ตลิ่ง

 

 

 

"ตลิ่ง"

 

            ตลิ่ง  อ่านว่า  "ตะหลิ่ง"...ความหมายตามพจนานุกรมราชบัณฑิตยสถาน  หมายความว่า  "ส่วนของฝั่งที่ไม่ลาดริมแม่น้ำ ลำคลอง หรือ ฝั่งแม่น้ำ ฝั่งคลอง" คำแปลภาษาอังกฤษ คือ the banks of a river  หรือ river bank

            สาเหตุที่ผู้เขียนนำเรื่อง ตลิ่ง มาเขียนนั้น เกิดจากเมื่อสมัยตอนที่ยังเป็นเด็ก ๆ ผู้เขียนนั่งรถผ่านลำน้ำสายใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นแม่น้ำน่าน แม่น้ำยม แม่น้ำปิง แม่น้ำวัง หรือ แม่น้ำ ลำคลองต่าง ๆ ก็เกิดความสงสัยและได้เก็บไว้ในใจมาตลอดว่า "ทำไม ตลิ่งในแต่ละแห่งที่ได้เห็นมา จึงสูงนัก"...ในความคิดตอนนั้น ก็คิดเพียงว่า คงป้องกันในฤดูน้ำหลาก...แต่ก็ไม่ได้คิดว่าน้ำมันจะมากมายนักมากเท่ากับปี 2554... เพราะตั้งแต่เกิดมาจนจะอายุ 50 ปี อยู่แล้ว ไม่เคยเห็นสภาพของตลิ่งที่เคยรับน้ำได้มากมายเท่ากับปี 2554 นี้ โดยเฉพาะบางแห่ง ตลิ่งซึ่งสูงมากก็แทบจะรับน้ำไม่ไหว ต้องปล่อยให้น้ำในแม่น้ำไหลทะลักท่วมบ้านเรือน ไร่นา สวนเสียหาย... สภาพที่เคยเห็น ๆ แต่เพียงยังมีตลิ่งโผล่พ้นขึ้นมาเหนือพื้นน้ำ เพราะน้ำยังไม่มากเท่ากับปี 2554...แต่ในปี 2554 นี้ (แม้แต่ตลิ่งก็ไม่เหลือให้เห็นเลยค่ะว่า แม่น้ำมีตลิ่งอยู่...แล้วก็สูงด้วย...)

 

 

             และยังคิดว่า คนสมัยก่อนเขาคิดอะไรของเขา เขาขุดดินตามลำน้ำทำไมสูงจัง บางครั้งก็สังเกตเห็นว่าบ้านสมัยก่อนทำไมเขาถึงปลูกสูงจัง...เมื่อตอนเป็นเด็ก ๆ ถามแม่ว่า "ทำไมย่า จึงปลูกบ้านสูงจัง"...เพราะเมื่อลมมาแล้วน่ากลัวมาก กลัวว่าลมมันจะหอบเอาบ้านไป...แม่บอกว่า "เอาไว้นอนเล่นเพราะใต้ถุนบ้านจะเย็นสบาย อากาศถ่ายเทได้สะดวก...อีกอย่างกันน้ำท่วมจะได้ไม่ต้องลำบาก...สำหรับข้อแรกผู้เขียนก็เห็นด้วยเพราะเคยไปนอนที่ใต้ถุนสูงนั้นแล้วก็เย็นสบายดี...แต่ข้อหลังนี้ ผู้เขียนยังไม่เคยเจอว่ามันจะมีน้ำท่วมอย่างไร? เพราะอยู่มาตั้งนาน ยังไม่เคยเห็นน้ำท่วมเลย...

              ต่อเมื่อเวลาผ่าน...แม่ก็ได้เสียชีวิตไปแล้ว มาปีนี้เจอเข้าจริง ๆ เรียกว่า "ประสบการณ์ตรง" เชียวแหล่ะ...คำพูดของแม่ที่บอกผู้เขียนเมื่อตอนผู้เขียนยังเป็นเด็กนั้น (เกือบ 40 ปี เชียวนะคะ...)เป็นความจริงแล้วค่ะ "น้ำท่วม" ปี 2554 จริง ๆ ประโยชน์ของบ้านที่มีใต้ถุนสูง ดีตรงนี้เองค่ะ...สามารถกันน้ำท่วมได้ ทำให้ไม่เดือดร้อน ผิดกับบ้านที่ปลูกต่ำ ๆ เพราะสมัยนี้คนรุ่นใหม่ชอบปลูกบ้านติดพื้นดิน หรือไม่ก็ยกขึ้นมาพ้นพื้นดินนิดหน่อย...บางครั้ง บางสิ่งบางอย่าง กว่าที่จะพิสูจน์ได้ว่าเป็นความจริง ก็ต้องอาศัยระยะเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์...บางครั้งก็เรียกว่า "ต้องพบเจอกับตัวเอง แล้วจึงจะรู้สึก"...

 

 

ข้อคิดที่ได้  :  ประสบการณ์ของคนสมัยก่อนนั้น เขาเคยโดนหรือเคยพบปัญหามาก่อน เขาจึงได้เตรียมการป้องกันไว้แล้ว...แต่สำหรับคนรุ่นใหม่ที่ยังไม่เคยพบเจอเหตุการณ์แบบนั้น ทำให้มีความเห็นว่า...ทำไมต้องทำ ทำไมต้องเป็น...แบบที่คนสมัยก่อนทำ...บางครั้ง บางประสบการณ์ดี ๆ สำหรับคนรุ่นก่อน ก็ต้องปล่อยไป...ให้คนรุ่นใหม่พบเจอกับตัวของตัวเอง จึงจะเรียกได้ว่า..."การค้นพบประสบการณ์ตรง"...เพื่อเป็นการเตรียมการป้องกันต่อไป....และเหตุการณ์แบบนี้ก็จะเกิดขึ้นเรื่อย ๆ ยุคแล้วยุคเล่า...ถ้าเราไม่เก็บประสบการณ์ดี ๆ เอาไว้และนำมาประยุกต์ใช้กับยุคของเราเอง...