...

       วันพุธที่ 28 กันยายน ผู้เขียนกลับบ้านที่อำเภอนครชัยศรี ข่าวน้ำท่วมที่ได้อ่านทางหนังสือพิมพ์ทำให้ผู้เขียนเป็นห่วงที่บ้านกลัวบ้านจะจมน้ำ เพราะเป็นที่ราบลุ่มติดแม่น้ำท่าจีน

 

ที่บ้านของผู้เขียนเองค่ะ เหลืออีกไม่มากก็จะท่วมชั้นบน (จะถึงเสของบ้านแล้วค่ะ)

คุณแม่พายเรือมารับที่ถนนตรงทางเข้าบ้าน ท่านบอกว่าปีนี้น้ำเยอะทำให้พายเรือได้สบาย ผู้เขียนว่าใช้รถน่าจะสบายกว่านะจ๊ะ อ่าวกล้วยไข่น้ำท่วมๆจะให้แม่พูดยังได้หละ อ๋อแม่เปลี่ยนน้ำท่วมให้เป็นกำลังใจนี่เอง

       ตอนเย็นหลังจากถอนผักบุ้งเสร็จเตี่ย แม่ และผู้เขียนต้องนั่งเรือสำปั้นกลับบ้านพร้อมกัน

เตี่ยถามแม่ว่า : เห็นเสื้อที่ใส่วันนี้หรือเปล่า จะเอาไปซัก

คุณแม่บอกว่า : ก็วางอยู่ตรงกองผักบุ้งไงเตี่ย

เตี่ยพูดว่า      : อ่าวนึกว่าหยิบลงมาด้วย

คุณแม่กำลังเดินย้อนกลับไปที่กระท่อม(ไม่ใช่ยาเสพติดนะคะ)เพื่อไปเอาเสื้อของเตี่ย  

เตี่ยถามแม่ว่า : แล้วแม่จะไปไหนนั่น

คุณแม่บอกว่า :ไปเอาเสื้อให้เตี่ยจ้า

เตี่ยพูดว่า      : เดินย้อนกลับไปเนี้ยะนะ ไม่เอากลับบ้าน!

ผู้เขียนบอกเตี่ยว่า “เตี่ยจ๋าอย่าดุแม่สิจ๊ะ”

เตี่ยพูดว่า      :ไม่ได้ดุซักหน่อย

แม่ว่า           :ในบ้านนี้ใครจะอึดเท่าแม่”

ผู้เขียนก็หัวเราะแล้วบอกท่านว่า

 “เอ แม่ก็ไม่น้อยใจ เตี่ยก็ไม่ดุ แล้วทำไมถึงงอนกันบ่อยจัง”

 

บ้านผู้เขียนใช้เรือสำปัน เป็นเรือไม้โบราณ(ความจริงไม่ทราบว่าใช้ไม้อะไรค่ะ) ข้อดีของการใช้เรื้อสำปันคือเวลาพายเรือจะไม่ค่อยโคลงและสวยงาม(ถ้าดูแลดี)คนสมัยก่อนจะรู้ฐานะหรือความเป็นแม่ศรีเรือน ก็มักจะดูจากเรือที่สาวๆใช้พายมาใส่บาตรที่วัดค่ะ ถ้าทาน้ำมันยางมาอย่างดี เรือไม่รั่ว จะถือว่าคนใช้ค่อยข้างมีฐานะดีหรือเป็นแม่ศรีเรือนนั่นเอง แต่ข้อเสียมีมากกว่าค่ะคือน้ำหนักมาก ผุพังได้ง่ายและต้องดูแลเป็นอย่างดี วิธีดูแลรักษาเรือสำปันก็คือหลังจากน้ำแห้งแล้ว(ไม่ได้ใช้เรือแล้ว) ก็ให้นำเรือมาขัดให้สะอาด ตากให้แห้ง(พูดยังกะปลาเค็ม) แล้วทาด้วยน้ำมันยางให้ทั่วทั้งลำเรือ หลังจากนั้นก็เก็บเรือในที่ร่ม วิธีนี้จะทำให้เรือไม่ผุเพราะอยู่ในที่แห้งและมีน้ำมันยางคอยช่วยรักษาเนื้อไม้ให้ทนและสวยงามอีกด้วย เมื่อถึงหน้าน้ำท่วมก็ให้ยาเรือ ก่อนนำมาใช้ค่ะ วิธีการยาเรือผู้เขียนขอไปถามเตี่ยก่อนนะคะแล้วจะมาเขียนต่อ

อ่านสูตรยาเรือได้ที่บันทึกนี้ค่ะ