆที่เผชิญ จับมาฝึกแบบเคี่ยวเข็นอย่างหนัก แล้วก็ลงปล่อยให้ลงสู่สนามจริง คอยเติมกำลังใจ หรือ คอยเฆี่ยนเวลานอกลู่นอกทาง นี่คือ สิ่งที่ครูเพียรทำอย่างสม่ำเสมอมาตลอดสามสี่ปี จนทำให้ พอได้เป็นคนนี้ ที่พอจะทำอะไรได้บ้าง รับใช้ครูได้บ้าง ให้กำลังใจตนเองได้บ้าง และให้กำลังใจเพื่อน ๆได้บ้าง

 จุดเริ่มต้นจากความ “เศษ” ก็พอจะเป็นอะไรที่ทำประโยชน์ได้บ้าง ก็ด้วยความเมตตาและโอกาสมากมายที่ครูมอบให้อย่างไม่มีประมาณ พระอาจารย์ค่ะ ครูค่ะ ติ๋วเชื่อมั่นว่า วิถีทางนี้ ชุบชีวิตคนได้ การช่วยเศษ จาก เศษคน ให้กลายเป็นมนุษย์ได้ งดงามนัก จากเดิมที่เป็นภาระ แค่พอพยุงตนเองได้ คนรอบข้างติ๋วก็ เบาใจ ยิ้มได้ มีความสุข

กำไรมากขึ้น

คือวิถีที่ครูฝึกฝน ให้รู้จัก มีสติ และ อดทน

ทำให้เห็นแต่เข้าใจความจริงในชีวิตมากขึ้น ๆว่า คนทุกคน “ทุกข์” อย่าไปเพิ่มทุกข์ให้เขาอีก

ให้อดทน แล้วก็มองเขาอย่างเข้าใจ

กับการได้เมียงมองวิถีที่พระอาจารย์ฝึกฝนเด็ก ๆ และวิถีที่ครูใช้ฝึกฝนติ๋ว

นั้นเนียนเป็นเนื้อเดียวกัน เมื่อถึงพร้อมเชื่อว่าทุกคน จะมีชีวิตที่ดีขึ้นค่ะ

............กราบขอบพระคุณผู้มีพระคุณทั้งสองท่านเจ้าค่ะ