น้ำท่วม น้ำตา และการเยียวยา

ซับน้ำตา...ที่ดาโต๊ะ 

 

 “ฉันว่าคืนนี้ฝนต้องตกหนักแน่เลย...” ชายชาวประมง รูปร่างสันทัด ผิวคล้ำ พูดขึ้น พร้อมแหงนตาขึ้นไปบนท้องฟ้า

“ดูน้ำทะเลคลื่นลมแรงผิดปกติว่ะ..” ชายประมงอีกท่านหนึ่ง ตัวใหญ่ ผิวดำ ไว้หนวดเครา ชี้มือไปทางคลื่นทะเลที่กำลังโต้คลื่นอย่างบ้าคลั่ง

                   เสียงสนทนาของสองชายหนุ่มชาวประมงบ้านดาโต๊ะ* ขณะทำการประมงน้ำตื่นแถบชายฝั่งเรียบทะเล ก่อนที่เรือทั้งสองพายเรือเข้าฝั่งและแยกย้ายกันกลับบ้านของตัวเอง...

ภายหลังสิ้นเสียงสนทนาของทั้งสอง  เหตุการณ์ที่คาดคิดว่าเป็นแค่ฝนตกฟ้าร้องปกติ  กลับเป็นเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึง  คืนนั้น....จากการบอกเล่าของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขคนหนึ่ง  ชื่อน้องเฮง (นามสมมุติ) เป็นคนหนุ่มไฟแรง เพิ่งจบการศึกษามาก็ได้ลงมาบรรจุที่บ้านดาโต๊ะ ทำงานรับใช้บ้านเกิด  น้องเฮงเป็นคนตัวเล็กมีผิวดำคล้ำตามประสาคนชายเล น้องเฮงมีบ้านพักอยู่ที่บ้านดาโต๊ะ  เค้าเล่าให้ฟังว่า

เมื่อวันที่ ๑ พฤศจิกายน ๕๓  เหตุการณ์ที่ชาวประมงทั้งสองได้พูดคุยก็เป็นจริง  ฝนที่ตกเม็ดเมื่อช่วงกลางวันไม่มีทีท่าว่าจะหยุดตก พอถึงกลางคืนฝนกลับตกหนักอย่างไม่ลืมหูลืมตาเพิ่มเป็นสองเท่าตัวแถมเพิ่มฟ้าร้อง  ฟ้าผ่าเป็นระยะ เสียงพายุกระหน่ำพัดต้นไม้  ต้นมะพร้าว ต้นสน เสาไฟฟ้าข้างทางล้มหักเป็นท่อนๆ บางต้นล้มทับบ้านชาวบ้านทำให้พังเสียหาย แต่ก็โชคดีเพราะบ้านที่โดนทับไม่มีคนอาศัยอยู่ในบ้าน  ทำให้ไม่มีใครเสียชีวิต  พอเล่าถึงตรงนี้น้องเฮงก็ต้องหยุด ผมสังเกตเห็นแววตาน้องเฮงมีน้ำตาซึมออกมา  มีสีหน้าที่บ่งบอกว่าไม่น่าจะเกิดกับหมู่บ้านและบ้านของตนเองเลย  ผมต้องรีบให้ผ้ามาซับน้ำตาที่ไหลออกมาอย่างไม่รู้ตัว...

น้องเฮงเล่าต่อว่า....คืนนั้นหมู่บ้านดาโต๊ะต้องอยู่ในความมืดมิด  เพราะไฟฟ้าดับ  ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ต้องใช้เสียงตะโกนคอยนำทาง  ฝนที่ตกอย่างหนักประกอบกับน้ำหนุนสูงขึ้นจากทะเลทะลักเข้าบ้านเรือนทำให้เกิดน้ำท่วมอย่างเฉียบพลัน  พัดกระหน่ำบ้านและข้าวของพังเสียหายหมด  แม้กระทั่งบ้านของตัวเองซึ่งเป็นบ้านไม้ยกพื้นก็ถูกน้ำซัดจนเหลือแต่โครงบ้าน  ทรัพย์สินภายในถูกสายน้ำพัดพาจนหมดเกลี้ยง  ตัวเองเหลือแต่กับเสื้อผ้าที่ใส่ติดตัว  คืนนี้ยังไม่รู้เลยว่าจะได้นอนหรือเปล่า  ถ้าจะนอน  นอนที่ไหน  คงจะมีแต่มัสยิดเพียงแห่งเดียวเท่านั้นเป็นที่พึ่งสุดท้าย  เพราะมัสยิดตั้งอยู่บนเนินราบสูง  แถมบริเวณมัสยิดก็มีโรงเรียนตาดีกา  ซึ่งเป็นอาคารเรียนสองชั้น  ทำให้ข้างบนอาคารซึ่งเป็นชั้นสองไม่โดนน้ำท่วมพอที่จะเป็นที่หลบฝนและหลับนอนได้ชั่วคราว 

...........................................................

* บ้านดาโต๊ะ  เป็นหนึ่งในตำบลแหลมโพธิ์  อำเภอยะหริ่ง  จังหวัดปัตตานี  มีลักษณะพื้นที่เป็นหมู่บ้านชายฝั่งทะเล ที่อุดมไปด้วยป่าชายแลน มีป่าไม้โกงกางสำหรับที่เป็นที่อยู่อาศัยของหอยปูปลา และนานาสัตว์ทะเล  เป็นที่ทำมาหากินของชาวบ้าน  ซึ่งส่วนใหญ่ชาวบ้านจะทำการประมงทั้งน้ำตื่นและน้ำลึกเป็นอาชีพหลัก

                       

                   น้องเฮงเป็นหนึ่งในเจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่บ้านโดนน้ำท่วม  ทรัพย์สินเสียหาย  เหลือแต่ตัวกับของใช้ส่วนตัวเล็กน้อย  ในวันที่ผมได้พูดคุยกับน้อง  น้องเฮงเป็นคนเข้มแข็งมาก  น้ำตาไม่มีให้เห็น แม้ว่าวันที่ไปเจอน้องคำแรกที่น้องเปล่งออกมาคือ “ขอข้าวกินหน่อย  เมื่อคืนถึงเช้ายังไม่มีอาหารลงท้องเลย” น้องเฮงเป็นทั้งเจ้าหน้าที่ที่จะต้องเยียวยาผู้อื่นและครอบครัว  แต่ในขณะเดียวกันน้องเฮงก็ต้องเยียวยาตัวเอง  ถึงจุดนี้ผมและทีมงานคอยให้กำลังใจและยอมรับกับความเข้มแข็งของน้องเฮงจริงๆ

ในวันรุ่งขึ้น  สิ้นเสียงพายุสงบ  ผมได้รับการประสานงานทางโทรศัพท์จาก สสอ.ยะหริ่ง ให้ขับรถพยาบาลพร้อมกับนำทีมเจ้าหน้าที่ในตำบลใกล้เคียง เข้าไปในพื้นที่บ้านดาโต๊ะ  หมู่บ้านดาโต๊ะห่างจากตัวอำเภอประมาณ ๑๔   กิโลเมตร  ระหว่างทางเข้าบ้านดาโต๊ะ  ถนนที่ผมเคยสัญจรไปมาจากถนนสองเลนกลายเป็นเลนเดียว  เพราะอีกเลนถูกน้ำทะเลซัดไปจนไม่เหลือร่องรอยของความเป็นถนน  ทำให้ผมและทีมงานสุขภาพชุมชนกว่าจะไปถึงที่หมายต้องเสียเวลากับถนนที่คับแคบ  เพราะในวันนี้ไม่ใช่หน่วยงานสาธารณสุขเพียงหน่วยงานเดียวที่เข้าไปยังบ้านดาโต๊ะ  ยังมีหน่วยงานอื่นอีกมากมายที่เข้าไป  ทำให้ถนนสายนี้คับแคบไปด้วยรถราที่เข้ามาเยี่ยมให้กำลังใจ

                   ทันทีที่ไปถึง  ชาวบ้านที่ได้ยินเสียงหวอรถ ไฟกระพริบจากไซเรนด์  เสียงประกาศจากเครื่องเสียงในรถ...

          “อัสลามูอาลัยกม*  พ่อแม่พี่น้องเสียงที่ได้ยินในขณะนี้  เป็นเสียงเจ้าหน้าที่สาธารณสุขจากโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) และ โรงพยาบาลยะหริ่ง มาให้บริการตรวจสุขภาพเคลื่อนที่และช่วยเหลือประชาชนที่มีปัญหาสุขภาพ เจ็บไข้ได้ป่วย เนื่องจากเหตุน้ำท่วม ให้มารับบริการ ณ จุดตรวจฟรี”ผมสวมบทบาททำหน้าที่เป็นนักประชาสัมพันธ์ พร้อมทั้งให้สุขศึกษาโรคที่มากับน้ำ และผลกระทบหลังจากน้ำลด  ตลอดจนส่งสายตาสำรวจความเสียหาย  สภาพแวดล้อมในละแวกที่เกิดเหตุ  ผมก็คิดในใจพลาง พร้อมกับอุทานออกมาว่า...โห้ววว..! “สภาพที่เห็นไม่ต่างอะไรจากเมื่อครั้งที่ภาคใต้ฝั่งอันดามันโดนสึนามิถล่มเลย  ถึงจะไม่เท่ากับสึนามิตัวแม่  แต่นี่มันเป็นน้องสึนามิดีๆ นั่นเอง”

                   ผมและทีมงานสุขภาพชุมชน  ต้องจอดรถพยาบาลไว้ตรงปากทาง  เพราะรถยนต์ไม่สามารถขับเข้าไปไม่ได้  ผมและทีมงานแบกอุปกรณ์เครื่องมือทางการแพทย์ครบมือ ต้องเดินเท้าเปล่าลุยน้ำขังเข้าไปตามตรอกซอกซอย  เพื่อให้เข้าถึงชาวบ้านที่ไม่สามารถออกมารับบริการที่จุดตรวจได้ ระหว่างที่ผมให้บริการอยู่ สายตาผมก็สำรวจแวดล้อมรอบๆถึงภัยพิบัติที่เกิดขึ้น  ทันใดนั้นผมก็ได้ยินเสียงตะโกนจากชาวบ้าน  ได้ยินแต่เสียงแต่หาเจ้าของเสียงยังไม่เจอ....ปรากฏว่าเสียงนั้นมาจากรูแคบๆจากฝาผนังบ้าน

                   “บอมอ  บอมอ**” ช่วยมาดูลูกของเปาะจิหน่อย

                   “ลูกเป็นอะไรหรอเปาะจิ” ผมถามเปาะจิเป็นภาษายาวีท้องถิ่น

เปาะจิ..เล่าให้ผมฟังว่าเมื่อคืน  หลังคาที่บ้านหล่นลงมาตกบนหัวลูกสาววัย 9 ปี หัวแตก  เลือดออกเยอะมาก ลูกสาวร้องไห้ด้วยความเจ็บปวดทั้งคืน  จะออกไปที่อนามัยก็ไม่ได้  ฝนฟ้าร้องทั้งคืนน้ำก็ท่วมเข้าบ้าน  ไม่ทันได้ดูลูก  เพราะมัวแต่ขนย้ายของ  ผมและทีมงานรีบขึ้นไปบนบ้านของเปาะจิ เพื่อที่จะดูอาการของลูกเปาะจิ...

.......................................................              

* คำทักทาย สำหรับพี่น้องมุสลิมที่นับถือศาสนาอิสลาม

** แปลว่า  หมอ ตามภาษายาวีท้องถิ่น

“น้องนาเป็นไงบ้าง  เจ็บมากไหม  เจ็บตรงไหน  มาให้บอมอดูแผลหน่อยน่ะ” ผมทักทายพูดคุยกับน้องนา  พร้อมๆกับเดินเข้าไปหาน้องนา  น้องนาเมื่อเห็นบอมอเข้ามาใกล้ก็มีสีหน้าที่เปลี่ยน  ได้แต่พูดอย่างเดียวว่า...ไม่เอา  ไม่เอา...หลังจากพูดเสร็จน้องนาก็ร้องไห้ไม่ยอมให้ผมดูแผลเป็นศีรษะ..ทางผมและทีมงานต้องงัดกลยุทธ์ใช้คำอ้อนวอนสารพัด  พร้อมขอความร่วมมือจากเปาะจิให้ช่วยกล่อมลูกอีกแรง...จนในที่สุด  น้องนาก็ยอมให้ทางทีมงานทำแผลให้  โดยการเย็บแผลประมาณ 6 เข็ม..พร้อมให้คำแนะนำและจ่ายยา เมื่อสิ้นสุดการรักษาทางเปาะจิก็ได้มาขอบคุณผมและทีมงานเป็นการใหญ่...

                   หลังจากให้การรักษาพยาบาลน้องนาเสร็จ  ผมและทีมงานลงจากบ้านน้องนาก็เดินทางสำรวจบ้านหลังถัดไป  ซึ่งเป็นบ้านของเมาะจินะห์  เป็นบ้านอีกหลังหนึ่งที่ถูกพายุกระหน่ำจนตัวบ้านพังเหลือแต่โครงบ้านบางส่วน  เจ้าของบ้านต้องอาศัยเต้นส์ที่กางอยู่ข้างๆบ้านที่เหลือแต่โครง ซึ่งทาง อบต.เป็นผู้สนับสนุนให้กับคนที่บ้านพังไม่มีที่พัก  เมาะจินะห์  หญิงชราวัยประมาณ 70 กว่าปี รูปร่างค่อนข้างผอม เมาะจินะห์มีโรคประจำตัวมีทั้งโรคความดันโลหิตสูงและโรคเบาหวาน  สภาพเหนื่อยอ่อนเพลีย นอนโทรมอยู่บนเสื่อ แววตาเศร้าเหมือนคนหมดหวัง  ทางผมและทีมงานเข้าไปทักเป็นภาษายาวีท้องถิ่น  ได้ความว่า ที่นอนอยู่เหมือนคนสิ้นหวัง  เพราะชีวิตนี้ไม่มีอะไรจะหวังอีก  ตั้งแต่เกิดมาครั้งนี้แหละที่หนักและรุนแรงที่สุด  มันช่างโหดร้ายเหลือเกิน  หมดตัวจริงๆ  ในระหว่างที่เล่าเมาะจิก็ร้องไห้ไปพลางเล่าไปพลาง จนผมและทีมงานต้องคล้อยตามเมาะจิไปด้วย  ทีมงานทุกคนเข้าไปปลอบประโลมเมาะจิ  และให้กำลังใจให้อยู่และสู้ต่อไป  ในส่วนที่ยายเดือดร้อนเรื่องที่อยู่อาศัยทางผมและทีมงานรับปากเป็นธุระจัดการติดต่อประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ช่วยเหลือเมาะจิและครอบครัวนี้เป็นการเร่งด่วนเท่าที่หมออนามัยจะทำได้

                   ผ่านไปหนึ่งสัปดาห์  ภายหลังน้ำลด บ้านดาโต๊ะก็มีผู้คนทั่วสารทิศหลั่งไหลเข้ามาช่วยเหลือ  นำสิ่งของมาบริจาค  ทำให้พื้นที่ที่เคยโศกเศร้า  กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง  เพราะคนไทยทุกคนมีน้ำใจมาช่วยเหลือโดยไม่ต้องนัดหมาย  ทุกคนมีจิตอาสาร่วมกัน บ้างเอาเงินมาบริจาค  บ้างเอาข้าวของเครื่องใช้อาหารแห้งมาบริจาค  มากน้อยแล้วแต่ศรัทธา  เมื่อมีผู้คนเข้าเยี่ยมเยียนไม่ขาดสาย  ทำให้ชุมชนดาโต๊ะกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวด้านจิตใจคน  ชุมชนกลายเป็นตลาดนัดในพริบตา ทั้งตลาดนัดสุขภาพแห่งการเยียวยา ชุมชนแห่งนี้ถูกให้เป็นพื้นที่เยียวยาครอบครัวและคนทั้งชุมชน   ผมและทีมงานสุขภาพปฐมภูมิ และเครือข่ายสุขภาพภาคประชาชน จากที่ได้ลงไปสำรวจและช่วยเหลือ  เห็นภาพของผู้สูญเสีย  สะท้อนให้เห็นว่า  การเยียวยาทั้งมิติทางกายและใจมีความสำคัญต่อผู้ได้รับผลกระทบ  ทำให้ผู้ให้และผู้รับการเยียวยาได้รู้สึกถึงการร่วมทุกข์ ทำให้เข้าใจและเข้าถึงของความสูญเสียที่เกิดขึ้นร่วมกัน  ไม่เผชิญชีวิตอย่างโดดเดี่ยว  ผู้คนไม่ทิ้งกัน  ช่วยเหลือกัน แม้จะไม่ใช่เครือญาติกันก็ตาม  แต่ด้วยความเป็นมนุษย์ด้วยกัน  มิตรภาพ ความดีงาม ความมีน้ำใจ  การเยียวยาที่กว้างไกลกว่ามิติสุขภาพจิต จึงเกิดขึ้น  ณ  บ้านดาโต๊ะ...