ตั้งแต่เวลา 9.00-15.00 น. เป็นช่วงเวลาการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่น่าสนใจสำหรับ ดร.ป๊อป และคุณหมอทั้ง 2 ท่าน ซึ่งท่านหนึ่งมาพร้อมเป้ที่มีอุปกรณ์ยังชีพพร้อมรับสถานการณ์น้ำท่วม กับอีกท่านพยายามลุยน้ำท่วมครึ่งตัวที่บ้านมาถึงศาลายา พร้อมน้ำตาที่คิดว่า เตรียมพร้อมแล้ว แต่น้ำมาแบบนิ่งไหลลึก จนทุกอย่างที่เตรียมยังชีพไว้นั้น นำออกมาไม่ได้ เว้นแต่พยายามพากันนำชีวิตครอบครัวออกมาให้ได้เท่านั้น
ผมฟังแล้ว ก็พยายามค่อยๆ ถ่ายทอดความรู้ปนกับการให้กำลังใจกับคุณหมอและตัวเองในการรับมือกับสถานการณ์น้ำท่วมอย่าง "ยิ้มสู้"
ต่อมาก็แนะนำงานกิจกรรมบำบัดที่เป็นแนวคิดสากล ผ่านคลิปรายการยิ้มสู้ในโครงการหมออาสามาหานะเธอ...กิจกรรมบำบัดที่มีประสิทธิผลใน 6 สัปดาห์ที่บ้านกับผู้รับบริการทุกช่วงวัยจำนวน 50 คน และมีประสิทธิผลในความเชื่อมั่นในการพัฒนาความสุขความสามารถได้จริงที่บ้านครบ 6 สัปดาห์ตามเป้าหมายได้จริงจำนวน 20 ราย/ครอบครัว ส่วนอีก 30 ราย/ครอบครัวได้เรียนรู้กิจกรรมบำบัดแต่ไม่ถึง 6 สัปดาห์ ด้วยสาเหตุว่า ดีขึ้นเร็ว หรือ ความสามารถคงที่ หรือความมุ่งมั่นในการทำกิจกรรมบำบัดไม่ต่อเนื่อง เป็นต้น
ตามด้วยคลิปรายการกิจกรรมบำบัดความล้า ของรายการ OneWorld หลังจากนำคุณหมอทั้งคู่ไปฝึกผ่อนคลายเตรียมรับสถานการณ์น้ำท่วมในห้องจัดการความล้า แล้วศึกษาคลิปการทำงานร่วมกันระหว่างจักษุแพทย์และดร.ป๊อป ในการใช้กิจกรรมบำบัดพัฒนาเด็กสายตาเลือนราง ของรายการ OneWord
นอกจากนี้เราได้สนทนาประเด็นในการพัฒนาระบบการบำบัดฟื้นฟูเพื่อการพัฒนาเด็กที่ได้ผลกว่าในปัจจุบัน คือ หมอไม่ต้องตรวจคนไข้เด็กมากจนเกินกำลัง (ปัจจุบันคิวยาววันละ 8 รายๆ ละ 1.30 ชม.จนถึงเม.ย. 55) และการส่งปรึกษานักกิจกรรมบำบัดก็เปิดกว้างให้จัดกิจกรรมพัฒนาเด็ก แต่ก็ติดตามผลอย่างละเอียดเฉพาะกรณีศึกษาที่มีปัญหาพฤติกรรมมากๆ เท่านั้น ส่วนกรณีศึกษาอื่นๆ ก็ต้องรอติดตามผลอย่างเร็วสุดรายละ 3-6 เดือน และบางรายก็ไม่ได้ผลเพราะทัศนคติและความตั้งใจในการพัฒนาเด็กที่บ้านของพ่อแม่มีน้อยเกินไป และหมอกับนักกิจกรรมบำบัดไม่มีโอกาสเลี่ยงงานประจำที่โรงพยาบาลไปดูเด็กที่บ้านได้เหมือน ดร.ป๊อป จึงอยากเรียนรู้ว่า "งานกิจกรรมบำบัดที่พัฒนาเด็กได้จริงอย่างไร"
ผมได้แนะนำกรอบอ้างอิงหรือแนวคิดที่นักกิจกรรมบำบัดใช้ในการประเมินและการออกแบบโปรแกรมการพัฒนาเด็ก พร้อมการประเมินเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณก่อนและหลังการทดลองโปรแกรมทุกครั้ง และติดตามผลเพื่อปรับปรุงโปรแกรมทุกสัปดาห์ ไม่เกินรายละ 6 สัปดาห์ถ้าบรรลุเป้าหมายที่เหมาะสมแล้ว จากนั้นลองให้คุณหมอทั้งคู่สังเกตกระบวนการในคลินิกจากนักกิจกรรมบำบัดท่านหนึ่งที่กำลังประเมินและแนะนำกับกรณีศึกษาสมาธิสั้น (เรียนชั้นป. 3) ที่มาที่คลินิกครั้งแรกจากการส่งปรึกษาจากจิตแพทย์ท่านหนึ่ง
ผมได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ว่า สิ่งที่คุณหมอสังเกตการณ์ในคลินิกคิดว่า ตรงตามกรอบอ้างอิงหรือแนวคิดกิจกรรมบำบัดสากลอย่างไร
คุณหมอทั้งสองท่านแนะนำว่า เด็กสมาธิสั้นรายนี้มีอาการไม่มาก ยังยอมร่วมมือในการทำกิจกรรมต่างๆ แต่ไม่ค่อยอดทนต่อกิจกรรมที่ไม่สนุกนัก เช่น ตอบคำถามที่ยาวและยากเกินกว่าชั้นป. 3 สังเกตเด็กเริ่มหยิกผมที่ศรีษะ คิดว่านักกิจกรรมบำบัดน่าจะปรับลดความยากของแบบประเมิน ผสมผสานกับการเล่นสมวัยที่สนุกสนาน มากกว่าการสั่งการของนักกิจกรรมบำบัด แล้วสอดแทรกความรู้ทั้งวิชาชีวิตและวิชาการบ้าง และนักกิจกรรมบำบัดเน้นตรวจระบบประสาทการเคลื่อนไหวมากเกินไป ยังมีอีกหลายระบบที่น่าจะสังเกตขณะจัดกิจกรรมที่มีความหมายมากกว่านี้ เช่น ดูพ่อแม่มีความตั้งใจและให้ความร่วมมือดี แต่ความคิดมุ่งแก้ปัญหามากเกินไปคล้ายๆ กับนักกิจกรรมบำบัดท่านนี้ น่าจะชวนครอบครัวมาทำกิจกรรมร่วมกัน เช่น เล่นเกมส์การเคลื่อนไหวร่มชูชีพอย่างสามัคคีให้โยนบอลลงตะกร้า จากนั้นชวนให้ครอบครัวให้กำลังใจทั้งกอด ยิ้ม ปรมมือ และกล่าวชมทางบวกบ่อยๆ ครั้ง เพราะเด็กมีความสามารถแต่ไม่มีความภาคภูมิใจในตนเองนั้นเอง
ดร.ป๊อป ขอกล่าวชื่นชมว่า คุณหมอทั้งสองท่านมองเด็กได้ครบถ้วนที่ความสุขความสามารถในการเล่นการเรียนรู้เพื่อการพัฒนาเด็กอย่างแท้จริง ซึ่งตรงกับแนวคิดทางกิจกรรมบำบัดสากลมากๆ ที่มุ่งความสุขความสามารถในการทำกิจกรรมการดำเนินชีวิต...นักกิจกรรมบำบัดต้องไม่มุ่งหาปัญหา แต่มุ่งหาความสุขความสามารถแล้วปรับสื่อทางกิจกรรมบำบัดให้สมดุลตามกระบวนการและเหตุผลทางคลินิก ได้แก่
- ผู้บำบัดกระตุ้นเป็นพี้เลี้ยง และ/หรือแสดงบทบาทต่างๆ กับเด็ก เช่น เป็นเพื่อน เป็นญาติ เป็นครู และเป็นต้นแบบในการทำกิจกรรมที่มีเป้าหมายและมีความหมายร่วมกัน
- ผู้บำบัดสร้างสัมพันธภาพระหว่างเด็กและครอบครัวผ่านกิจกรรมที่เหมาะสม
- ผู้บำบัดดัดแปร และ/หรือปรับสิ่งแวดล้อมภายนอกที่ส่งผลกระทบการมีการรู้คิดในสิ่งแวดล้อมภายในตัวตน เช่น กระบวนการคิดและการเรียนรู้สมรรถนะของตัวเด็กเองกับครอบครัว
- ผู้บำบัดค้นหา ค้นคว้า และคิดค้นรูปแบบ ขั้นตอน การเพิ่มความยาก/ท้าทาย ผ่านกระบวนการคิดวิเคราะห์และสังเคราะห์กิจกรรม จากการบำบัดด้วยกิจกรรม (Activities Therapy) เชื่อมโยงกับกิจกรรมบำบัด (Occupational Therapy) ในขอบเขตการดูแลตนเอง การทำงาน การศึกษา การใช้เวลาว่าง การพักผ่อน การเข้าสังคม และการเป็นพลเมืองดี
- ผู้บำบัดต้องมีกระบวนการสอนและการเรียนรู้ที่ทำให้เด็กเกิดการรู้คิดและการแสดงพฤติกรรมที่รู้แจ้งมีชีวิตชีวา มิใช่มุ่งองค์ประกอบการรับความรู้สึกหรือการรับรู้อย่างเดียว หากแต่เชื่อมโยงการรับรู้ใดๆ ที่มีเป้าหมายในการทำกิจกรรมใดๆ ให้มีความสุขกับชีวิตมากขึ้น
ถึงเวลาแล้ว ที่นักกิจกรรมบำบัดต้องปรับกระบวนการทำงานให้เข้าใจแนวคิดสากลทางกิจกรรมบำบัดที่แท้จริง แล้วสื่อสารช่วยเหลือคุณหมอและบุคคลากรในการพัฒนาเด็กให้เกิดประสิทธิผลมากขึ้น เช่น การประเมินโปรแกรมที่ชัดเจนว่า กิจกรรมบำบัดในกรอบอ้างอิงใดที่พัฒนาเด็กได้จริง หากได้จริงจะพัฒนาความรู้ความเข้าใจพ่อแม่ที่มุ่งมั่นกับที่ไม่มุ่งมั่นให้รู้จักจัดการตนเองและทำการบ้านฝึกฝนเด็กอย่างไร และทำอย่างไรให้การพัฒนาเด็กในโรงพยาบาลไม่เป็นแบบ Mass Service มีคิดคนไข้มากเกินตัว แต่ไม่มีการปรับปรุงระบบการให้บริการที่หลากหลายมากกว่านี้ให้เกิด Individualized Program for Life Skills Trainings ซะทีครับผม
ขอบคุณมากครับ อ.ณัฐพัชร์