เป็นคนไม่ชอบเรียนแต่ว่าไม่หนีไปติดยานะ เด็กสมัยนั้นก็มีแค่สูบบุหรี่แต่พี่ไม่เคยสูบนะ แค่มาวาดรูปเฉยๆแล้วก็ลาออกมาตอน ม.3 แล้วก็มาอยู่โรงหนังเลย สมัยนั้นโรงนังเฟื่องฟูมากงานประเภทนี้ได้เงินดี เห็นเงินเร็ว

สวัสดี ครับคุณผู้อ่าน  วันนี้ผมมีเรื่องราวบทสัมภาษของศิลปินท่านหนึ่งในกลุ่มศิลปินเมืองแปะ จังหวัดบุรีรัมย์  ที่ผันตัวเองจากคนเขียนป้ายกลายมาเป็นศิลปินที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งเลยทีเดียว ศิลปินท่านนั้นก็คือ คุณ ณรงค์ศักดิ์ โฉมดี  หรือพี่จุ๋ม ครับ

 

พี่จุ่มเป็นคนจังหวัดไหนครับ
เป็นคนสุรินทร์  เกิดที่จังหวัดสุรินทร์  โตที่สุรินทร์  ประมาณครึ่งๆแล้วมาเรียนที่นี่ประมาณ  ป.4  ก็ย้ายมาเรียนที่บุรีรัมย์  พอดีพ่อย้ายมาอยู่ที่นี่

เรียนที่ไหนครับ
เริ่มแรกเรียนที่  ร.ร เทศบาล  2   แล้วก็ย้ายมาเรียนห้วยราด โรงเรียนห้วยราดวิทยาคาร  อำเภอห้วยราด  แต่ว่าเมื่อก่อนยังเป็นตำบลอยู่


แล้วทำศิลปะหรือชอบศิลปะมาตั้งแต่เด็กเลยหรือเปล่าครับ 

รู้สึกตอนเด็กก็ชอบแต่ไม่ได้เรียนจริงจัง เล่นซะมากกว่า  เล่นฟุตบอลเหมือนเด็กทั่วไปนี่แหละ  พอประมาณ ม .1 มีวิชาศิลปะ ครูให้เขียนแล้วรู้สึกทำให้เรามีความสุขก็เลยชอบเลยเขียนมาตลอด

พี่จุ๋มได้เรียนโรงเรียนศิลปะมาไหมครับ

ไม่มี  ไม่ได้เรียน


แล้วทำไมมาเขียนโปสเตอร์หนังได้ครับ
ตอนนั้นเรียนประมาณ ม.3 ตอนปลายๆ  แต่ว่าเรียนไม่จบนะ แล้วก็ที่บ้านเนี่ยพ่อเป็นช่างตัดผม  แล้วก็ตัวผมเองก็ตัดผมช่วง ม.1  ม.2 ม.3 แล้วก็ได้เงินจากการตัดผมนี่แหะมาซื้อสี พู่กัน  กระดาษอะไรต่างๆ  เมื่อก่อนเขียนสีโปสเตอร์ กระดาษธรรมดา  มีผู้จัดการโรงหนังมาเห็น ก็เลยถามว่า"ไปอยู่กับพี่ไหม" ก็มาฝึกงานกับเค้าช่วงแรกๆ เริ่มต้นเลยเงินเดือนหนึ่งพันบาท  ตอนนั้นยังไม่จบม.3 พอดีเป็นคนเรียนไม่ค่อยเก่งแต่พอไปได้ เป็นคนไม่ชอบเรียนแต่ว่าไม่หนีไปติดยานะ เด็กสมัยนั้นก็มีแค่สูบบุหรี่แต่พี่ไม่เคยสูบนะ แค่มาวาดรูปเฉยๆแล้วก็ลาออกมาตอน ม.3 แล้วก็มาอยู่โรงหนังเลย  สมัยนั้นโรงนังเฟื่องฟูมากงานประเภทนี้ได้เงินดี เห็นเงินเร็ว เห็นรุ่นพี่ทำก็อยากเขียนตามเค้ามา เริ่มเขียนเรื่องแรกปี  2530 แล้วก็เขียนจนถึงปี 2540 เลย แต่พอทักษิณมาเป็นรัฐบาลตอนนั้น  ในเรื่องของพิมพ์ไวน์นิ่ว ให้ผู้สมัครต่างๆจะเฟื่องฟูมาก   แล้วก็เขียนรูปครั้งสุดท้ายเขียนให้ เชาวลิต  ยงใจยุทธ  ตอนนั้นลงพรรคความหวังใหม่และหลังจากนั้นก็ไม่มีเขียนอีกเลย


แล้วเป็นมายังไงจากเขียนป้ายหนัง ถึงกลายมาเป็นศิลปินเขียนภาพสีน้ำมันครับ

เริ่มแรกเลยคือ  การเขียนป้ายให้โรงหนังในจังหวัด  ณ วันนั้นมี แต่งานก็เริ่มน้อยลงจนไม่มีงานเลย ไม่รู้จะหากินที่ไหนเลยหันเหวิธีการเอาตัวรอดว่า  ถ้าเกิดว่าเราไม่มีโรงหนังเราจะเอาอะไรกิน เพราะเราไม่มีอาชีพอะไรเลย เรียนก็เรียนไม่จบแต่ว่าต่อก็ไปเรียน  กศน. จนจบนั่นแหละ แต่มันก็ยังน้อยอยู่ ก็เลยว่าฉีกแนวออกมา อยากมาเขียนสีน้ำมันเขียนอะไรที่เขาพอจ้าง ก็เข้ากลุ่มไปกับเค้า พอดีมาเจอลุงหนาม(สนาม  จันทร์เกาะ) ลุงหนามก็ชวนให้เข้าวงการนี้ จริงๆไม่ได้เข้าใจนิทรรศการโชว์ผลงานไม่เคยมีความรู้มาก่อน ก็มาเห็นรุ่นพี่ เห็นอาจารย์ เค้านั่งคุยในวงเหล้าประมาณนี้ก็ได้ประยุกต์มาใช้


อาจารย์ สนาม  จันทร์เกาะ



ผลงานของ อาจารย์ สนาม  จันทร์เกาะ


ความรู้สึกในการเขียนป้ายหนังต่างจากความรู้สึกเขียนภาพสีน้ำมันไหมครับ

ต่างกันมากเลย ราวกับฟ้ากับดิน  งานโรงหนังคืองานลอกจากตัวอย่างที่มีองค์ประกอบหมดแล้วซึ่งง่ายไม่กดดันอะไร มันเป็นงานขนาดใหญ่ไม่ต้องละเอียด หนังออก 6 วัน 7 วัน ก็ลบทิ้งเขียนใหม่ แต่คราวนี้เรามาเขียนอย่างนี้เราก็ต้องใช้คุณภาพ คนยอมรับเราได้มันไม่ใช่ของง่าย  กว่าคนจะเข้าใจไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะฉะนั้นการจะเป็นศิลปินไม่ใช่เรื่องง่าย และเราก็ยังไม่ได้เป็นศิลปินด้วย  ก็ยังเป็นช่างเขียนอยู่แต่ว่าก็ถูๆไถๆที่จะเป็นศิลปิน  แค่คำพูดลมปากผ่านไปเท่านั้นเอง


แล้วผลตอบรับของงานที่ผันตัวเองจากเขียนป้ายหนังมาเขียนสีน้ำมันผลตอบรับต่างกันไหมครับ

ต่างกันมาก ณ วันนั้นเราเป็นช่างธรรมดา  แต่มาตอนนี้เรามาทำให้สังคม เรามาช่วยสังคม กลายเป็นว่าศิลปินต้องทำเลยมีคนว่าเราทำงานเพื่อสังคม หลายองค์กรเลยให้ความสำคัญกับเราบ้าง บางครั้งเรียกเราอาจารย์บ้าง เรียกศิลปินบ้าง มันก็ต่างกันแล้ว แค่คำพูดก็ต่าง  แต่ว่ารายรับรายจ่ายไม่เหมือนกันแล้ว เมื่อก่อนเขียนงาน 3-4 จังหวัดเราก็มีเงินเป็นหมื่น แค่รับงานพิเศษสมัยนั้น แต่พอหมดยุคนั้นกลายเป็นว่า ไส้แห้งก็เข้ามาทันที ศิลปินไส้แห้งเป็นของคู่กัน ถ้าไม่ดังจริง มันก็จะแย่อย่างนี้ก็จะติดดินอย่างนี้


ผลงานของ  ณรงค์ศักดิ์   โฉมดี 

 

ผลงานของ  ณรงค์ศักดิ์   โฉมดี 

 

ผลงานของ  ณรงค์ศักดิ์   โฉมดี

 

ในเรื่องของความสุขคิดว่ามีความแตกต่างกันอย่างไรครับ

ในเรื่องของความสุข ผมว่าเหมือนกันนะ รักกันกับรุ่นพี่รุ่นน้องเหมือนกัน มาอยู่กับวงการศิลปะ  ศิลปิน ก็มีรุ่นพี่ มีอาจารย์ ก็รักกันนับถือกัน เป็นพี่น้องกัน ก็มีความสุขเหมือนกัน แต่เพียงการคุยกันต่างกันนิดเดียว  แต่ในส่วนของงานจะต่างกัน เช่นรูปโรงหนังไม่กดดันสนุกสนาน แต่เขียนรูปอย่างนี้ต้องใช้ความคิดต้องทำเทคนิคใหม่ๆอย่างไร  แต่เวลาเราทำก็สนุกกับงานนะเราจะค้นคว้าอะไรบ้างก็สนุกก็เพลิน

มีมุมมองหรือทัศนคติด้านศิลปะในเมืองไทยอย่างไรครับ

ผมว่ายังแย่อยู่ ผมว่ายังไม่ถึงเมืองนอก  ผมว่ายังล้าสมัยอยู่แต่ว่า ณ เวลานี้ดีแล้ว ถึงมันล้าหลังจากเมืองนอก แต่ก็ชื่นชมว่าศิลปินในเมืองไทยเก่งเยอะ พยายามสร้างสรรค์งานให้ดังขึ้นมา ก็โชคดีที่เกิดมาเป็นคนไทย

ศิลปินในดวงใจ มีใครเป็นศิลปินในดวงใจบ้างครับ

ศิลปินในดวงใจก็ อาจารย์อิสระ หลาวทอง   ก็อยากจะเดินตามท่าน แต่เราทำไม่ได้เพราะอาจารย์ละเอียดมาก  แต่ก็เราก็พอที่จะแปะอะไรเล็กน้อย แต่ผมก็ยอมรับคนนึง อาจารย์สนาม จันทร์เกาะ เพราะอาจารย์สนามเป็นคนที่คิดมาก คิดไกล คิดไม่ถึง ซึ่งเราก็ชื่นชมตรงนั้นด้วย

อาจารย์อิสระ  หลาวทอง


ผลงานของอาจารย์ อิสระ   หลาวทอง

 

อยากให้วงการศิลปะ เป็นยังไงในบ้านเราครับ

อยากให้สวยหรู อยากให้มีคนมะรุมมะตุ้ม เห็นศิลปินเหมือนเห็นเทวดา เห็นพระเจ้า อยากเห็นเป็นแบบนั้น


คิดว่าในอนาคตผลงานจะมีการเปลี่ยนแปลงไหมครับ

ณ วันนี้จากการทำนิทรรศการผ่านมาเนี่ยมันแทบจะล้ม มันไม่เกิด รู้สึกล้าๆนะช่วงนี้  อาจเพราะเราเข้าใจศิลปะไม่ถึง เราเลยคิดท้อแท้บ้าง แต่ก็จะไม่ทิ้งศิลปะ เพราะเรามีความรักศิลปะ

    

ผลงานของ  ณรงค์ศักดิ์   โฉมดี