ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเกิดขึ้นจากน้ำมือของมนุษย์ ในเมื่อมนุษย์เป็นผู้ทำลาย และยังไม่ยอมที่จะเลิกทำลาย มนุษย์นั่นแหละคือผู้รับผลแห่งการทำลายนั้น.

          โทรทัศน์ทุกช่อง วิทยุทุกสถานีล้วนเกาะติดรายงานน้ำท่วมนาทีต่อนาที และทุกๆ 1 ชั่วโมง ปีนี้นับเป็นปีวิบัติภัยธรรมชาติที่หนักหนาสาหัสสากรรจ์ในรอบ 16 ที่น้ำท่วมรุนแรงค่อนครึ่งประเทศ จริงอยู่ภัยพิบัติทางธรรมชาติเป็นสิ่งที่ไม่สามารถควบคุมได้ แต่มนุษย์เราสามารถบรรเทาผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นได้ ไม่ว่าจะเป็นการพยากรณ์สภาพภูมิอากาศของกรมอุตุนิยมวิทยาล่วงหน้า การเตรียมแผนรับมือกับความเสียหายเมื่อเกิดภัยพิบัติขึ้น แต่นั่นก็เป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุเท่านั้น ในเมื่อสาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อนขึ้นส่วนหนึ่งก็มาจากความโลภ ขาดศีลธรรม และจริยธรรมของมนุษย์นั่นเอง

          ดังนั้น เมื่อมนุษย์ตัดไม้ทำลายป่าจนไม่เหลือสมดุลทางธรรมชาติ ใช้พลังงานจากแหล่งเชื้อเพลิงธรรมชาติไปกับกิจกรรมต่างๆ โดยไม่คำนึงถึงสารพิษที่ปล่อยออกมา จนแหล่งน้ำและอากาศเป็นพิษ ผลพวงเหล่านี้ส่งผลให้ระบบนิเวศเปลี่ยนแปลงและเสื่อมโทรมลง มนุษย์จึงถูกธรรมชาติลงโทษ ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเกิดขึ้นจากน้ำมือของมนุษย์ ในเมื่อมนุษย์เป็นผู้ทำลาย และยังไม่ยอมที่จะเลิกทำลาย มนุษย์นั่นแหละคือผู้รับผลแห่งการทำลายนั้น

          มีอยู่ช่วงหนึ่งหลายสื่อหลายสำนักต่างรายงานข่าวกันว่ากรุงเทพฯจะจมน้ำ ซึ่งสร้างความหวั่นวิตกให้กับผู้คนเป็นอย่างมาก เพราะพื้นที่กรุงเทพฯเป็นที่ลุ่ม ทั้งยังเป็นแหล่งศูนย์รวมธุรกิจ แหล่งทำมาหากิน มีผู้คนอาศัยอยู่อย่างหนาแน่นเพื่อทำมาหาเลี้ยงชีพ แล้วถ้ากรุงเทพฯหายไปเหลือแต่ผืนน้ำเหมือนจังหวัดพระนครศรีอยุธยา แล้วประเทศไทยจะอยู่อย่างไร ถึงเวลาแล้วยังที่พวกเรามารณรงค์สร้างจิตสำนึกไม่ตัดไม้ทำลายป่า ดำเนินคดีผู้ที่ตัดไม้ทำลายป่าอย่างจริงจังและเด็ดขาด จัดส่งเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ตำรวจป่าไม้ หรือแม้ตำรวจตระเวนชายแดนไปดูงานต่างประเทศ ดูว่าต่างประเทศนั้นเขามีวิธีดูแลรักษาป่าอย่างไร ในที่นี้ผู้เขียนขอยกตัวอย่างประเทศมาเลเซีย กฎหมายเขาศักดิ์มากใครทำผิดไม่ว่าหน้าไหนไม่มีสิทธิ์อยู่เหนือกฎหมาย ถ้าตัดไม้ก็ต้องทำตามกฎข้อบังคับของกรมป่าไม้ คือตัด 1 ต้นก็ต้องปลูก 1 ต้น ตัด 10 ต้นต้องปลูก 10 ต้น ป่าไม้ของเขาจึงมีต้นไม้ตลอดไม่มีภูเขาหัวโล้นเหมือนของเรา.