ข้อเสนอต่อ รมต. ศึกษาฯ

          ในการประชุม กกอ. เมื่อวันที่ ๑ ก.ย. ๕๔   รมต. ศึกษาธิการไปร่วมประชุมเพื่อแจ้งนโยบาย และรับฟังความเห็นจาก กกอ.   ผมจึงได้เตรียมความเห็นส่วนตัวเรื่องนโยบายใหญ่ๆ ที่เป็นเรื่องพัฒนาระยะยาว ดังต่อไปนี้

 

ข้อคิดเห็นส่วนตัวเพื่อแลกเปลี่ยน


ในโอกาสท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

ฯพณฯ วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล
เยือนคณะกรรมการการอุดมศึกษา ๑ กันยายน ๒๕๕๔


ศ. นพ. วิจารณ์ พานิช ประธาน กกอ.


……………………

 

          ระบบอุดมศึกษาไทยพัฒนาเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่มีความสำคัญยิ่งต่อหน้าที่ “เป็นหุ้นส่วนพัฒนาประเทศ พัฒนาสังคม”   ที่จะเดินผิดทางหากยังดำเนินไปในแนวทางเดิม   และจะมีโอกาสทำคุณประโยชน์แก่บ้านเมืองได้มาก หากมีการปรับเปลี่ยนให้เดินถูกทาง ถูกยุค

          ความสำเร็จยิ่งใหญ่ของอุดมศึกษาที่ผ่านมาคือ massification และ autonomy   ซึ่งเป็นทั้งความเข้มแข็งหรือความสำเร็จ   และความอ่อนแอหรือล้มเหลว

          ความล้มเหลวในการจัดการระบบอุดมศึกษา ในช่วงหนึ่งทศวรรษที่ผ่านมาคือ ความล้มเหลวด้านการกำกับดูแลเชิงระบบ (systems governance) ที่เป็นระบบซับซ้อน   ยังหลงใช้แนวทางกำกับด้วย command & control เพียงด้านเดียว  ไม่ได้ใช้ควบคู่ไปกับแนวทางขับเคลื่อน complex-adaptive systems  ด้วยความรู้และการสื่อสารสังคม  และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องไม่มีทักษะดังกล่าว   ทำให้ massification & autonomy ก่อปัญหา quality และ social responsibility

          ความหวังในอนาคตคือ สกอ. (ทบวงมหาวิทยาลัยเดิม) ได้จัดตั้งมูลนิธิทบวงมหาวิทยาลัย  และมูลนิธิฯ ได้จัดตั้งสถาบันคลังสมองของชาติขึ้นทำหน้าที่เป็นสมองให้แก่ระบบอุดมศึกษา   และในช่วงเวลา ๑ ปีเศษๆ ที่ผ่านมาสถาบันคลังสมองฯ ทำหน้าที่ได้ดีมาก   ทำให้มีแนวโน้มที่จะเกิดการกำกับดูแลระบบอุดมศึกษาด้วยความรู้และการสื่อสารสังคม คู่ขนานไปกับกลไกด้านการใช้อำนาจควบคุมดูแล   หากมีการตั้งงบประมาณเพิ่มให้อีกเพียงปีละ ๓๐ – ๕๐ ล้านบาท สถาบันนี้จะทำประโยชน์แก่บ้านเมืองได้มาก 

          ความหวังในอนาคตอีกประการหนึ่งคือ การขับเคลื่อนให้มหาวิทยาลัยเข้าไปทำงานใกล้ชิดเป็น “หุ้นส่วนเพื่อการพัฒนา” กับภาคส่วนต่างๆ ของสังคม   ที่มีการเริ่มต้นบ้างแล้ว แต่ยังขาดการจัดระบบทรัพยากรและการจัดการที่เหมาะสมเข้าไปเกื้อหนุนการริเริ่มดีๆ ที่มีอยู่บ้างแล้ว   และจัดเป็นระบบวิชาการแนวใหม่ คือแนวรับใช้สังคม คู่ขนานและร่วมมือกับวิชาการแนวนานาชาติที่มีอยู่เดิม 

          หุ้นส่วนพัฒนาสังคมที่สำคัญที่สุด คือการพัฒนาระบบการเรียนรู้ของสังคมไทย ของคนไทยตั้งแต่ครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน   ที่เวลานี้ยังเดินผิดทาง ที่เน้น teaching & training   ไม่เน้น learning   ไม่ได้ใช้การจัดการศึกษา/เรียนรู้เพื่อให้เกิด competencies ของผู้เรียนที่เรียกว่า 21st Century Skills   ระบบการศึกษาไทยยังหลงงมงายอยู่กับ 20th Century Learning   ยังเรียนรู้ในระดับ formative education  ไปไม่ถึง transformative education

          บทบาทของอุดมศึกษาต่อระบบการเรียนรู้ของสังคมไทย ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับครู   ต้องการการปฏิรูปทั้งการผลิตครู และการเรียนรู้ตลอดชีวิตของครู เสียใหม่   ไปสู่การเป็น “ครูฝึก” (coach) ไม่ใช่ “ครูสอน” (teacher) ในการเรียนรู้ของนักเรียนแบบ PBL (Project-Based Learning)   และครูเป็น “ผู้เรียนรู้” (learner) ตลอดชีวิต ผ่านกลไก PLC (Professional Learning Communities) 

 

……………………..